วิจารณ์หนัง Teenage Mutant Ninja Turtles

วิจารณ์หนัง Teenage Mutant Ninja Turtles
S! Movie

สนับสนุนเนื้อหา

วิจารณ์ Teenage Mutant Ninja Turtles

 

นี่จัดเป็นความพยายามครั้งล่าสุดในการดัดแปลงการ์ตูนที่อยู่ในใจผู้คนมานับยุคนับสมัย อย่าง “เต่านินจา” แต่ส่วนตัวแล้ว TMNT ในเวอร์ชั่นที่มีผู้กำกับอย่างไมเคิล เบย์ เป็นโปรดิวเซอร์ของเรื่อง และมีผู้กำกับสายซีจีอย่างโจนาธาน ลีเบสแมนมาทำหน้าที่เป็นผู้กำกับแล้ว ผลลัพธ์ของหนังค่อนข้างเหมือนมหกรรมทรานส์ฟอร์มเมอร์เวอร์ชั่นรถยนต์กลายร่างไปเป็นเต่านินจาเสียมากกว่า

Teenage Mutant Ninja Turtles ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์มาแล้วถึงสี่ครั้ง อาทิ Teenage Mutant Ninja Turtles (1990) กำกับโดย สตีฟ แบร์รอนโทน  หนังออกมาในแนวมืดหม่น ดาร์คพอสมควร แต่หนังก็กวาดรายได้จากทั่วโลกไปถึง 200 ล้านเหรียญ หนึ่งปีถัดมาหนังมีภาคที่ 2 ในชื่อ Teenage Mutant Ninja Turtles II: The Secret of the Ooze เป็นการเผชิญหน้าครั้งที่สองระหว่างเต่านินจากับเชรดเดอร์ แต่ได้รับคำวิจารณ์ในแง่ลบ แต่ตัวหนังก็ยังคงทำกำไรเช่นเดิม ก่อนที่ปี 1993 จะมีหนังตามออกมาในชื่อ Teenage Mutant Ninja Turtles III เล่าเรื่องราวการย้อนเวลาเต่านินจาเจาะเวลาหาไดเมียว ก่อนจะหลุดไปยุคโบราณ หนังล้มเหลวมากทางคำวิจารณ์ทำกำไรได้เพียงนิดหน่อยจากทุนสร้าง และในปี 2007 เต่านินจาก็ถูกดัดแปลงเป็นหนังแอนิเมชั่นสามมิติกำกับโดย เควิน มุนโร เล่าเรื่องราวที่เต่านินจาต่างก็แยกย้ายไปมีชีวิตเป็นของตัวเองก่อนจะกลับมารวมพลกันอีกครั้งเพื่อปราบสัตว์ประหลาด ตัวหนังทำรายได้ทั่วโลก 95 ล้านเหรียญจากทุนสร้าง 34 ล้านเหรียญ

 

 

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่า Teenage Mutant Ninja Turtles ในเวอร์ชั่นล่าสุดที่ออกมาตัวผู้เขียนเองก็ไม่ค่อยปลื้มกับวิธีการเล่าเรื่องในหนัง รวมไปถึงบทภาพยนตร์ที่อ่อนปวกเปียก แต่ในโมเมนต์หนึ่งก็ต้องสารภาพกันตามตรงว่าเมื่อเราละสายตาจากส่วนที่ไม่ได้เป็นฉากดราม่าแล้ว ฉากแอ็คชั่นและงานซีจีในเรื่อง ตัวหนังค่อนข้างทำออกมาบันเทิง เร้าอารมณ์และสนุกมากๆทีเดียว 

สิ่งที่ยังคงถูกนำมาถ่ายทอดในแฟรนชายส์ของเต่านินจาอย่างไม่เสื่อมคลายหายไปไหนก็คือการหยิบเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องเอามาถ่ายทอดเอาไว้ในเรื่องราว สายใยระหว่างตัวละครในเรื่องนั้นเชื่อมโยงกันจนกระทั่งเรามองเห็นความรักของเจ้าหนูสปลินเตอร์ที่เป็นเหมือนตัวแทนของพ่อที่ต้องคอยดูแลลูกๆอย่างเต่านินจา

 

 

ที่น่าแปลกใจยิ่งนักก็คือตัวละครทางสายซีจีอันประกอบไปด้วยแก็งค์เต่านินจาลีโอนาร์โด(พากย์โดยจอห์นนี่ น็อกซ์วิลล์), ราฟาเอล(อลัน ริตซ์สัน), ไมเคิลแองเจโล(โนเอล ฟิชเชอร์), โดนาเทลโล(เจเรมี โฮเวิร์ด) และสปลินเตอร์(แดนนี่ วู๊ดเวิร์น) กลับถ่ายทอดความรู้สึกและให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวา และเต็มไปด้วยมิติต่างๆมากกว่าตัวละครที่เป็นมนุษย์จริงๆเสียอีก 

เอพริล โอ’ นีล ซึ่งรับบทโดยเมแกน ฟอกซ์น่าจะเป็นตัวละครที่เข้าข่ายน่ารำคาญไร้สติที่สุดในรอบปี เราไม่ปฏิเสธในแง่ของความสวยเซ็กซ์เอ็กซ์แตกของเธอ ซึ่งบทบาทของตัวละครนี้ก็คือนักข่าวสาวที่ได้ทำแต่ข่าวที่ไม่ค่อยจะประเทืองปัญญาสักเท่าไหร่ เธอจึงพยายามพิสูจน์ตัวเองด้วยการตามสืบข่าวเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นในเมืองก่อนที่จะพบว่ามีผู้ผดุงความยุติธรรมที่เป็นเต่านินจา แน่นอนว่าเมื่อเธอพยายามจะบอกคนอื่นก็ไม่มีใครเชื่อเธอ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่พล็อตเรื่อง แต่อยู่ที่การกำกับให้ตัวละครเอพริลเป็นผู้หญิงที่ทำอะไรแบบไม่ค่อยมีสติเท่าไหร่นัก (ทั้งที่เธอเป็นนักข่าวแท้ๆแต่ไม่สามารถ “โน้มน้าวใจ” คนอื่นได้ โดยเฉพาะหัวหน้าของเธอเองที่ เธอใช้วิธีการอธิบายเหตุการณ์เต่านินจาปรากฏตัวด้วยแผนผังประหลาดๆ และท้ายที่สุด เธอก็โดนหัวหน้าไล่ออกจากงาน ---- ก็สมควร) 

 

 

ความไร้สติของตัวละครนี้ไม่เพียงแค่เธอจะทำตัวป้ำเป๋อๆเท่านั้น แต่ตัวละครนี้ยังออกแบบมาเพื่อกลายเป็นวัตถุทางเพศของผู้ชายในอีกนัยยะหนึ่งด้วยซ้ำ โดยเฉพาะฉากวินาศสันตะโรตอนลงจากภูเขาหิมะ ระหว่างที่ตัวละครเวอร์นอน(วิลล์ อาร์เนตต์) ช่างภาพและนักข่าวผู้ติดตามเอพริล กำลังขับรถบรรทุกลงมานั้น เอเพริลก็ชะโงกหน้าออกจากหน้าต่างรถพร้อมก่งโค้งบั้นท้ายของเธอทำมุม 90 องศากับเบาะ และแน่นอนผู้ชายอย่างเวอร์นอนก็ต้องมัวแต่มองบั้นท้ายจนทำให้รถเสียการทรงตัวและพลิกคว่ำในเวลาต่อมา! 

 

 

ในภาพรวมของหนังค่อนข้างจัดได้ว่าวิธีการเล่าเรื่องของเต่านินจาในเวอร์ชั่นนี้ค่อนข้างมีความเป็นการ์ตูนอยู่สูงมากๆ ตัวละครมนุษย์จัดได้ว่าแบนราบมีมิติเพียงด้านเดียว ทุกอย่างในเรื่องเป็นไปตามความคาดหมาย ไม่มีอะไรเหนือการคาดเดา 

 

2 คะแนนจาก 5 คะแนน

@พริตตี้ปลาสลิด