โย-ยศวดี เผยชีวิตเคยเหลวแหลก
สร้างความฮือฮาเป็นอย่างมากกับการควงแฟนหนุ่มไปถ่ายโฆษณาให้กับบัตรเครดิตยี่ห้อหนึ่งกระทั่งถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมถึงความไม่เหมาะสมถึงขนาดที่ผู้ใหญ่ในรัฐบาลออกมาตอกหน้าว่าเป็นการกระทำที่ "ทุเรศ" ไปบันทึกเทปรายการ "จับเข่าคุย" นางแบบสาว "โย ยศวดี" เลยประกาศเปรี้ยงขอลบภาพการเป็นสาวเซ็กซี่ด้วยการยืนยันว่าจะไม่ถ่ายภาพในลักษณะอย่างว่าอีกแล้วแม้ในใจจะรู้สึกว่าเป็นการถ่ายภาพที่ตนเองดูสวยที่สุด กับข่าวที่รับงานถ่ายแฟชั่นชุดบัตรมินิเครดิตค่อนข้างมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างแรง และยอมรับว่าเป็นงานแฟชั่นที่ไม่เหมาะสมกับคนไทย เพราะในสายตาของคนทำงานในวงการแฟชั่นจะมีคามแตกต่างจากบุคคลทั่วไป ซึ่งตอนที่รับงานครั้งนี้โยรับงานเองและตัดสินใจถ่ายเองไม่ได้ปรึกษาคุณแม่ เพราะมีการพูดคุยถึงคอนเซ็ปต์กันก่อนหน้านี้กับทางทีมงานว่าเป็นงานที่มีความน่าสนใจ และมีการคุยกันว่างานจะออกมาแนวไหน เมื่อเวลาที่หนังสือวางแผงโยไม่ได้อยู่เมืองไทย ที่ทราบข่าวว่ามีการพูดถึงกันค่อนข้างมาก เพราะมีเพื่อนโทรไปบอกแต่คิดว่าคงเป็นการแซวกันเล่นๆ เมื่อมาถึงเมืองไทยได้ทราบความจริง แต่ก็ยอมรับว่าเป็นการถ่ายภาพที่สวยที่สุดเท่าที่เคยถ่ายมา และยอมรับว่าเป็นการถ่ายแบบที่มีกระแสวิจารณ์มากที่สุดด้วย นางแบบสาวบอกต่อไปว่าเป็นเรื่องธรรมดาของการถ่ายภาพคู่ระหว่างชายหญิงที่คนส่วนใหญ่มักจะมองไปในทำนองเรื่องอย่างว่าทั้งๆ ที่เจตนาของคนถ่ายไม่ได้ต้องการสื่อเรื่องแบบนั้นเลย แต่ก็ขอยอมรับกระแสสังคมจะไม่ถ่ายในลักษณะนี้อีก อาจจะเป็นเพราะว่าการถ่ายแบบเซ็ตนี้เป็นการถ่ายคู่ชาย-หญิง ภาพที่ออกมาคนส่วนมากจะมองว่าเป็นอนาจาร แต่ต้องยอมรับว่ามุมกล้องได้มีส่วนช่วยให้ภาพออกมาเป็นอย่างนี้ได้มากและทำได้ภาพออกมาสวยด้วย แต่เรื่องมันออกมาเป็นอย่างนี้ก็ตกใจเหมือนกันเพราะเราไม่ได้มีเจตนาให้คนมองอย่างนี้ อยากให้มองในเรื่องของการถ่ายแบบอีกอย่างหนึ่งมากกว่า และขอพูดว่าโยจะไม่ถ่ายสไตล์นี้อีกแล้ว เพราะต่อไปจะทำอะไรจะต้องพิจารณากันให้มากกว่านี้ เมื่อเราทำพลาดครอบครัวเราก็เสียใจ อย่างงานนี้โย ไม่ได้บอกแม่พอแม่เห็นภาพ แม่ก็บอกว่าทำไมโยไม่บอกแม่สักคำ แม่ค่อนข้างเสียใจที่โยทำอะไรไม่บอกแม่ และแม่ก็ไม่เคยดุอะไรเลยสิ่งนี้มันแย่ยิ่งกว่าที่แม่มาดุโยเสียอีกเพราะสิ่งที่โยให้ความสำคัญคือครอบครัว ยืนยันยึดหลักการทำงานระดับอินเตอร์ที่ไม่เคยคิดจะสร้างชื่อตนเองจากความหวือหวา โยคิดว่าอาจจะมีบางคนที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ คิดว่าการถ่ายหวือหวาสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเขาได้ แต่ตัวโยและนางแบบที่เป็นระดับ โปรฯ จริงๆ จะไม่ให้ความสนใจในเรื่องนี้เลย เพราะคิดว่ามันไม่จำเป็น ชื่อเสียงมาจากการตั้งใจทำงานมากว่าและการที่โยถ่ายแบบครั้งนี้ ไม่ใช่การสร้างกระแสแน่นอน โยคิดว่า คำว่าเซ็กซี่กับนู้ดแตกต่างกัน กับการถ่ายเซ็กซี่โยก็ยังคงรับงานอยู่ แต่ว่าการถ่ายนู้ดเป็นการถ่ายที่มีไม่เสื้อผ้าโยไม่รับงานแน่นอน อย่างภาพที่มีในหนังสือลิปส์กับอิมเมจจะไม่มีอีกแล้ว ส่วนเรื่องที่ว่าการทำงานระดับอินเตอร์อาจจะต้องมีโป๊ๆ เปลือยๆ นั้น คือมันไม่จำเป็นที่จะต้องทำอีกอย่างวัฒนธรรมของเขาจะต่างกับเรา การเห็นบ้างเป็นเรื่องธรรมดาของเขาและมันเป็นการทำงาน นางแบบสาวเล่าย้อนกลับไปถึงชีวิตช่วงเป็นเด็กๆ ว่าเมื่อนึกถึงตอนนั้นแล้วก็ไม่คิดว่าตนเองจะมายืนอยู่ตรงนี้เลย เพราะตอนเด์กนั้นขี้เหร่มาก ตอนเด็กโยขี้เหร่มาก ดำ ขายาว หน้าเป็นเหลี่ยม และคิดว่าผู้หญิงที่สวยที่สุดคือ พี่สาว ชอบแอบดูเวลาที่พี่อาบน้ำแต่งตัวหรือซื้อเสื้อผ้าและเป็นห่วงพี่สาวมาก เวลาที่มีคนมาจีบจะไม่ชอบจึงกลายเป็นคนแก่น ซน เหมือนผู้ชาย แต่ก็ยังรักสวยรักงาม และรักพี่สาวคนนี้มาก เมื่อพี่ประกวดสยามเซ็นเตอร์ ยังสตาร์ก็ไปเชียร์ พอพี่ไม่ได้รางวัลเราก็โวยวาย ร้องไห้ เพราะโยคิดว่าพี่เอสวยที่สุด จากนั้นก็มีโมเดลลิ่งมาติดต่อให้ไปประกวดเค้าบอกว่าเรามีแวว ตัวสูงขายาว น่าจะลองดู และในที่สุดก็เข้าประกวดและได้รางวัลที่ 1 อาจจะเป็นเพราะว่าเรามีความกล้า ซึ่งครั้งนั้นนับว่าเป็นการเดินแบบครั้งแรก ตอนนั้นเราไม่ได้ดีใจกับตำแหน่งที่ได้ แต่ดีใจตรงเงินรางวัล เพราะเขาประกาศว่า เงินที่ได้ คือ 1 แสนบาท พอได้ยิน ร้องไห้เลย เส้นทางเข้าวงการบันเทิง พอได้รับตำแหน่งก็เริ่มมีคนมาติดต่อให้ถ่ายแบบ และได้เป็นนักร้อง เข้าวงการได้เพียงปีกว่า คุณพ่อก็เสีย เราก็เสียศูนย์เพราะโยเป็นคนที่รักพ่อมากจะติดพ่อ และ พ่อค่อนข้างจะตามใจ คุณแม่จะเลี้ยงเป็นแบบเข้มงวด เมื่อไม่มี คุณพ่อ คุณแม่จึงต้องคอยดูแลเรามากขึ้น ห้ามโน่น ห้ามนี่ ซึ่งตอนนั้นเราเป็นเด็กเรารู้สึกอึดอัด เริ่มเกเร ไม่มีความรับผิดชอบ เบี้ยวงาน ไม่ไปทำงาน ไม่มีสัมมาคารวะ แม่ก็เตือนแต่ไม่ฟัง หยิ่งมาก นานๆ เข้าพี่ๆ นางแบบก็แบนโยจนในที่สุดก็ไม่มีงานทำ และครอบครัวก็ต้องแบกรับภาระหนี้ที่ไม่ได้สร้างขึ้น ครอบครัวจึงลำบากพี่เอก็เริ่มมารับงานแสดงมากขึ้นเพื่อแบ่งเบาภาระของครอบครัวจนต้องดร็อปเรียน..และมาเรียนอีกครั้งตอนโยเข้ามหา'ลัยมาเรียนด้วยกันหลังจากที่โยไม่มีงาน โยก็เข้ามหา'ลัย ตกงานอยู่ 2 - 3 ปี เป็นช่วงที่แย่มากๆ และลำบากมาก ช่วงนั้นก็เริ่มคิดได้และโชคดีที่มีพี่เขาอยากได้คนที่พอเดินแบบได้มาเดินแบบ เพราะตอนนั้นวงการแฟชั่นเมืองไทยเริ่มบูม เมื่อมีโอกาสนั้นโยเริ่มสำนึกได้ ตาสว่าง ตั้งใจอยากเปลี่ยนภาพทันที จากสิ่งที่ตัวเองไม่อยากทำก็เริ่มทำ ง่ายคือ การไหว้ จากแต่ก่อนไม่เคยยกมือไหว้ใคร ก็ต้องทำเพราะนั่นแสดงความเคารพและให้เกียรติกับทุกคน ซึ่งโยได้เจอกับใครก็ยกมือไหว้กราบขอโทษ และพูดว่าไม่ต้องเชื่อว่าโยจะกลับมาตั้งใจทำงานเหมือนเดิม แต่ขอเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความตั้งใจมากว่า โยกลับมาเป็นคนที่มีความเคารพมากขึ้น รู้จักมีมนุษยสัมพันธ์มากขึ้น งานก็คืองาน ส่วนตัวต้องแยกแยะให้ออก ซึ่งตอนนี้ก็กลับมาทำงานได้ 4 - 5 ปีแล้ว กับการทำงานในระดับอินเตอร์... โยเดินทางไปแคสติ้งเองทุกอย่าง ลำบากมาก อย่างช่วงแฟชั่นที่ปารีส จะมีแฟชั่นโชว์เป็น 100 โชว์ โยต้องเดินทางไปแคสติ้งเองอย่างน้อย 40-50 โชว์ ถ้าได้ 3-4 โชว์ก็นับว่าโชคดีที่สุดแล้วก็ต้องศึกษาว่าแบรนด์นี้ต้องการนางแบบสไตล์นี้ เราต้องจับจุดของเขาให้ได้ การทำงานในระดับอินเตอร์เราต้องอาศัยเอเจนซี่ เราจะได้เงินจากเอเจนซี่อาทิตย์ละ 4,000 บาท ซึ่งหากจะต้องใช้ในยุโรปมันไม่พอแน่นอน เราก็ต้องประหยัดรู้จักใช้ เงินไม่พอโยไม่เคยโทร.มาขอเงินแม่เลย เราต้องต่อสู้กับแรงกดดันให้ได้ เพราะมีคนเคยพูดดูถูกไว้ โยจึงเอาคำพูดของพวกเรานำมาเป็นแรงฮึดฝ่าฟันอุปสรรคให้ได้ โยเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ โยยอมรับว่าเป็นคนบริโภคความพยาบาทเป็นของหวาน เพราะเราจะต้องเอาชนะความพยาบาทของพวกเขาได้ พิสูจน์ให้เขารู้ให้ได้ว่าเราทำได้ ระดับผู้หญิงสู้ชีวิตเลยนะนี่...
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


