ผู้หญิงคนนี้ชื่อ "อุ้ม สิริยากร"
เป็นคนในวงการบันเทิงอีกคนหนึ่ง ซึ่งถ้าลองมีใครไปหยั่งถามถึงความรู้สึกของคนทั่วๆ ไปที่มีต่อตัวเธอ เชื่อว่ากระแสเสียงที่ออกมานั้นจะต้องมีทั้งบวกและลบในจำนวนที่ไม่ต่างกันมากนัก อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส คือชื่อของเธอคนนั้น
หลังจากเริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในวงการบันเทิง "อุ้ม" ก็กลายเป็นชื่อที่ทุกคนจำได้ด้วยภาพของสาวใบหน้ารูปไข่ สดใสน่ารัก ซึ่งในวันนี้หลังจากที่ผ่านการทำงานที่หลากหลาย กับบทบาทมากมายทั้งนักแสดง,นักเขียน, พิธีกร ฯ ดูเหมือนว่าผู้หญิงคนนี้จะทั้งแกร่งและ "เข้าใจ" กับสิ่งต่างๆ ที่ชีวิตได้สัมผัสมากยิ่งขึ้น มากจนน่าจะเพียงพอที่จะทำให้มุมมองและความคิดที่มีประสบการณ์เป็นตัวบ่มเพาะซึ่งเจ้าตัวจะถ่ายทอดออกมาต่อไปนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ มีแง่คิดมากขึ้น และที่สำคัญมันสามารถอธิบายความเป็นผู้หญิงที่ชื่อ "อุ้ม สิริยากร" ได้ชัดเจนขึ้นทีเดียว
...อุ้มเริ่มเข้าสู่วงการตอนนั้นเรียนอยู่ที่คณะนิเทศจุฬาฯ ค่ะ ช่วงนั้นก็มีโอกาสได้ถ่ายโฆษณารีจอยซ์ จากนั้นก็มีคนโทร.ติดต่อมาหาเรา ถามว่าอยากจะเล่นละครมั้ย ถ้าอยากก็ลองมาอ่านบทดูก่อน เรื่องสามใบไม่เถาค่ะ ก็พอดีว่าเราเรียนจบพอดี ก็ไปลองดูแบบว่าสงสัยเล่นไม่ได้มั้ง แต่ว่าก็เล่นได้ ถึงตอนนี้ละครก็เป็นเรื่องที่ 11 แล้ว แต่ที่มีคนพูดถึงเยอะที่สุดก็คงจะเป็นเรื่องจินตปาตี แล้วก็อาญารัก คือเล่นนานแล้วคนก็ยังพูดถึงทุกวันนี้...
หลังบอกกล่าวให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นชีวิตบนถนนสายบันเทิงของตนเองแล้ว อุ้มก็เล่าถึงงานที่ทำอยู่ให้ฟังว่าตอนนี้งานที่เธอทำอยู่หลักๆ เลยก็คืองานละคร งานเขียนหนังสือ รวมถึงงานพิธีกรรายการ "บ้านอุ้ม"
...งานหนังสือจะมี "บ้านอุ้ม" ออกมา เล่มนี้มันจะเป็นเหมือนการรวบรวมเนื้อหาของรายการที่ออกอากาศมาประมาณ 3 เดือน ก็จะมีสูตรอาหาร มีเรื่องการแต่งบ้าน สไตล์การท่องเที่ยว มีอะไรหลายๆ อย่าง มันจะแบ่งคล้ายๆ กับรายการ แต่ว่าเนื้อหามันจะลึกมากขึ้น เป็นหนังสือที่ดูสบายๆ เล่มหนึ่ง ส่วนตัวรายการทีวี คนพูดถึงเยอะนะบางคนอาจจะไม่ได้ดูแต่ก็ดูเหมือนว่าจะมีคนได้ยินว่ามีรายการนี้ ในเว็ปไซต์คนก็ร่วมสนุก แล้วเวลาไปไหนคนก็จะเข้ามาพูด มาถามถึงมาคุยด้วยกับเรื่องนี้...
อุ้มบอกว่าทุกๆ สิ่งที่ทำนั้น เธอเองบอกไม่ได้เหมือนกันว่าอะไรคือที่สุดของความชอบของเธอ รวมทั้งตัวเธอเองก็ไม่เคยกำหนดหรือขีดเส้นทางเดินอะไรไว้ล่วงหน้าด้วยว่าชีวิตจะต้องทำงานนั้นๆ แต่เธอยืนยันว่าทุกอย่างที่มีโอกาสเข้ามาเธอทำมันด้วยความตั้งใจทุกอย่าง
...สิ่งที่ทำปัจจุบันเนี่ยมันมาก แล้วก็พอใจมาก งานของอุ้มค่อนข้างหลากหลาย ทุกอย่างที่ทำมันก็คือเราทำเพราะเราคิดว่ามันจะทำ ไม่ได้มีเป็นชัดเจนว่าอายุเท่านี้ต้องทำอะไรเพราะบางอย่างเราก็ไม่รู้ว่ามันจะมีอะไรเข้ามา ชีวิตมันจะมีอะไรเข้ามาเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นก็เพียงแต่รับผิดชอบสิ่งที่ทำอยู่ให้มันดีที่สุดก็แล้วกัน สำหรับการทำงานเมื่อถึงเราก็จะรู้เองเมื่อถึงช่วงวัยแต่ละจังหวะของชีวิตเราก็จะได้พบกับมันเองว่าเราจะได้พบอะไร แต่ไม่ได้มีเป้าว่าอายุ 30 เป็นอย่างนั้นเป็นอย่งนี้ เพราะว่าเมื่อปีที่แล้วเรายังไม่รู้เลยว่าปีนี้เราจะเป็นอย่างนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานของอุ้มที่เราไม่ได้กำหนดขึ้นเองทั้งหมด คือเราไม่รู้ว่าจะมีใครติดต่อมาให้เล่นหนังเล่นละครหรือมีพิธีกรอะไรเข้ามาอีกบ้าง ก็เพียงแต่ว่า เอ้ย ถ้ามีโอากาสมาก็คว้ามันเอาไว้ แล้วก็ทำมันให้ดี คืออุ้มไม่ทราบมันเหมือนเกิดขึ้นเองอย่างเล่นละครอย่างนี้มันก็เข้ามาเอง หรือว่าโอกาสอื่นๆ ในชีวิต แต่อุ้มเชื่อว่าโอกาสมันก็เกิดขึ้นมาจากสิ่งที่เราทำในอดีตด้วย เพราะปัจจุบันมันก็เป็นผลมาจากอดีตทั้งนั้น จะบอกว่าเป็นโชคดีหรือเปล่าที่มีงานหรือว่ามีหนังดีๆ ติดต่อเข้ามาให้เล่น แต่ว่ามันก็เป็นผลมาจากที่เราตั้งใจแสดงตลอดหรือว่ามีงานอื่นๆ เข้ามาเพราะว่าเราทำสิ่งนั้นมาก่อน คือ บางอย่างเราก็ต้องทำให้คนอื่นเห็นว่าเราทำได้ มันถึงจะมีเข้ามา มันถึงจะมีงาน มีโอกาสใหม่ๆ เข้ามา...
ทำอะไรต่อมิอะไรหลายๆ อย่าง แน่นอนว่าผลที่ได้รับก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จเสมอไป บางเรื่องบางอย่างก็ให้ความผิดหวังตอบแทนกลับมา และเรื่องในทำนองแบบนี้ก็เกิดขึ้นกับอุ้มเช่นกัน
...ทุกวันนี้มันมีเรื่องที่เยอะมาก เพราะฉะนั้นอุ้มจะพยายามไม่ไปติดอยู่กับอะไรนานๆ เรื่องนี้ไม่ได้เรื่อง โอเค เราเอาอีกเรื่องนึง คือถ้าอันนี้เราคาดหวังไว้แล้วไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร ลองอีกอันซิ เพราะชีวิตเรามันไม่ได้มีตัวเลือกเพียงเรื่องเดียว เราก็มีสิทธิ์ที่จะลองวิธีใหม่ๆ หรือทางเลือกใหม่ๆ ได้ คือไม่ได้ว่าเราท้อนะ เราไม่ได้หยุด เพียงแต่เราลองใหม่ เรื่องที่เป็นปัจจุบันเพียงไม่นานมันก็กลายเป็นเรื่องของอดีตไปแล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องเผชิญกับวินาทีใหม่ตลอดเวลา อย่างตอนที่อุ้มไปเป็นพิธีกรรายการสดตอนนั้นมันก็สอนเรามากเลยว่า เฮ้ย เราจะหยุดอยู่กับความผิดพลาดไม่ได้เลยนะ แม้แต่เพียงวินาทีเดียวเลย เพราะมันมีเหตุการณ์เฉพาะหน้าให้เราเผชิญอยู่ตลอดแบบต่อๆๆ อย่างถ้าเกิดเมื่อกี้พูดผิดเมื่อกี๊พูดไม่ดีแล้วเราจะไปค้างอยู่ตรงนั้นมันไม่ได้ ชีวิตมันก็เป็นแบบนั้น มันจะไปอยู่ค้างๆ ไม่ได้ ชีวิตมันต้องเดินต่อไป...
มากมายหลายเรื่องที่ทำให้รู้สึกท้อ ทั้งเรื่องงานเรื่องชีวิต แต่สิ่งที่สาวอุ้มเธอได้จากอาการดังกล่าวก็คือ "ประสบการณ์" และ "การเรียนรู้"
...ไอ้อาการความท้อความเศร้ามันก็เหมือนกับอาการปวดหัวน่ะ เดี๋ยวมันก็จะหายไป แล้วเราก็จะรู้ว่าเนี่ยคืออาการอย่างหนึ่ง แล้วถ้าอยากหายเร็วก็ทำอะไรสิ ทำอะไรบางอย่างซะ คือบางทีอุ้มจะเป็นแบบว่ายิ้มใส่กระจกแล้วก็บอกว่าวันนี้จะเป็นวันดี บางทีก็ตะโกนอยู่ในรถ ร้องเพลง หรือทำอะไรก็ได้ให้มันคึกคักขึ้นมา แต่ถ้าบางวันเหนื่อยมากจริงๆ ก็ปล่อยให้มันเหนื่อย เพราะว่ามันเหนื่อย ( หัวเราะ ) แต่นั่นแหละ เราต้องรับรู้สิ่งต่างๆ ที่มันเป็น ความสุขที่เข้ามาเดี๋ยวมันก็หายไปเหมือนอาการปวดหัวเหมือนกัน เพราะฉะนั้นมันคือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ปรึกษาใครมั้ย คือบางทีเราจะนึกว่าเราต้องต่อสู้ให้ได้ด้วยตนเอง เราต้องทนต่อ แต่ว่าบางครั้งไอ้การเล่าการปรึษาคนอื่นมันก็ดีนะ แต่อย่างอุ้มก็จะไม่ปรึกษาใครมากจะมีแค่ครอบครัวแล้วก็เพื่อนสนิทเท่านั้น ซึ่งก็ได้พบว่าการเล่า การได้แบ่งความรู้สึกกับคนอื่นๆ มันทำให้เราโล่งขึ้นมากเลย บางทีการที่เราวนเวียนอยู่กับตนเองมันไม่ดีเลยนะ มันไม่ไปไหนเลย บางเรื่องเนี่ยพอเราเล่าออกไปแล้วมันกลายเป็นเรื่องที่งี่เง่าไปเลย จากไอ้เรื่องที่เรารู้สึกแย่กับมันมาก ขนาดที่เล่าเองเรายังรู้สึกเลยว่า เออ ทำไมเรื่องนี้มันงี่เง่าแบบนี้นะ...
เมื่อย้อนกลับไปถามถึงเรื่องของครอบครัว อุ้มบอกว่าเธอเองถูกเลี้ยงมาในลักษณะที่ค่อนข้างจะให้อิสระพอสมควร และนั่นเองก็ส่งผลให้เธอเป็นคนที่กล้าคิดกล้าตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ด้วยตัวของเธอเอง
...ก็เหมือนทั่วไปนะ แต่ก็อาจจะค่อนข้างให้อิสระพอสมควร ให้เราคิดตัดสินใจทำอะไรเองมาตั้งแต่เด็กๆ อย่างสมมติว่าจบป. 6 จะเรียนอะไร อุ้มก็เลือกเอง อยู่ม.1 เราอยากจะสอบเข้าโรงเรียนเนี้ยก็พาไปสอบหน่อย คือทางบ้านก็จะบอกว่ามาจากไหนเนี่ย ทำไมถึงต้องที่นี่ ก็จะงงๆ แต่ก็จะพาไปสอบ เวลาที่เราจะตัดสินใจอะไรที่บ้านก็ให้เราตัดสินใจเอง แล้วเขาก็จะบอกว่ารับผิดชอบนะในเมื่อเลือกที่จะทำแล้ว เพราะฉะนั้นพอโตขึ้นมาก็จะตัดสินใจแล้วก็รับผิดชอบกับมัน ซึ่งมันก็มีทั้งดีและไม่ดีสลับกันไป แต่ว่านั่นเป็นเรื่องของการเรียนรู้ แล้วทุกคนก็เป็นกำลังใจให้ ไอ้ความผิดพลาดมันก็ทำให้เราเสียใจหรือว่าเจ็บปวด แต่คือว่ามันก็ยังรู้สึกไม่เป็นอะไรมาก เพราะว่าเราก็ยังมีครอบครัวคอยให้กำลังใจอยู่เสมอค่ะ จนถึงตอนนี้มันเหมือนกับว่ามันทำให้เราไม่ค่อยกลัวในการที่จะตัดสินใจหรือการที่จะเริ่มอะไร แต่พอเราโตขึ้นมามันก็ได้รู้ว่าในบางเรื่องบางอย่างเราไม่ต้องเอาตัวเราเองเข้าไปลองก็ได้ แต่อย่างไรคืออุ้มก็ยังเชื่อว่าถ้าจะให้เข้าถึงจริงๆ เราก็ยังต้องเรียนรู้ด้วยตนเองค่ะ...
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


