ดุ๊ก-ภาณุเดช ครูใหญ่แห่งบ้าน อะคาเดมี่ฯ
ผันตัวเองจากนักแสดงมืออาชีพไปอยู่เบื้องหลังวงการและดูเหมือน ดุ๊ก-ภาณุเดช วัฒนสุชาติ จะติดอกติดใจกับงานชิ้นใหม่นี้เอามากๆ ถึงขั้นหยุดรับงานละครไปเป็นเวลานานถึง 1 ปีเต็ม เพื่อหันไปยึดอาชีพที่ตนย้ำนักย้ำหนาว่าเป็นงานถนัด นั่นก็คือ เปิดบริษัทออกแบบตกแต่งภายในให้กับครอบครัว และล่าสุดเพิ่งควักเงินในกระเป๋าลงขันกับเพื่อนพ้องในวงการเปิดบริษัทผลิตรายการโทรทัศน์ ไม่เท่านั้นหนุ่มอารมณ์ศิลป์อย่างดุ๊กยังได้รับเกียรติให้ไปรับหน้าที่เป็น ครูใหญ่ ในบ้าน อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย รายการเรียลิตี้ โชว์ เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติของเด็กๆ ทั้ง 12 คนในบ้าน งานนี้จะหนักหนาสาหัสกว่าที่คิดหรือง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก เขาเท่านั้นที่จะสามารถบอกเราได้...
เข้าไปดูแลส่วนไหนบ้างที่ AF?
เข้าไปเป็นครูใหญ่ คำว่าครูใหญ่ของ AF เป็นเหมือนกับคนที่คอยดูแลภาพรวมและความเป็นอยู่ของเด็กที่เข้าไปอยู่ในบ้าน แต่โดยภาพของผมหลายคนอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าเข้าไปสอนแอ็กติ้ง จริงๆ แล้วไม่ใช่ จะมีครูต่างหากที่เข้าไปสอนแอ็กติ้ง แล้วก็สอนเรื่องการใช้เสียง สอนการเต้น มีแยก 3 จุด แต่ผมคุมภาพรวมทั้งหมดว่าเด็กอยู่ในกฎเกณฑ์อยู่ในระเบียบเรียบร้อยมั้ย มีปัญหาหรือเปล่า แก้ปัญหาอย่างไร ลักษณะจะเหมือนครูใหญ่หรือครูฝ่ายปกครองตามโรงเรียนประมาณนั้น ซึ่งเมื่อได้รับการติดต่อเข้าไป เขาอยากได้คนที่มีประสบการณ์ในวงการบันเทิงเข้าไป เพื่อจะได้มีโอกาสถ่ายทอดหรือมองในมุมที่ต่างออกไป ในมุมที่เวลาเด็กออกไปแล้วจะเจอะเจอจะได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ไป รูปแบบอาจจะแตกต่างไปจากปีแรกสักนิดหนึ่ง เพราะฉะนั้นหน้าที่ของผมก็คือการเข้าไปคลุกคลีกับเด็กๆ แล้วก็อาจจะช่วยแก้ไขวิธีคิดหรือมุมมองบางอย่างเวลาเด็กอยู่ร่วมกันแล้วมีปัญหา
ต้องคอยช่วยไกล่เกลี่ยเวลาเด็กขัดใจกันด้วย?
มันเป็นเรื่องปกติทั่วไป เวลาเด็กอยู่ร่วมกันไม่เชิงว่าทะเลาะกัน แต่เหมือนกับว่าเป็นการแบ่งกลุ่มของคนที่มีความคิดเหมือนๆ กัน การจะมาอยู่ร่วมกันและไปในทางเดียวกันซะทีเดียว ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ง่าย และที่สำคัญเขาต้องเข้ามาอยู่ในสังคมที่ถูกจำกัดในทุกๆ ด้าน การรับรู้ข่าวสาร หรือจะเดินออกไปจากบ้านก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นการหลีกเลี่ยงปัญหาต่างๆ มันไม่ได้ เพราะต้องเจอกัน เดี๋ยวก็ต้องเข้าคอร์สเดียวกัน จะไปแยกตัวก็ไม่ได้ ที่สำคัญเป้าหมายต้องเป็นทีมเวิร์กหรือการทำงานร่วมกัน เพื่อให้คอนเสิร์ตในแต่ละอาทิตย์ประสบความสำเร็จ ไม่ได้คิดแค่ตัวเอง ผมก็ต้องพยายามใส่ทัศนคติให้เขาเห็นว่าการอยู่ร่วมกันมันสำคัญอย่างไร ไม่ใช่คิดว่าตัวฉันดีแล้ว พอแล้ว แล้วก็เอาตัวเองรอดอย่างเดียว ไม่ถูกต้อง ผมต้องเข้าไปไกล่เกลี่ยในกรณีที่บางเรื่องเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกัน เพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งมองเห็นอีกฝ่ายหนึ่งด้วยความเข้าใจ เพื่อที่จะปรับตัวแล้วอยู่ด้วยกันได้ มันอาจจะไม่จำเป็นต้องรักกันหรอก เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้ถ้าลึกๆ แล้วจะไม่รักกัน แต่ต้องอยู่ด้วยกันได้ด้วยดี เหมือนกับคนในสังคมจะรักทุกคนไม่ได้หรอก บางคนเราก็รู้สึกว่าคงจะทำใจรักเขาไม่ได้ แต่ต้องไม่เกลียดเขา ต้องยอมรับเขาให้ได้ ต้องรู้ว่าเขาเป็นแบบนี้เพราะอะไร ต้องเห็นใจเขา ต้องให้อภัยเขา แล้วเราก็จะมีวิธีการที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสงบสุข เพียงแต่ว่าคนดูอาจจะเปรียบเขากับปีแรก ซึ่งปีแรกผมเองก็ยอมรับว่าไม่ได้ดูในปีแรกมากมายนัก แต่ปีแรกเขาก็มีความน่ารักของเขาอยู่เยอะพอสมควร คนดูจะรักปีแรกเยอะ แต่ผมก็อยากให้เปิดกว้างว่าเด็กพวกนี้ก็คนละคนกับปีแรก แล้วก็มาจากที่มาต่างกัน และที่สำคัญปีแรกเขาไม่รู้ว่าเขาจะเจออะไรบ้าง มันก็จะดูสดกว่า แต่ปีนี้มันเป็นไปไม่ได้ที่คนที่เข้ามาอยู่ในบ้านจะไม่รู้ว่าจะได้เจออะไร ทำอะไร เพราะฉะนั้นเขาต้องมีการเตรียมตัวมาส่วนหนึ่ง แล้วก็ทำให้เกิดภาพเหมือนกับว่าเขาดูแข็งๆ ดูไม่อ่อนหวานเท่าที่ควรในบางมุม ซึ่งเราก็ต้องยอมรับเขาให้ได้ด้วยเหมือนกันในฐานะของคนดู แล้วค่อยๆ ดูพัฒนาของเขา การปรับในสไตล์ของผมจะไม่ทำในลักษณะรุนแรงหรือรวดเร็วมากนัก เพราะคิดว่าถ้าทำแบบนั้น เขาปรับตัวได้ แต่จะเป็นแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ ที่เขาอยู่ในบ้าน แล้วมันจะไม่ได้ประโยชน์กับเขาอีกต่อไปเลย แต่ถ้าผมค่อยๆ แทรกและให้เขาได้เจอผลเสียบ้าง มีเอฟเฟ็กต์บ้าง ให้เขาได้รู้ว่าการที่เขาไม่เชื่อเราจะเกิดอะไรบ้าง การที่เขาเชื่อเราจะเกิดอะไรบ้าง เขาก็จะนำไปเปรียบเทียบได้ เมื่อเขาออกไปแล้วมันถึงจะเป็นประโยชน์กับเขาจริงๆ ถ้าเยาวชนคนไหนที่ดูอยู่และเปิดใจก็จะสามารถเรียนรู้ไปกับพวกเขาได้ด้วย
รู้สึกหนักใจมั้ย?
มันก็เป็นเรื่องธรรมดา แล้วแต่สถานการณ์หนึ่งๆ ว่ามีอะไรให้เราหนักใจบ้าง แต่เมื่อเราพยายามเข้าไปแก้ปัญหาแล้ว เราก็มีวิธีคิดที่จะทำให้เราผ่อนคลาย เรารู้ว่าเราคาดหวังผลกับมันได้มากน้อยอย่างไร ฟีดแบ็กที่กลับมาเราก็ต้องรู้ตัวอยู่ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าเราทำอะไรไป มี 2 ด้านอยู่แล้ว ไม่เคยทำอะไรแล้วได้ดีร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นทุกคนในสังคมคงไม่เป็นแบบนี้ ประเทศชาติเราคงจะไม่มีปัญหาขัดแย้งภาคใต้หรือขัดแย้งตีกัน ถ้าคนเข้าใจกันทั้งประเทศ มันก็สมบูรณ์แล้ว ผมได้แต่คาดหวังว่าให้เป็นอย่างนั้น อยากเพิ่มคนที่เข้าใจกันให้มากขึ้นเท่าที่กำลังเล็กๆ ของผมจะทำได้ แต่ผมคงไปคาดหวังว่าการที่ผมเข้ามาอยู่ในบ้านนี้แล้วจะส่งผลให้ประเทศชาติเจริญขึ้นมาด้วยความคิดของผู้คนทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์มันทำไม่ได้ คนที่ไม่ได้ดูยูบีซีตั้งเยอะแยะ คนดูก็กลุ่มหนึ่ง แต่ถ้าได้เริ่มขยายจำนวนให้มากขึ้นสักเล็กน้อย ผมก็มีความสุขแล้วว่าผมได้ทำอะไรให้กับสังคม
จริงหรือเปล่าที่ว่ามีการล็อกตัวเด็กเอาไว้แล้ว?
คือในส่วนของผม ผมเข้าไปในฐานะครู แล้วในจุดของผม ผมจะไม่ได้รับรู้ในเรื่องของแผนการปฏิบัติงาน เพราะผมไม่เกี่ยว ผมไม่ใช่โปรดิวเซอร์ ผมไม่ใช่ทีมงานผลิต ผมเข้าไปเหมือนกับเป็นตัวละครตัวหนึ่งในเกม เขาจะปิดกั้นไม่ให้ผมรู้ในหลายๆ เรื่อง ผมตอบเรื่องนี้ไม่ได้
ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในบ้าน AF เคยรู้สึกท้อบ้างมั้ย?
ผมไม่ท้อ เพราะทุกครั้งที่มีคนด่าผม มันจะมีกลุ่มหนึ่งที่เข้าใจและกลุ่มใหญ่ด้วย มาอธิบายแทนผม และพูดกับผมว่าเป็นกำลังใจให้ผม ผมมองว่านั่นแหละคือหนึ่งที่ผมคาดหวัง
ได้อะไรจากการเข้าไปสัมผัสชีวิตของเด็กๆ ในครั้งนี้บ้าง?
เยอะครับ มันเป็นสิ่งที่ผมคาดหวังว่าจะได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเขาอยู่แล้ว เขาเป็นคนอีกรุ่นหนึ่งที่ผมไม่ค่อยได้สัมผัส เพราะฉะนั้นวิธีคิดของเขา แนวทางการปฏิบัติของเขาสอนให้ผมรู้ว่าจะต้องปรับตัวอย่างไร และการที่จะดีลกับเด็กแต่ละคนจะต้องต่างกันอย่างไร และที่สำคัญการที่จะทำให้เด็กกลุ่มนี้ยอมรับได้จะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร รวมทั้งเดี๋ยวนี้โลกมันไปถึงไหนแล้ว ก็เป็นเรื่องที่เราได้เรียนรู้จากเขา เป็นประโยชน์กับผมเหมือนกัน (เด็กคนไหนมีแววว่าจะได้ไปต่อ?) ตรงนี้เป็นเรื่องคาดเดาไม่ได้ ผมมองว่าเป็นเรื่องของจังหวะ และดวง เพราะมันเป็นเกม แข่งด้วยเสียงโหวต ไม่ได้พิสูจน์กันที่ความสามารถหรือว่าอะไรมากมาย ก็ต้องยอมรับว่ามันก็ต้องมีกติกา ดังนั้นคนกลุ่มที่ไม่เข้าใจเกมก็จะเรียกร้องว่า ทำไมคนเสียงดีถึงหลุด? แต่ต้องเข้าใจว่านี่คือแฟร์ เล่นกับดวง แต่ในขณะเดียวกันมันก็มีวิธีการ เช่นว่า ในเมื่อคุณเสียงดีคุณชอบคุณก็ต้องโหวต นี่ก็คือเป็นเรื่องของจิตวิทยา ซึ่งคนคิดเกมเก่งมาก เพราะว่าเขาสามารถเรียกเม็ดเงินจากคนโหวตได้เยอะแยะ เพราะถ้าเกิดว่ารักจริงโหวตกันให้ตายก็ต้องโหวต เป็นเรื่องสำเร็จในแง่ของมาร์เก็ตติ้ง นี่ก็คือมุมที่ผมถอยออกมามองในฐานะที่ผมอยู่เบื้องหลังของวงการ ผมต้องการเรียนรู้ว่าเขาทำยังไง รายการแบบนี้เขาเล่นกับอะไร ทำไมเขาถึงได้เงินเยอะ ทำไมเขาถึงมีเรตติ้งดี คนดูแล้วเข้าใจง่าย รักเด็กได้ง่าย เกลียดเด็กได้ง่าย มีการแข่งขันที่ชัดเจน แต่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นกับคนดู เพราะฉะนั้นรายการนี้ถ้ามองกันให้ดีๆ เขาไม่ได้เล่นกับเด็ก 12 คนอย่างเดียว เขาเล่นกับคนดู คนดูเป็นส่วนหนึ่งที่เขาคอนโทรลได้ด้วยหลักจิตวิทยา ต้องนับถือคนคิดโปรแกรมนี้และกฎต่างๆ เหล่านี้ เราจึงต้องเคารพกฎที่เขาคิดมาแล้ว ผมจะไปเปลี่ยนกฎเขาไม่ได้ คนดูจะเปลี่ยนกฎเขาไม่ได้ การโหวตกลับก็เป็นเรื่องที่กฎมีอยู่แล้วว่าเขาอนุญาตให้ทำได้ต่อเมื่อสถานการณ์เป็นยังไง ซึ่งฟอร์แมตของรายการแบบนี้มีมาจากเม็กซิโก เขาให้มาหมด แต่ผมไม่ได้ไปสัมผัส เพราะผมไม่ใช่โปรดิวเซอร์ เขาจะให้ผมรู้แค่บางส่วนที่ผมควรจะรู้หรือรู้ได้
เสร็จภารกิจนี้ คิดจะเปิดโรงเรียนสอนให้เป็นเรื่องเป็นราวเลยมั้ย?
อ๋อ...ไม่คิดครับ คือผมไม่ได้คิดว่ามาอยู่ตรงนี้เพื่อจะไปเปิดโรงเรียน หรือโปรโมตตัวเองเพื่อเปิดโรงเรียน ผมพูดตรงๆ เลยว่า หนึ่งตอนนี้ที่ผันตัวเองมาอยู่เบื้องหลังเพื่อทำละครและรายการโทรทัศน์ ผมเลยมีความรู้สึกว่าการที่ได้เข้ามาอยู่ใน AF ผมจะได้เรียนรู้วิธีการทำรายการเรียลิตี้ มันเป็นประโยชน์กับผม นี่คือสิ่งที่ผมจะได้ประโยชน์นอกเหนือจากตรงอื่น ข้อสองคือ ผมเป็นคนทำงานโดยรับผิดชอบต่อสังคมอยู่แล้ว และผมเห็นว่างานนี้จะสามารถแชร์อะไรให้สังคมได้ ก็เลยคิดว่าเป็นงานที่ดี น่าสนใจที่จะทำ ข้อสามคือ ผมชอบรายการนี้ เนื่องจากว่ารายการนี้สร้างให้คนดูเห็นว่า การที่คนจะเป็นศิลปินสักคนหนึ่งเนี่ย ไม่ใช่เรื่องง่าย จะต้องมีการฝึกฝน เพราะฉะนั้นคนดูจะกลับมามองและยอมรับศิลปินมากขึ้น เหมือนกับเวลาไปเดินซื้อของในตลาด คนก็จะบอกว่าขายแพงๆ เถอะดาราหาเงินง่าย คนจะเริ่มเข้าใจแล้วว่ามันไม่ง่าย เพราะเขาต้องฝึกตัวเอง เปลี่ยนตัวเอง สิ่งที่เขาได้รับ ผลกระทบต่อชีวิต คนโหวตเชียร์โหวตด่า ทุกอย่างมันเอฟเฟ็กต์หมด มันแลกมาซึ่งสิ่งต่างๆ ที่คนไม่เคยเห็นมูลค่าของมัน คนจะกลับมามองเห็นมูลค่า เห็นอกเห็นใจ และเข้าใจเราได้มากขึ้น อาชีพนี้จึงมีคุณค่ามากขึ้นในสายตาของคนไทย นี่คือสิ่งที่ผมชื่นชมรายการนี้อยู่ ผมจึงอยากจะมีส่วนร่วม และผมก็อยากจะสร้าง เพราะผมเห็นว่าเด็ก 12 คนออกไปเป็นศิลปิน เขาควรจะเป็นศิลปินที่ดี เขาควรจะเป็นตัวอย่างของคนในสังคมที่ดี เขาควรจะรู้ว่าการที่เขาอยู่ในสังคมเขาต้องแชร์อะไรกับสังคมบ้าง เขาต้องรับผิดชอบต่อสังคมในฐานะเป็นบุคคลสาธารณะมากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่แค่เป็นคนดังแล้วเป็นเทวดา ผมไม่อยากให้เป็นแบบนั้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าผมเข้ามาทำตรงนี้ได้ เด็ก 12 คนออกไป อาจจะหลุดไปเป็นเทวดาสักกลุ่มหนึ่ง แต่อีกกลุ่มหนึ่งติดดินอยู่ ยังรู้ว่าตัวเองต้องทำอะไร ตัวเองคืออะไร มาจากไหน และต้องให้อะไรกับสังคมเป็นการตอบแทน นั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่าผมประสบความสำเร็จแล้ว ถึงแม้ว่าอาจจะมีแค่ 3 คน 5 คนในเด็กกลุ่มนี้ แต่ถ้าผมทำได้ทั้ง 12 คนผมยิ่งภาคภูมิใจ นี่คือสิ่งที่ตัดสินใจเข้าไปทำ แต่ไม่ใช่ว่าผมจะไปเปิดโรงเรียน อนาคตไกลๆ ผมอาจจะเปิดโรงเรียนสอนแอ็กติ้ง แต่คนละเรื่องกับอันนี้ เพราะผมเข้ามาอยู่ AF ผมไม่สอนแอ็กติ้ง ผมเข้ามาในเรื่องของการปรับทัศนคติ
สนับสนุนเนื้อหาข่าวโดย
( ทีวีรีวิว ฉบับวันที่ 16 - 22 กันยายน 2548 )
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

