แป้ง-อรจิรา แหลมวิไล
หลายคนมองว่าเธอเป็นคนแรง ตรงไปตรงมา กล้าเปิดเผย จนทำให้ใครนึกหมั่นไส้เอาได้ แต่นั่นคือตัวตนแท้จริงของ แป้ง-อรจิรา แหลมวิไล ที่ไม่ได้เสแสร้งสร้างภาพขึ้นมา แต่มาจากการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ และการได้ไปใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกแต่เด็ก จึงทำให้เธอกลายเป็นคนกล้าแสดงออกและมีความมั่นใจแบบนี้
ึหลายคนมองว่าแป้งเป็นคนแรง?
ทำไมคนถึงดูว่าแป้งเป็นเด็กแข็งๆ เพราะเราโตขึ้นมาด้วยตัวเอง ทำอะไรด้วยตัวเอง ฉะนั้นเวลาเราตัดสินใจทำอะไรจะพูดอะไรค่อนข้างเป็นตัวเอง เหมือนว่าเราโตมาด้วยตัวเอง เพราะแป้งไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่อายุ 11-12 ขวบ ถามว่าแป้งอยู่กับพ่อแม่ใช่มั้ย...ก็ใช่ แต่พ่อแม่ทำงานทั้งคู่ ส่วนมากแป้งอยู่กับพี่เลี้ยง คือพวกเราสามคนพี่น้องมีพี่เลี้ยงหมดทุกคน และได้เจอพ่อแม่น้อยเหมือนกันแต่ก็ได้เจอบ้าง แล้ววันไหนที่พ่อแม่กลับบ้านดึกเราก็กินข้าวกันสามคนพี่น้อง แต่พอเราไปอยู่เมืองนอกก็ใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ทำให้เราโตขึ้นได้ด้วยตัวเอง
เหตุที่ไปเรียนเมืองนอก?
พอจบ ป.6 ก็ไปแล้ว แป้งไม่อยากอยู่โรงเรียนประจำที่โรงเรียนวัฒนาฯ เพราะกฎเยอะแยะมากมาย มันเบื่อเพราะอยู่มาตั้งแต่อนุบาลแล้ว ไม่เอาแล้ว คือจะให้เราไปเรียนที่ไหนก็ได้แต่ไม่อยากอยู่โรงเรียนประจำที่นี่ แม่ก็เลยให้ไปอยู่กับป้าที่ประเทศนิวซีแลนด์ เราก็แบบอยากไปด้วยอยากไปสนุก แต่เดือนสองเดือนแรกก็ร้องไห้คิดถึงบ้านเหมือนกัน แต่พออยู่ไปสักพักเราก็โอเค.เริ่มชินเริ่มสนุก มีเพื่อนคนไทยเพื่อนฝรั่งมากมายให้ทำโน่นทำนี่ แต่เพื่อนผู้ชายกับเพื่อนผู้หญิงที่โน่นค่อนข้างโอเพ่นมาก ตอนแรกที่แป้งไปก็ยังไม่ชิน เพราะอยู่โรงเรียนผู้หญิงล้วนมาก่อน ตอนแรกมีผู้ชายมาคุยด้วยเราก็เขินทำยังไงดีหว่า ทำตัวไม่ถูกเลยแต่พอสักพักเริ่มชิน
การไปใช้ชีวิตที่โน่นแต่เด็กทำให้เรากลายเป็นคนกล้าแสดงออก?
เราไม่ใช่คนกล้าแสดงออก เพียงแต่อยากทำอะไรก็ทำมาแต่เด็กแล้ว ไม่ใช่มานั่งว่าไอ้โน่นก็ทำไม่ได้ ไอ้นี่ก็ทำไม่ได้ คือพ่อแม่เลี้ยงแป้งมาแบบว่า...ลูกอยากทำอะไรก็ให้ทำ แต่ถ้าเขาอยากให้เราทำ ถ้าเราไม่ทำเขาก็ไม่บังคับ เพราะเราดื้อมากนั่นเอง เป็นคนดื้อที่สุดในบ้าน ไม่รู้ตอนแม่ตั้งท้องเราแม่กินอะไร ( หัวเราะ ) แต่แป้งก็เป็นแบบนี้ จำความได้ก็ดื้อและเอาแต่ใจตัวเอง อยากทำอะไรก็ทำ แต่เรารู้ว่าทำแล้วไม่ได้เดือดร้อนใคร และไม่ได้ทำให้ตัวเองแย่ อยากเรียนรู้มากกว่า แต่ไม่ว่าเราจะดื้อยังไง พ่อแม่ก็รู้ว่าเรารู้หน้าที่ของตัวเองว่าต้องทำอะไร คือแป้งเข้าใจนะว่าเรียนคือเรียน คิดว่าชีวิตเราถ้าเรียนเก่งได้เกรดดีแล้วจะต้องประสบความสำเร็จ แต่แป้งว่าคนเราต้องรู้จักสังคมต้องรู้จักโลกด้วย ไม่งั้นเราตามเขาไม่ทัน เข้ากับคนอื่นไม่ได้ เกรดเฉยไม่ได้เป็นตัววัดผลความสำเร็จของเรา แป้งว่าคนเราอยู่ที่ความคิดริเริ่มอยู่ที่จินตนาการสร้างสรรค์ ไม่รู้สิคนเราคิดไม่เหมือนกัน แต่แป้งคิดของแป้งแบบนี้
ทำไมถึงกลับมาเรียนมหาวิทยาลัยที่เมืองไทย ไม่เรียนต่อที่โน่นไปเลยล่ะ?
ตลอด 5 ปีที่แป้งอยู่โน่นจะกลับมาเยี่ยมบ้านมาเที่ยวทุกปี แล้วเวลากลับมาแป้งรู้สึกเราไม่มีเพื่อนเลย เพราะเราไปโน่นแต่เด็ก และรู้สึกว่ายังไงก็ต้องกลับมาอยู่เมืองไทย เราจะไม่มีเพื่อนเลยก็ไม่ได้ อีกอย่างที่นิวซีแลนด์ มหาวิทยาลัยจะขึ้นชื่อเฉพาะเรื่องศิลปะ ซึ่งเราก็ไม่ได้มีหัวทางด้านนั้นเท่าไหร่ เลยกลับมาเรียนเมืองไทยดีกว่า และสอบเข้าธรรมศาสตร์ เพราะเรามีคิดเอาไว้แล้วว่ากลับมาเราจะเข้าธรรมศาสตร์ แล้วคณะบีบีเอของธรรมศาสตร์ เป็นที่หนึ่งของประเทศ เราก็เอาให้รอด สอบเข้าให้ได้ คือแป้งก็โดดนะ แต่พอจะสอบก็ขวนขวายหาทาง คือแป้งเป็นคนหัวดีแต่ขี้เกียจ ขี้เกียจมากด้วย ตอนเรียนธรรมศาสตร์เราก็เรียนให้รอดเหมือนกัน แม่บอกว่าแม่ต้องการให้ได้เกรดไม่ต่ำกว่า 3 เราก็ได้ 3.04 คือแม่บอกเท่าไหนได้เท่านั้น ถ้าเขาต้องการ 3.5 เราก็ทำให้ได้ บังเอิญเขาต้องการแค่ 3
ถึงจะใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกแค่ 5 ปี แต่พอกลับมาอยู่เมืองไทยแป้งก็ต้องปรับตัวมากพอสมควร?
ปรับค่ะ ตอนอยู่โน่นแป้งกล้าก็จริง แต่จะไม่เข้าไปคุยกับใครก่อน เพราะเด็กฝรั่งเขาจะเข้ามาคุยกับเราก่อน แต่พอมาอยู่เมืองไทย เด็กมหาลัยก็จะรู้จักกันอยู่แล้ว แต่เราสิไม่รู้จักเขาเลย ก็เลยทำให้เรากล้ามากขึ้น เพราะถ้าเราไม่กล้าเข้าไปคุยกับใครก็จะไม่มีใครคุยกับเรา มันเลยทำให้แป้งกล้าหนักกว่าเดิมอีก เฮ้อ...เวรกรรม แล้วตอนเรียนธรรมศาสตร์แป้งก็โดดเรียนยับเหมือนกัน เขาให้โดดได้ 30% เราก็โดดตามนั้นเป๊ะเลย แต่พอแป้งเข้าวงการตอนเรียนปี 2 ซึ่งต้องทำงานและเรียนด้วย เลยทำให้เรียนหนักกว่าเดิม และพอคิดจะโดดเรียนก็โดดไม่ได้ ต้องเข้าเรียน
เรียนหนังสืออยู่ดีๆ มีโอกาสได้เข้าวงการโดยที่แป้งไม่เคยคิดมาก่อน?
แป้งไม่เคยคิดเลย ไม่คิดว่าตัวเองจะมีโอกาส เพราะเมื่อก่อนคนจะเข้าวงการไม่ได้เข้ามาง่ายๆ เหมือนตอนนี้ที่มันง่ายมาก ตอนนั้นกะจะเรียนให้จบแล้วไปต่อโทที่เมืองนอกกลับมาทำงานออฟฟิศ แต่อยู่ดีๆได้เข้าวงการก็ดีค่ะ มีโอกาสเข้ามาก็รับไว้ แต่ตอนแรกคิดว่าได้ถ่ายโฆษณาได้เงินค่าขนมก็โอเค.นะ ไม่เคยคิดจะยึดเป็นอาชีพหรือคิดว่าจะอยู่นานขนาดนี้ แต่พอทำไปกลับมีงานเข้ามาเรื่อยๆ เราก็รู้สึกดีใจนะ เพราะไม่คิดว่าจะมีโอกาสที่สองที่สามที่สี่ตามมา ได้เล่นละครและได้เป็นนางเอก เพราะหน้าตาเราใช่ว่าจะสะสวยพอที่จะเป็นนางเอกได้ แต่หน้าเราจะออกแนวๆ มากกว่า หน้าดูแปลกๆ ดี ก็เลยทำให้เราทิ้งโอกาสไปไม่ได้ ขนาดพ่อแม่ยังไม่คิดเลยว่าเราจะอยู่มานขนาดนี้
รักงานแสดงรักวงการนี้มั้ย?
รักค่ะ เรามาอยู่ตรงนี้ก็อยากให้คนดูงานของเรา นึกออกไหมว่าแป้งไม่ใช่คนสวยแบบสวยเลิศเป็นนางเอก แต่เรามีความแปลก อยากให้คนมองแป้งจากการแสดงด้วย อยากให้คนดูแล้วชอบในสิ่งที่เราเล่น แป้งมาอยู่ตรงนี้ทำงานตรงนี้ก็ต้องพัฒนาไม่ใช่จะย่ำอยู่กับที่ ถ้าอยากอยู่ตรงนี้นานๆ ก็ต้องมีการพัฒนา
4 ปีกับการทำงานวงการนี้ทำให้แป้งได้เรียนรู้และได้ประสบการณ์อะไรบ้าง?
แป้งก็ทำมาหลายอย่างเหมือนกันนะ จากเมื่อก่อนเวลามีใครมาสัมภาษณ์ หรือแป้งไปไหนไม่ค่อยจะมือโปรเท่าไหร่ ยังรู้สึกเขินๆอายๆ แต่ตอนนี้เริ่มชินหายเกร็ง และรู้สึกทรีตทุกคนที่ทำงานด้วยกัน มันก็เหมือนเราทำงานออฟฟิศแต่เป็นงานคนละแบบ และสิ่งที่แป้งได้เรียนรู้คือเรื่องการทำงานหนักที่สุดเป็นยังไง การเป็นนักแสดงหนักมากนะพี่ แป้งเคยถ่ายละครตั้งแต่ 7 โมงเช้า เลิกตี 3 พอวันรุ่งขึ้น 9 โมงเช้ามาถ่ายต่อเลิกตี 3 อีกแล้ว มันหนักกว่าทำงานออฟฟิศอีกนะ ทำงานออฟฟิศแค่ใช้สมอง แต่นี่ใช้ทั้งสมองร่างกายและจิตวิญญาณเลยแหละ แล้วเวลาเราเล่นบทโกรธมันเหนื่อยมาก แป้งเพิ่งมารู้ว่าการเล่นร้ายเหนื่อยมากตอนเล่นละครเรื่อง มายาพิศวาส แป้งหอบแฮกๆ หายใจไม่ทันเพราะใช้พลังงานเยอะ แล้วเวลาเราพักจากการถ่ายทำก็ไม่ใช่ว่ากินข้าว นั่งพัก แล้วจะหายเหนื่อย พอพักเสร็จต้องรีบแต่งหน้าแต่งตัว ไม่ได้นั่งพักยาวๆ แต่ต้องเปลี่ยนเสื้อเพื่อมาเข้าอีกฉาก
วางแพลนในอนาคตยังไงกับวงการนี้?
ก็พยายามให้ดีที่สุด เพราะคนใหม่ๆก็ขึ้นมาเร็วมาก คนเก่าก็ไปเร็วมาก เราไม่คิดจะอยู่ค้ำฟ้า แต่เราอยู่ด้วยความรู้สึก และอยากอยู่ตรงนี้ให้นานที่สุด โดยที่ต้องทำให้ดีที่สุดด้วย ซึ่งเราก็เล่นละครดีขึ้นกว่าเรื่องแรก แต่ถามว่ามันดีที่สุดหรือยัง...ยังไม่ใช่ แป้งอยากได้โอกาสทำให้ดีที่สุด อยากลองเล่นบทอื่นไปเรื่อยๆ
สนับสนุนเนื้อหาข่าวโดย
ภาพยนตร์บันเทิง ฉบับวันที่ 31 ม.ค. - 6 ก.พ. 50
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


