คัทลียา ในวันฟ้าหลังฝน น้องแม็ค ความสุขที่แท้จริง

คัทลียา ในวันฟ้าหลังฝน น้องแม็ค ความสุขที่แท้จริง

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
โลดแล่นอยู่ในวงการจนได้รับฉายา "เจ้าหญิงแห่งวงการบันเทิง" แม้วันนี้ฉายาดังกล่าวจะกลายเป็นอดีตแต่ชีวิตของ "แหม่ม-คัทลียา แมคอินทอช" ยังต้องดำเนินต่อไป ถึงครั้งหนึ่งเธอจะเคยก้าวพลาดจนกลายเป็นข่าวดังเมื่อ 2 ปีก่อน ช่วงนั้นเธอโดนมรสุมชีวิตถาโถมเข้ามาจนไม่อยากจะคิดว่า "ผู้หญิงคนหนึ่งจะก้าวผ่านไปได้อย่างไร?" วันนี้เวลาผ่านไปชีวิตของเธอกลับมามีความสุขอีกครั้งกับครอบครัวเล็กๆ ที่มีสามี "บีบี๋-สงกรานต์ กระจ่างเนตร์" และลูกชายวัยขวบครึ่ง "น้องแม็ค" ยืนอยู่เคียงข้างเป็นกำลังใจให้ฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ทุกๆ เรื่อง วันนี้ดาวต่าวมุมเปิดประเดิมคอลัมน์ใหม่ ด้วยการเปิดใจเกี่ยวกับมุมมองชีวิตในวันที่ทำให้เธอมีความสุขมากกว่าที่เคย... วันนี้ชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง ? ชีวิตวันนี้เราต้องเดินหน้าต่อไป ณ วันนี้ก็มีความสุขกับการอยู่กับลูก ลูกเป็นส่วนเติมเต็มให้กับชีวิตมาก อยากจะบอกทุกคนที่คิดว่ากำลังอยากจะมีลูกดีหรือไม่ดี อยากให้มีลูกนะเพราะว่ามันมีความสุขมาก วันหนึ่งเราหมดเวลาไปกับเขาโดยไม่รู้ตัว เวลาเครียดๆ จากทำงาน รถติด อากาศร้อน พอกลับไปถึงบ้านเขาก็จะมีอะไรที่ขำๆ ใส บริสุทธิ์ ไม่มีอะไรแอบแฝง ให้หัวเราะให้ยิ้มตลอดเวลา มันก็ไม่ถึงกับหายเหนื่อยปลิดทิ้ง แต่เหมือนมาชาร์จแบต เติมพลัง แล้วก็เอาใหม่ ทำให้เรามีแรงอีกเฮือกใหญ่ๆ ตอนนี้น้องแม็คก็พูดได้เป็นคำๆ พูดน้อย แต่เขาก็รู้เรื่องหมด ไม่ดื้อ แต่ซนทีเดียวแหละ ไม่อยู่นิ่ง พอผ่านเหตุการณ์ร้ายๆ ไปวันนี้ชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง เป็นครอบครัวแบบไหน ? อบอุ่น มีความสุข เราสองคนก็ช่วยกันทำงานเพื่อที่จะประคองครอบครัวนี้ให้ไปได้อย่างสมบูรณ์ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี อาจจะไม่ต้องรวยเป็นร้อยล้านพันล้าน แต่ว่าเราอยากทำงานในขณะที่เรามีแรงอยู่ ให้มีเงินมากมายเพียงพอที่จะส่งเสียลูกให้เรียนหนังสือดีที่สุดอย่างที่เขาต้องการ ให้เขามีคุณภาพชีวิตได้อย่างดี เราก็ไม่ได้นึกมาก่อนแต่พอมีลูกปุ๊บจากที่เคยเที่ยวโน่นเที่ยวนี่ ซื้อของช้อปปิ้ง ก็คิดไม่ได้แล้วเราต้องเก็บไว้เพื่อลูก พอลูกเข้าโรงพยาบาล ค่าเล่าเรียน ค่าเทอม แล้วจะต้องส่งไปเมืองนอก ต้องมีเงินรองรับไว้ จริงๆ แล้วแหม่มเป็นคนประหยัดอยู่แล้วระดับหนึ่ง ไม่ใช่เป็นคนประหยัดมากแต่ก็ไม่ฟุ่มเฟือย บางช่วงที่เราหาเงินได้เยอะ เราอาจจะตามใจตัวเองในการซื้อของที่อยากได้ ดูแล้วแหม่มกับบีบี๋ไม่ใช่คู่รักที่หวานแหววเลย ? มันก็เขินนะ จะมาหวานข้างนอกมันก็จะขำๆ แหม่มว่าของเราเผอิญมีลูกเลยด้วย มันก็เลยกลายเป็นว่าทุกอย่างมันก็มาอยู่ที่ลูก มันก็จะไม่ใช่แต่งงานแล้วเราไปเที่ยวกันสองคนหวานแหวว แต่แบบมีลูกแล้วมันแบบข้ามขั้นตอนแล้ว ก็เลยกลายเป็นทำให้เราทั้งสองคนต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น ความหวานแหววก็จะกลายเป็นหวานไปกับลูกเลย คือต้องหอมลูกทั้งวัน ตัวบีบี๋เขาก็จะมาหอมลูกทั้งวัน มันก็เลยเป็นความสุขของความหวานของเราคือการได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันมากกว่า พากันไปว่ายน้ำ ขำในสิ่งที่แม็คทำในแต่ละอย่าง วันนี้เขาว่างก็พาลูกไปออกกำลังกาย ก็จะสลับกันแหม่มทำงานเขาก็จะไป ถ้าแหม่มว่างก็จะไปพร้อมกัน จุดยึดเหนี่ยวเป็นจุดเดียวของเราคือลูก และทั้งคู่ก็มีความสุขกับลูก แม็คเป็นขวัญใจของทุกคนไม่ใช่แค่แหม่ม แต่เป็นพี่วิลลี่ด้วย เราก็ดีใจที่หลายๆ คนรักลูกเรา มันก็ดีกับเด็ก เพราะว่าเด็กก็ใสบริสุทธิ์ ลูกถูกจับตามองตั้งแต่เด็กจะอธิบายให้เขาฟังยังไง ? ก็ต้องบอกความจริง ความจริงมันก็คือพื้นฐานเบื้องต้นที่เขาจะต้องรู้ เราโกหกเขาไม่ได้และเราก็หนีความจริงไม่ได้อยู่แล้ว ก็ต้องบอกความจริงให้หมด แหม่มว่าการพูดเยอะๆ มันก็จะดีต้องอธิบาย อย่างคุณแม่เลี้ยงแหม่มมานี่พูด และเล่าทุกอย่าง สุดท้ายมันก็เข้าไปในสมองจริงๆ เพราะฉะนั้นของแม็คก็เหมือนกัน หนึ่งเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะว่าเขาเกิดมาในการที่แม่เป็นที่รู้จัก เกิดมาวันแรกเป็นที่จับตามอง แต่ก็คงต้องค่อย ๆ เลี้ยงเขาไป ไม่ได้มีปัญหาหรือไม่ได้กีดกันเขาจากคนรอบข้างหรือสังคมที่เราอยู่ มันช่วยไม่ได้ที่ว่าเราอยากจะส่งเขาไปเมืองนอกไปเรียนหนังสือ เราอยากให้เขาเติบโตเป็นเหมือนเด็กทั่วๆ ไป ไม่ใช่เด็กชายที่ถูกให้ความสนใจ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนรอบข้างรู้จักเขา แต่เรากลัวไม่อยากให้เขาเป็นเด็กเหลิง เป็นเด็กที่มีแต่คนสนใจ เขาจะเหลิงโดยที่ไม่รู้ตัว เตรียมแผนส่งลูกไปเมืองนอกแล้ว ? ก็ยังไม่ถึงขั้นนั้น เรียนเบื้องต้นเราก็อยากให้เรียนในเมืองไทยอยู่แล้ว อยากให้ได้ภาษาไทย อยากให้ได้วัฒนธรรมไทย ร้องเพลงชาติได้ ยืนเคารพธงชาติ รู้จักกราบ รู้จักไหว้ เราชอบอะไรอย่างนี้ แต่ว่าพอจุดหนึ่งมันอาจจะต้องมี พอสัก 10 กว่าขวบก็ส่งไปเมืองนอก พอเขาเริ่มรู้เรื่องคืออยากให้เขามีวินัย และอยากให้เป็นเด็กปกติเหมือนทั่วๆ ไป ซึ่งอย่างที่รู้คนก็จะต้อง อ๋อ...นี่ไงน้องแม็ค เขาก็จะต้องแบบพิเศษกว่าคนอื่น ซึ่งเราไม่อยากให้เขาพิเศษกว่าคนอื่น ถ้าวันหนี่งลูกต้องเข้ามาอยู่วงการบันเทิงล่ะ ? อย่างที่บอกไม่กีดกัน ไม่ยัดเยียด แล้วแต่เขา แหม่มว่าเด็กสมัยนี้ต้องเลี้ยงอิสระ อยากให้เขาเลือกเอง แต่เราให้ทุกอย่าง เรียนดนตรี เล่นกีฬา เรียนหนังสือ ให้เขาเป็นคนเลือกว่าชอบอะไร แต่เราก็ไม่รู้ว่าอนาคตจะยังไง แต่มันก็คงไม่ใช่ 100 เปอร์เซ็นต์ต้องเป็นวงการบันเทิง 50 เปอร์เซ็นต์ ใช่เราวงการบันเทิง แต่ตัวบีบี๋ 50 เปอร์เซ็นต์เป็นนักธุรกิจ มันก็อาจจะแล้วแต่ว่าไปทางไหน หรืออาจจะไม่ทั้งสองทาง อาจจะไปเป็นหมอ เพราะฉะนั้นแล้วแต่เขา จริงๆ แล้วอยากให้ลูกเข้ามาอยู่ในวงการบันเทิงรึเปล่า ? เฉยๆ ค่ะ มันเลยข้ามจุดที่เราอยากหรือไม่อยากแล้ว มันมีความรับผิดชอบในเรื่องของการว่าขอให้อะไรก็ได้ที่เขาทำแล้วเขามีความสุข ถ้าเขาอยากอยู่วงการบันเทิงและเขาชอบมาก เราก็จะให้เขาอยู่ แต่ถ้าถามว่าตอนนี้เขาชอบอะไร รู้เลย เขาชอบเล่นกีฬามาก ชอบสวิงกอล์ฟ ขวบครึ่งนี่ลีลาใช้ได้เลย และก็ชอบว่ายน้ำ ชอบทำกิจกรรมนอกบ้าน อาจเป็นส่วนหนึ่งที่แหม่มชอบเดินทาง เขาอาจได้ทุกอย่างจากเรา ไม่มีจากพ่อเลย และก็รู้สึกว่าเขารักสัตว์ ชอบธรรมชาติ จะมีน้องให้แม็ครึยัง? ไม่ได้คิดไว้ แต่ว่าปล่อยเป็นไปตามธรรมชาติ เราคิด 2 ด้านนะ วันหนึ่งถ้าเรามีน้องให้เขาก็จะดี มีอะไรก็ปรึกษากัน เหมือนแหม่มกับพี่วิลลี่ การมีพี่น้องมันดีอย่างเกิดมีเรื่องเศร้า เราก็จะไม่รับคนเดียวอย่างน้อยเราก็มีคนคอยแชร์ความรู้สึก ตอนคุณพ่อเสียเราก็รู้สึกแย่มากๆ แต่มีพี่วิลลี่มาแชร์ความรู้สึกเศร้า ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ขณะเดียวกันมันก็น่ากลัวเหลือเกินมีลูกอีกหลายๆ คน จะไหวไหมนี่ เป็นห่วงลูกมากกว่า แต่เราก็จะแบบถึงไหนถึงกันเต็มที่ ถึงได้บอกว่ารักๆ กันไปเถอะ บีบี๋ก็อยากมีนะเพราะว่าเราทั้งคู่ก็มาจากครอบครัวเล็ก ครอบครัวที่มีสมาชิกน้อย เราก็จะรู้สึกว่า มีกันเยอะๆ มันก็เฮ สนุกดี แต่ก็เป็นห่วงสังคมตอนนี้ เขาก็เวียนหัวเหมือนกันนะไม่รู้จะเป็นอย่างไร ก็จะเป็นห่วงในแง่ของความเป็นพ่อเป็นแม่ ก็ให้เป็นไปตามธรรมชาติดีกว่า พอกลับมาทำงานก็มีข่าวที่ว่าถูกถอดจากละคร "เปลือกเสน่หา" ? ข่าวไม่มีอะไรเลย ทุกคนก็ยังงงกันอยู่ ก็เข้าใจธุรกิจของการทำหนังสือ การเป็นข่าวจะต้องมีอะไรให้กระตุ้นอยู่ตลอดเวลา อันนั้นต้องเข้าใจในส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งควรจะเห็นใจคนอ่าน เขาจะงงอันไหนจริงอันไหนปลอม การกลับมาคราวนี้ก็ต้องตั้งใจทำงานรับผิดชอบให้เต็มที่ที่สุด แหม่มก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องกลับมาแล้วต้องเจ๋ง แต่มันเป็นเรื่องของอาชีพที่เรารัก วงการบันเทิงเป็นอาชีพที่แหม่มทำมาตลอดไม่เคยทำอาชีพอื่นเลยตั้งแต่เรียนหนังสือด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นเราก็รักและผูกพันไปแล้ว เราก็แค่ขอเป็นส่วนหนึ่งเล็กๆ ในการทำงานอาชีพนี้ให้ดีที่สุด ถ้าเราไปอึดอัดกับมัน ไปเครียดกับมัน จะเป็นผลกระทบให้กับงานแล้วก็รวมถึงตัวเองด้วย ยอมรับกับเสียงวิจารณ์ที่จะเกิดขึ้น ? ยอมรับมาตลอด บางทีเสียงวิจารณ์ มันทำให้หมดกำลังใจนะ แต่ที่ผ่านมามันเจอเยอะเหมือนกัน เราต้องอยู่ในโลกของความเป็นจริง อย่างที่บอกแหม่มไม่ใช่เป็นใครที่แน่ เราไม่เคยรับไม่ได้กับคำวิจารณ์ รับได้เพราะเราถือว่าคำวิจารณ์ ทุกคำเป็นสิ่งที่จะมาช่วยให้เราพัฒนาต่อไป มีคนรักแล้วก็มีคนเกลียด คุณมั่นใจได้อย่างไรว่าคุณมาปุ๊บแล้วจะเจ๋งตลอด ซึ่งดีเสียอีกที่ช่วยติกันเข้ามาติเพื่อก่อ ไม่ใช่ว่าแบบต่อให้ทำดีแค่ไหนก็ติ มันก็แย่เหมือนกัน เคยเสียกำลังใจมากๆ มั้ย ? เหนื่อยมากกว่า แล้วมันก็มีบางช่วงเราเป็นมนุษย์ก็มีท้อ โห...เหนื่อยจังเลย กับสิ่งที่เกิดขึ้นอะไรต่างๆ แต่ว่าต้องมีสติ โชคดีที่เรามีคนรอบข้างที่แบบคอยให้กำลังใจคอยเตือนสติว่าต้องทำอย่างไรต่อไป เราต้องเข้มแข็ง เรามีลูกแล้วนะ ต้องยืนหยัดเพื่อลูก ตอนนี้เราจะมีน้องแม็ค แหม่มก็ยังรู้สึกมีบุญที่ยังได้เกิดมาเป็นน้องพี่วิลลี่ เกิดมาเป็นลูกแม่ ลูกพ่อ แล้วก็มีญาติพี่น้องที่ดี เพื่อนฝูงที่ดี และยังมีแฟนๆ ที่ยังคงให้กำลังใจ ทุกวันก็ยังมีแฟนคลับให้กำลังใจ แฟนคลับที่รู้สึกว่าไม่ใช่แฟนคลับแล้ว แต่จะเป็นเหมือนพี่น้อง ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่อะไร ? แน่นอนลูกชายของเราก็เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง เราต้องดูแลรับผิดชอบเขา และเป็นหน้าที่เราดูแลรับผิดชอบและก็เป็นความสุขของเราด้วยที่ดูแลรับผิดชอบเขา พาเขาไปให้ตลอดรอดฝั่งเท่าที่เราจะทำได้ให้ไกลที่สุด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอย่างอื่นไม่มีความสุขเลย ความสุขแหม่มก็ยังได้ทำงานอยู่ในวงการบันเทิงได้อยู่ใกล้ครอบครัวอย่าง พี่วิลลี่ คุณแม่ เพื่อนฝูง น้องแฟนคลับ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้อยากจะยอมรับกับคำว่า "เจ้าหญิงแห่งวงการบันเทิง" มั้ย ? แหม่มขอบคุณมากที่ได้ฉายา มันก็เป็นฉายาที่ให้กันกับบทบาทกับภาพที่เห็น แต่ในชีวิตจริงมันไม่ได้ เราก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง เราไม่มีคุณสมบัติที่เป็นเจ้าหญิง เผอิญได้รับบทบาทให้ดูเหมือนเป็นเจ้าหญิง แต่ว่าไม่ดีกว่าค่ะ ไม่ขอรับเพราะว่าเราไม่ใช่เจ้าหญิง มองวงการบันเทิงอย่างไร ? วงการบันเทิงก็พยายามเปิดตัวให้เหมือนกับที่ทั่วโลกเป็น แล้วก็คงพยายามพัฒนาตัวเอง ทุกๆ วงการมันก็พัฒนาก้าวไปเร็วก็ดี แต่ก็จะมีข้อเสียอย่างที่เราเห็นๆ เริ่มมีแอบถ่ายตามสถานที่ต่างๆ แต่ถ้าให้พูดถึงวงการบันเทิงในแง่ของการทำงาน อยู่ที่ทุกๆ คนต้องช่วยกันว่าพัฒนาไปได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นละคร รายการ ต้องสอดแทรกประโยชน์ด้วย และยังสอดแทรกฝีมือ ประเทศเราพื้นฐานเป็นคนมีน้ำใจ โอบอ้อมอารี อย่าแบบพยายามเป็นศัตรูกัน มีแต่จ้องจับผิด แหม่มว่ามันไม่ดีต้องหาวิธีการที่จะพัฒนาขึ้นไป ทุกวันนี้ถือว่ามั่นคงในชีวิตหรือยัง ? ในเรื่องของปัจจัย เรื่องของเงินก็ไม่ได้บอกว่ารวยล้นฟ้า ก็อยู่ได้ ถ้าแหม่มไม่ได้ทำงานในวงการบันเทิง บีบี๋เค้าก็บอกว่าไม่เป็นไร แต่ว่าเราก็ยังรักอาชีพนี้ เรายังเป็นส่วนหนึ่งที่จะสามารถพัฒนาอาชีพนี้ที่จะทำความสุขให้รอยยิ้มกับประชาชน อยากฝากอะไรถึงใครมั้ย ? ฝากถึงทุกคนนั่นแหละ เราภูมิใจเถอะว่าเราเป็นคนไทย แต่เราอย่าลืมว่าคนไทยเป็นคนโอบอ้อมอารีช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ให้อภัย ให้โอกาส นี่ไม่ใช่มาเกี่ยวข้องกับชีวิตแหม่มนะคะ ตัดแหม่มออกไป กับทุกๆ คนนั่นแหละ บางทีคนเรามันเอื้ออาทรกันสามัคคีกันเถอะ พูดโดยรวมไม่ใช่เฉพาะของวงการบันเทิง จ้องจับผิดนี่มันง่าย แต่เราเอาเป็นว่าจะช่วยกันนำพาให้ประเทศเจริญก้าวหน้า หรือแม้กระทั่งว่าวงการบันเทิงเรา ไม่ใช่ว่าหันหน้ากันไปแล้วไว้ใจกันได้หรือเปล่าอะไรอย่างนี้ แหม่มก็ยังมีภาพที่ดีของวงการบันเทิงในสมองอยู่ เจอนักข่าวคนนี้ สวัสดีค่ะ เป็นเหมือนครอบครัวเป็นเหมือนความอบอุ่น แหม่มว่าไม่อยากให้ทุกคนคิดว่าต้องไปซูฮกผู้ใหญ่คนนี้ไว้ก่อน จะได้ไม่ต้องโดนด่า หรือเป็นพวกคนนี้เอาไว้ดีกว่า สนับสนุนเนื้อหาข่าวโดย

อัลบั้มภาพ 4 ภาพ

อัลบั้มภาพ 4 ภาพ ของ คัทลียา ในวันฟ้าหลังฝน น้องแม็ค ความสุขที่แท้จริง

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล