ดารา vs. ปาปารัซซี่

คือเราร้องไห้เครียดอยู่ แล้วมีคนขับรถมาถ่ายรูปแล้วก็ขับหนีไปเลย เราก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นใครเลยถอดร้องเท้าเขวี้ยงปาเขาแล้วก็วิ่งไปเก็บ...อายเหมือนกันพวกแม่ค้าก็มองกันใหญ่ คืออารมณ์มันร้อนแต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไง... เป็นส่วนหนึ่งของคำสัมภาษณ์ของนักแสดงสาว ปู-ไปรยา สวนดอกไม้ ที่มีต่อการกระทำของช่างภาพ ปาปารัซซี การเข้ามาของรูปแบบการทำข่าวแบบ ปาปารัซซี ในบ้านเราแรกเริ่มเดิมทีอาจจะเป็นเพียงสีสัน เป็นของใหม่ ไม่มีความรุนแรงชนิดเข้าไปก้าวก่ายจนทำให้เหล่าคนมีชื่อเสียง ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือนักแสดงทั้งหลายต้องเกิดอาการหงุดหงิดหัวใจจนต้องทำอะไรที่รุนแรงออกมาเหมือนกับดาราฮอลลีวูดทั้งหลายที่เรามักจะได้ยินได้ฟังอยู่ประจำ ทว่าในระยะหลังๆ เราจะพบว่าเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อเริ่มมีเรื่องมีราวกับบรรดาผู้ที่ทำงานหนังสือพิมพ์ - นิตยสารบันเทิงที่ขายข่าวในลักษณะนี้ถึงขนาดฟ้องร้องและไม่ฟ้องร้องอยู่เป็นประจำ ทั้งกรณีเขวี้ยงรองเท้าของ ปู-ไปรยา อาการวีนแตกของ หยาดทิพย์ ราชปาล หลังมีภาพเธอถูกหนุ่ม เอส-วรฤทธ์ ทำท่าทำทางในลักษณะไม่เหมาะสมกระทั่งเป็นที่มาของการบรรยายภาพว่า กอดคอ-จิ้มก้น ที่เกือบจะกลายเป็นเรื่องเป็นราวก็คือ กรณีของหนุ่มอารมณ์ร้อน แมทธิว ดีน ที่กระชากนักข่าวหญิงของนิตยสารฉบับหนึ่งเพราะความเข้าใจผิดคิดว่ามาแอบถ่ายภาพตนเองกับแฟนสาว จ๋า-ณัฐฐาวีรนุช ทองมี สองสาวที่ไม่ชอบหน้าเหล่าปาปารัซซีมากๆ ก็คือนางแบบสาว ลูกเกด-เมทินี กิ่งโพยม และนางเอกสาว น้ำฝน-กุลณัฐ โดยรายแรกอยากจะให้มีกฎหมายออกมาควบคุมการทำงานของคนเหล่านี้ ในขณะที่รายหลังเกิดอาการฉุนขาดเมื่อภาพของตนเองกับหนุ่ม สเตฟาน-สันติ วีระบุญ ปรากฏออกมา พร้อมกับจวกแหลกว่าคนเหล่านี้จ้องแต่จะถ่ายแต่นมกับก้นเพื่อขายข่าว รายของนางเอกสาว อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ คนนี้ก็เคยเกิดอาการผวาคิดว่าปาปารัซซีที่แอบตามตนเองเป็นพวกโรคจิตมาแล้ว ทุกครั้งที่มีข่าวหรือภาพลักษณะนี้ออกมา ประเด็นที่คนถ่ายและคนถูกถ่าย รวมทั้งคนที่สนับสนุนเห็นด้วยกับคนที่ไม่เห็นด้วยในการทำข่าวรูปแบบนี้จะต้องหยิบยกขึ้นมาเป็นเหตุผลถกเถียงกันก็คือ เรื่องของ สิทธิ์ส่วนบุคคล กับ ความเป็นบุคคลสาธารณะ ซึ่งต่างมีเงื่อนไขที่ค่อนข้างจะเดินสวนทางกันอยู่ชนิดที่ชวนให้สงสัยอียดของข้อกฏหมายทั้งสองนี้ รวมถึงการทำงานระหว่างคนสองกลุ่มนี้จะไม่มีจุดลงตัวหรือสมดุลเลยหรืออย่างไร? จริงๆ ปาปารัซซีที่ถ่ายภาพ เวลาถ่ายถ้าเป็นภาพที่มันส่วนตัวของดารา ถ่ายไว้เฉยๆ ไม่เอาไปเผยแพร่ก็ถือว่าไม่เสียหายนะ แต่ถ้าถ่ายของเค้ามาแล้วเอาไปเผยแพร่มันก็ผิดแหละ...เป็นแบบนี้ดาราเค้าก็ฟ้องร้องได้ เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวของเค้า เค้าฟ้องฐานหมิ่นประมาทได้นะ เสียงบอกเล่าอธิบายในแง่ของกฏหมายจากทนายชื่อดัง อ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช ส่วนเรื่องของ ความเป็นบุคคลสาธารณะนั้น อ.ประมาณ อธิบายว่า.....จริงอยู่ดาราเป็นบุคคลสาธารณะ แต่จะบอกว่าคำนี้น่ะ ถ้าใช้ให้ถูกจริงๆ ตามกฎหมายคือคนเหล่านี้คือพวก ส.ส. สก.พวกนั้นมากกว่า ถ้าภาพต่างๆ ที่ได้มาเป็นภาพที่เราต้องพิสูจน์เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม คนที่ถ่ายภาพมาก็ไม่เป็นไร ผิด แต่ไม่ต้องรับโทษ แต่ถ้าเป็นภาพส่วนตัวแล้วมาเผยแพร่ พิสูจน์แล้วก็ไม่เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมก็โดนฟ้องได้นะ เช่นไปถ่ายเค้าในที่ห้องนอน ห้องน้ำ ส่วนตัวของเค้า บางภาพมันเป็นภาพที่เค้าไม่อยากให้คนอื่นรู้ ถ้าเราเปิดเผยของเค้า เค้าเสียหายเค้าก็ฟ้องได้ ดาราเมื่อเอาเรื่องเค้ามาพิสูจน์มันไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมเพราะฉะนั้นเราเอาเรื่องเค้ามาเปิดโปงมิได้ พิสูจน์ไปก็เท่านั้น อย่างบางที่เขียนบรรยายภาพทำให้เค้าเสียหายอันนี้เค้าก็ฟ้องได้ แม้จะดูเหมือนเป็นการทำงานที่เลวร้ายและไม่มีประโยชน์แต่ถ้ามองในแง่ที่ว่าดาราคือตัวอย่าง ดาราคือแบบอย่างของเยาวชน แง่ดีอย่างหนึ่งของการมีปาปารัซซีในมุมของทนายชื่อดังก็คือเครื่องมือที่คอยเตือนให้ดาราส่วนใหญ่ทำอะไรที่ไม่น่าเกลียดมากจนเกินไปโดยเฉพาะในที่ๆ เป็นสาธารณะ คนมักจะคิดว่าดาราเป็นบุคคลสาธารณะ เพราะว่าเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป จริงๆ แล้วดาราเป็นแค่บุคคลที่เป็นผู้นำเยาวชน ปาปารัซซีก็สอนให้ดาราพวกนี้ต้องทำตัวอยู่ในกรอบบ้างในฐานะเป็นตัวแทนเยาวชน มีคนพร้อมจะเอาเยี่ยงอย่าง แต่ถ้าไปละเมิดเรื่องส่วนตัวเค้ามากๆ แล้วทำให้ดาราเค้าเสียหายเค้าก็ฟ้องได้ในฐานหมิ่นประมาท อย่างที่เราเห็นดาราฟ้องสื่อนั่นแหละ ด้านบรรณาธิการหนังสือ กอสซิปสตาร์ เจ้าตำรับภาพปาปารัซซีเจ้าแรกของเมืองไทย แก้ว พรีเมียร์ ( ศิริ เหลืองสวัสดิ์ ) กล่าวยืนยันว่า การทำงานของปาปารัซซีส่วนใหญ่นั้นค่อนข้างบเขตการทำงานที่รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร และให้ลองสังเกตดูจะพบว่าภาพที่ออกมาส่วนใหญ่ก็จะเป็นที่ๆ สาธารณะทั้งสิ้น ลิมิตเรามีอยู่แล้ว บอกเลยว่าของเราถ่ายเฉพาะในที่สาธารณะเท่านั้น ไม่ต้องตกใจ ช่างภาพที่ขับรถตามไปไม่ใช่แน่นอน ไปถ่ายในบ้านในห้องนอนยิ่งไม่ใช่ใหญ่ และผมจะบอกว่าส่วนใหญ่ก็เป็นภาพที่เราได้มาจากความโชคดีบ้าง บังเอิญบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นรูปที่ช่างภาพเราถ่ายได้และรู้จักกับดาราเป็นอย่างดี ถามถึงความรู้สึกภายในว่าการกระทำของบรรดาปาปารัซซีส่วนใหญ่ในปัจจุบันเข้าข่ายรุกล้ำความเป็นส่วนตัวหรือเปล่า แก้ว พรีเมียร์ บอกว่าโดยส่วนตัวแล้วไม่คิดว่าจะรุกล้ำแต่อย่างใด ในขณะที่ดาราส่วนใหญ่เองก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย.....ถ้าถามผมว่ามันไม่ได้รุกล้ำนะเพราะผมไม่ได้ไปตามเค้าจนกระดิกตัวไม่ได้ บางคนก็โกรธแต่ส่วนน้อย บางคนก็มีบ้างที่โกรธแล้วโทรมางอนๆ บอกว่าเบาๆ หน่อย แต่ส่วนใหญ่ไม่มีหรอกที่จะมาต่อว่ามีไม่กี่ราย เพราะทุกอย่างมันฟ้องด้วยภาพ เป็นไปได้มั้ยว่ามันจะมีจุดสมดุลระหว่างดารากับพวกปาปารัซซีทั้งหลาย?.....จุดกึ่งกลางระหว่างดารากับปาปารัซซีน่ะเหรอ...มันก็มีแหละเพียงแต่ว่าบางทีเราต้องมาเจอกันครึ่งทาง ดาราบางคนเค้าก็ไม่อยากให้คนอื่นรู้เรื่องบางเรื่อง ส่วนนักข่าวช่างภาพก็มีหน้าที่ต้องรายงานข่าวและความเป็นจริงต่อผู้บริโภค ดาราก็คงต้องคิดว่าในเมื่อเราเป็นคนของประชาชนเราก็ต้องมีแนวทางที่ดีในการปฏิบัติตัว ผมว่าสื่อทุกเล่มเค้ามีลิมิตอยู่นะ สนับสนุนเนื้อหาข่าวโดย