เรา สองสาม คน

เรา สองสาม คน
ชื่อภาษาไทย เรา สองสาม คน จัดจำหน่ายโดย เอ็ม เทอร์ตี้ ไนน์ กำหนดฉายหนัง 24 มิถุนายน 2553 เรื่องย่อหนัง เรา สองสาม คน เมื่อสุนทรีย์สาวหูตึงหลงรักหนุ่มออฟโรดที่ชื่อส้มฉุนในทริปคาราวานทัวร์ออฟโรดไปเวียดนาม ในระหว่างการเดินทางเธอได้ปะติดต่อเรื่องราวความรักของเธอกับ ส้มฉุนด้วยความเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างเพราะเครื่องช่วยฟังไม่ค่อย ชัดนักสุนทรีย์กลับพบว่าเต๋อเพื่อนสาวสายตาสั้นจอมเฟอะฟะที่ ร่วมเดินทางมาพร้อมกันในครั้งนี้คือคนที่ส้มฉุนจีบและทั้งสองแอบใจตรงกัน แต่ความรู้สึกของเต๋อละเธอจะทำยังไงกับความรู้สึกของเธอ ตัดสินใจปล่อยให้เพื่อนเจ็บเชื่อตามที่สุนทรีย์บอกว่าเธอคือคนที่ ส้มฉุนจีบในยามที่เธอมองเห็นชัดบ้างไม่ชัดบ้าง หรือ ทำเป็นหูดับแล้วเดินจากไป ภาพยนตร์เรื่อง เรา สองสาม คน เป็นภาพยนตร์การเดินทางด้วยรถออฟโรด ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดการเดินทาง 29 วัน ที่ยาวนานผ่านแดนระหว่าง3ประเทศ (ไทย>ลาว>เวียดนาม)กับระยะทางที่ยาวไกลถึง4,000กิโลเมตรในเส้นทางอินโดจีนหมายเลข9ไม่ใช่อุปสรรคสำหรับส้มฉุนเลย แต่..เขา ไม่รู้หรอกว่าอุปสรรคที่แท้จริงของการเดินทางครั้งนี้ของส้มฉุน คือ..เสน่ห์ของสาวคนพิเศษที่ร่วมเดินทางในครั้งนี้ต่างหาก ความนัยจากผู้กำกับ Real Love : รักแท้ (ยังไง) ในคาราวาน ... รักก็เหมือนกับรถ รถก็เหมือนกับรัก รถแล่นฉิ่วไปได้ก็เพราะมีน้ำมัน รักจะสดใสลั่นล้าจนใครๆ อิจฉาก็เพราะมีความเข้าใจดีต่อกัน ความรักนั้นหอมหวานชวนหลงใหล นั่นคือเรื่องจริง ยิ่งได้เจอรักแท้อย่างจัง ชีวิตคู่ก็ยิ่งซาบซ่านหัวใจ การเดินทางไกลในคาราวานออฟโรด แม้อาจไม่สะดวกสบายมากนัก แต่ก็มักสร้างความตื่นตาให้คนข้างๆ ที่นั่งไปด้วยได้เสมอ และแม้อาจจะเหนื่อยหน่ายอยู่บ้าง แต่ระยะทางก็หาใช่ตัวบ่อนทำลายความรักอันชื่นฉ่ำได้เลย หากว่าคนที่ร่วมคาราวานนั้นยังพร้อมบุกตะลุยไปด้วยกัน คณะคาราวานออฟโรดที่เรียกนัดรวมพลกัน ณ สะพานมิตรภาพไทย-ลาว จ. มุกดาหาร หนุ่มออฟโรดตัวพ่อ ถั่วเขียว นำทีมพร้อมลูกทัวร์รถคาริเบียน 8 คันเท่ เตรียมเคลื่อนขบวนสู่ ลาว-เวียดนาม-จีน อันเป็นจุดหมายปลายทาง ถั่วเขียว หัวหน้าทริปนั่งไปกับหวานใจขี้งอนตัวแม่ ผิง ในรถชื่อเดียวกันเด๊ะ อีก 2 คัน ได้แก่ ตู้ปลา กับ ด้ายเงิน ที่มีเพื่อนๆ 4 ชีวิต ขวด วาวา อู๊ด ติว เป็นบัดดี้กันคู่ละคัน เหลือก็แต่คัน ส้มฉุน ซึ่งได้หนุ่มหล่อหน้าใส ส้มฉุน ทำหน้าที่คนขับ โดยพ่วงเอา 2 สาวคุณสมบัติพิเศษ สุนทรีย์ ที่ได้ยินอะไรไม่ค่อยชัด กับ เต๋อ ที่มองอะไรไม่ค่อยชัด ร่วมหัวจมท้ายไปด้วย ดูท่าเรื่องจะราบเรียบรื่นไหลไร้ปัญหา ถ้าไม่มีกรณีความรู้สึกใจแว้บๆ แอบปิ๊งๆ ระหว่างคนสองสามคน ส้มฉุน สุนทรีย์ เต๋อ เริ่มต้นบทลายเป็นความใกล้ชิด จากความสนิทนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ไม่มีใครกล้าปริปากบอกใคร ชายหนุ่มมารู้วันเดินทางว่าหนึ่งสาวได้ยินอะไรไม่ค่อยชัด และอีกหนึ่งสาวก็มองอะไรไม่ค่อยชัด เวลาจะคุยกับทั้งคู่ต้องใช้พลังงานในการสื่อสารเยอะพอสมควร ทำให้บ่อยครั้งภาษาที่ส่งออกไปก็มีผิดพลาดทางความหมาย เพราะเข้าใจไปคนละเรื่อง ว่าไป ความรักจะรุ่ง หรือจะริ่ง ก็อยู่ที่การสื่อสารของคน 2 คนนั่นแหละ คนที่ฟังอะไรไม่ค่อยชัด ถ้าลองทำเป็นไม่ได้ยินเรื่องร้ายๆ ของอีกฝ่ายซะบ้าง ชีวิตคู่ก็อยู่รอด หรือคนที่มองอะไรไม่ค่อยถนัด หัดเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ คล้ายกับมองข้ามเรื่องบกพร่องของอีกฝ่าย ชีวิตคู่ก็ดูท่าน่าจะราบรื่นขึ้น และจริงๆ ความรักก็คล้ายการเดินทาง ระยะทางวัดใจกันได้ ใกล้-ไกลล้วนมีความหมายต่อความสัมพันธ์ หลายๆ คู่ความรักล่มกลางครัน เพราะไม่เข้าใจในความรู้สึกของคนข้างๆ แต่อีกหลายๆ คู่ความรักกลับรื่นรมย์ เพียงเพราะอาศัยการเรียนรู้ที่จะอยู่เพื่อกันและกัน มองถึงความเป็นไปได้และเป็นจริง เมื่อมีจุดด้อยในตัว ก็ควรหาจุดแข็งอย่างอื่น หูได้ยินอะไรไม่ค่อยชัด ตามองอะไรไม่ค่อยถนัด จะประคับประคองความรักให้ไปถึงฝั่งฝัน ระหว่างทางก็ต้องใช้อวัยวะส่วนอื่นทดแทน 2 สาวเพื่อนซี้ที่รู้ว่าตัวเองเป็นคนพิเศษ หูได้ยินอะไรไม่ค่อยชัด ตามองอะไรไม่ค่อยถนัด เริ่มต้นความรู้สึกดีๆ ต่อชายหนุ่ม แต่ก็ไม่สามารถเก็บอาการกิ๊กๆ กั๊กๆ ไว้ได้ จากความรู้สึกเฉยๆ กลับแปรเปลี่ยนเป็นมากกว่าเพื่อนร่วมก๊วน ก็เกิดเป็นอารมณ์สะดุดรัก ความสัมพันธ์ระหว่าง ส้มฉุน กับสองสาวเพื่อนสนิท สุนทรีย์ เต๋อ ดำเนินไปท่ามกลางการจับจ้องของเพื่อนๆ ที่เฝ้ามองอยู่ห่างๆ อย่างไม่ละสายตา ด้วยว่ากำลังคลางแคลงใจในคนทั้ง 3 ยิ่งเฉพาะ ถั่วเขียว กับ ผิง ที่มักทำตัวเป็นผู้สำรวจพฤติกรรมและหยิบยกเรื่องหนึ่งหนุ่ม 2 สาวมาเป็นประเด็นฮอตพูดถึงเสมอๆ การเดินทางยังอีกยาวไกล ก็แทบไม่ต่างกับ ความสัมพันธ์คนทั้ง 3 ที่ยังคงรุดหน้าต่อ แต่เหตุการณ์ที่ชักจะยุ่งเหยิงพันตูมากมายก็ทำให้ ส้มฉุน สุนทรีย์ เต๋อ เกิดความเข้าใจผิดและเริ่มไม่วางใจ จึงขอแยกรถนั่ง ที่ร้ายแรงกว่า คือขอยกเลิกทริปออฟโรดกลางทาง เรื่องราววุ่นๆ ของคนทั้ง 3 กับก๊วนคาราวานหรรษานี้ จะจบลงยังไงไม่มีใครบอกได้ เพราะสุดท้ายมันก็แค่ความรู้สึกที่ ส้มฉุน สุนทรีย์ เต๋อ มีต่อกันในแบบฉบับ เรา สองสาม คน มันเป็นพฤติกรรมหมู่ครับ ส่วนตัวยังไม่เคยเจอประสบการณ์นี้มาก่อนนะ เพราะปกติไม่ค่อยไปเที่ยวกับผู้หญิง แต่ลึกๆ เชื่อว่าความรักสามารถเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางได้ คิดดูสิคนสองคนอยู่ในรถคันเดียวกัน คนอื่นไม่รู้หรอกว่าสองคิดอะไรกัน ยิ่งคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ผมว่ามันมีใจตั้งแต่ยอมขึ้นรถแล้วละ ผู้หญะกล้ายอมไปนั่งรถคนผู้ชายที่ไม่รู้จักกันเลย แล้วผู้ชายที่ไหนจะกล้าให้ผู้หญิงแปลกหน้ามานั่งในรถตัวเอง อย่างน้อยๆ ความรู้สึกบางอย่างคงมีบ้างแหละ ส่วนว่าจะกลายเป็นรักแท้ไหม นั่นมันอีกเรื่องนะ ต้องอยู่ที่คนสองคน ไม่ใช่คนที่คอยดูอยู่ห่างๆ อย่างพวกเรา การนำความรักมายั่วล้อ แล้วขยี้ๆๆๆ เป็นความตั้งใจของผู้กำกับที่มองความรักในอีกมุม เพื่อสร้างประเด็นที่ทับซ้อนกันอยู่ขณะการเดินทาง ความรักของคนก็เหมือนกับคาราวานออฟโรด กว่าจะจะบรรลุเป้าหมาย กว่าจะถึงปลายทาง ย่อมต้องเจออุปสรรค เช่นเดียวกับสิ่งที่สาวได้ยินอะไรไม่ค่อยชัด สุนทรีย์ กับ เต๋อ สาวมองอะไรไม่ค่อยชัด เจอมาในคาราวานออฟโรดนั่นแหละ สุดท้ายจึงเข้าข่ายเป็นความรู้สึกก้ำๆ กึ่งๆ กับผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่ง ส้มฉุน และนำพาไปสู่ความสัมพันธ์ที่ยากจะเข้าใจ จนส่งผลถึงอารมณ์ในการออกค้นหาความหมายของคำว่า รักแท้ยังไง ไม่คิดว่าคนสายตาสั้น หรือคนหูตึงเป็นความบกพร่องในชีวิตหรอกครับ แต่คนเหล่านี้คือคนพิเศษมากๆ ผมชื่นชมด้วยซ้ำไป ลองนึกดูสิ เวลาจะบอกรัก หรือจ้องตาคนรัก โห...มันก็ได้อารมณ์อีกแบบนะ มันเห็นในสิ่งที่คนปกติไม่เห็น เป็นอีกโลกหนึ่งที่คนปกติเข้าไม่ถึง เลยรู้สึกว่าจะคนสายตาสั้น หรือคนหูตึง มันก็เหมือนคนปกตินี่แหละ ไม่ว่าจะในแง่ของการมีความรัก หรือจะรักใครสักคน พอเอาเข้าจริงๆ รูปลักษณ์ภายนอกมันก็เป็นแค่เปลือก เพราะสิ่งสำคัญมันอยู่ที่ใจนู่น ผู้กำกับให้ความเห็น ความรัก ความฝัน ความสัมพันธ์ ก่อเกิดขึ้นได้ภายใต้บรรยากาศความจริง อาการงงงวยเพราะหัวใจถูกปั่นด้วยอารมณ์คอมเมอดี้ เรียลเลิฟ ถึงเวลาแล้วที่จะถูกเปิดเผย เพื่อให้รู้ซึ้งถึงบางข้อของความจริงอันชวนหลงใหลในกองคาราวานออฟโรด นักแสดงนำ รัตนรัตน์ เอื้อทวีกุล เป็น สุนทรีย์ รมิตา มหาพฤกษ์พงศ์ เป็น เต๋อ มณฑล จิรา เป็น ส้มฉุน เผ่าพล เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็น ถั่วเขียว จิรภา วงศ์โฆษวรรณ เป็น ผิง ผู้กำกับ เรียว กิตติกร