WORLD TRADE CENTER เยียวยาจิตใจด้วยความเจ็บปวด
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060

WORLD TRADE CENTER เยียวยาจิตใจด้วยความเจ็บปวด

แชร์เรื่องนี้
ผู้กำกับสองรางวัลออสการ์ โอลิเวอร์ สโตน (Platoon, Born on the Fourth of July) เปิดใจว่า หนังเรื่องล่าสุดของเขา World Trade Center ที่นำเสนอเหตุการณ์โจมตีสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2001 คือหนังที่ต้องการแสดงถึงหนทางในการเยียวยาจิตใจมิได้ต้องการกระตุ้นให้คนดูเกิดความขุ่นเคือง WTC เล่าเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับสองเจ้าหน้าที่ตำรวจแห่งกรมเจ้าท่า (Port Authority) ที่รอดชีวิตมาได้ราวปาฏิหาริย์ หลังจากติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังของตึกแฝดที่ถล่มลงมาหลังการถูกเครื่องบินพุ่งชน หนังเน้นประเด็นไปที่เรื่องความหวังและความอยู่รอดเป็นสำคัญ มิใช่ที่ความตายและการทำลายชีวิตโดยสโตนต้องการให้ผู้ชมชาวอเมริกันได้หันมาทบทวนถึงปฏิกิริยาที่เคยมีต่อการโจมตีโดยผู้ก่อการร้ายในครั้งนั้นอีกครั้ง "เรากำลังขอให้ทุกคนย้อนกลับไปมองวันนั้นใหม่อีกรอบโดยละวางอคติทั้งปวงที่มีอยู่ในใจให้หมดสิ้นเสียก่อน" สโตนกล่าว "ผมเชื่อว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นในใจคนดูคือการหวนกลับไปตรวจสอบความรู้สึกต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้น ณ ช่วงเวลานั้น ซึ่งมันได้ถูกแปรรูปไปเป็นความเกลียดชัง ความเข้าใจผิด และความเคียดแค้นอาฆาต จนนำมาซึ่งสงครามบรรยากาศแห่งความระแวดหวั่นหวาด หนี้สินที่เพิ่มขึ้นของอเมริกา และการล่มสลายของรัฐธรรมนูญ" นิโคลัส เคจ กับ ไมเคิล เพนญ่า รับบทเป็นสองเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตรงเข้าไปช่วยกู้ภัยในตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ทันทีที่ได้ทราบข่าวเครื่องบินลำแรกพุ่งชนตึก ก่อนจะติดอยู่ในนั้นเมื่อตึกทรุดตัวลงมา ในช่วงเวลาความเป็นความตายที่ต้องเผชิญนั้น ภรรยาของทั้งสอง (รับบทโดย มาเรีย เบลโล กับ แม็กกี้ จิลเลนฮาล) ก็ต้องเผชิญหน้ากับความหวั่นวิตกจากกระแสข่าวมากมายที่บ่งชี้ไปในทางเดียวกันว่า พวกเธอจะไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าสามีอีกตลอดกาล ครอบครัวผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์วันนั้นบอกว่าพวกเขายังคงสะเทือนใจจนไม่อาจทนดูหนังเรื่องนี้ทางผู้อำนวยการสร้างตอบรับความอ่อนไหวนี้ด้วยการงดแผนโปรโมทหนังเรื่องนี้ในบริเวณสถานที่สาธารณะทั่วนิวยอร์คและนิวเจอร์ซี่ย์ ทั้งยังจะบริจาคเงิน 10 เปอร์เซ็นต์จากรายได้ห้าวันแรก เข้ากองทุนการกุศลต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุวันที่ 11 ก.ย. อีกด้วย "มีความเห็นแบ่งออกเป็นสองกลุ่มในหมู่ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์วันนั้น ซึ่งต่างก็มีเหตุผลและเข้มข้นด้วยอารมณ์ความรู้สึกพอ ๆ กัน" สเตซี่ย์ เชอร์ ผู้ร่วมอำนาจการสร้างกล่าว "กลุ่มหนึ่งก็บอกว่า 'แสดงมันออกมาให้หมดเปลือกเลย ให้โลกได้รู้ว่าวันนั้นมันน่ากลัวเพียงใด เพราะไม่มีใครรู้หรอกว่าเราเคยผ่านอะไรมาบ้าง' ทว่าอีกกลุ่มหนึ่งก็มองต่างออกไป โดยยกตัวอย่าง ถ้าคุณรู้ว่าลูกคุณตายด้วยอุบัติเหตุรถยนต์ คุณจะยังทนดูภาพนั้นในข่าวได้ลงคอหรือ?" "ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีมุมมองที่มีเหตุผล น่าเสียดายที่มันสวนทางกัน" เธอสรุป ด้านผู้กำกับสโตนก็เสริมอีกว่า การเน้นเรื่องราวไปที่ตัวละครชายสองคนในครั้งนี้ จะแตกต่างกับวิธีการนำเสนอที่เขาเคยทำมาแล้วใน Platoon ซึ่งแสดงถึงการสู้รบในสมรภูมิจริง ๆ ของเหล่าทหาร เพื่อตั้งคำถามถึงความขัดแย้งทางจริยธรรมในสงครามเวียดนาม รวมถึงสาเหตุที่ก่อเกิดสงครามขึ้น ขณะที่บรรดาผู้ร่วมงานใน WTC ต่างก็บอกว่า พวกเขารู้สึกภูมิใจที่หนังถ่ายทอดความจริงลงบนจอได้ครบถ้วน ทั้งนี้ก็เนื่องจาก จอห์น แม็คลัฟลิน กับ วิลล์ จิมมีโน่ สองนายตำรวจตัวจริงที่รอดตายในวันนั้นมาเป็นที่ปรึกษาในกองถ่ายด้วย ส่วนนักกู้ภัยที่ได้เข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บหลายคน เมื่อได้ดูหนังแล้วรู้สึกชื่นชมยกย่องหนังเรื่องนี้ตาม ๆ กัน สโตนย้ำอีกทีว่า เขาอยากให้ WTC เป็นเสมือน 'บททดสอบเพื่อช่วยเยียวยาจิตใจ' ให้แก่ชาวอเมริกัน...... "มาร่วมเผชิญหน้ากับวันนั้นกันอีกครั้งเถอะครับ" โอกาสของหนัง 9/11 บนเวทีออสการ์ World Trade Center ของโอลิเวอร์ สโตน มิใช่หนังเกี่ยวกับเหตุการณ์ 9/11 เรื่องเดียวที่ออกฉายในปี 2006 เพราะเมื่อปลายเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา United 93 ของ พอล กรีนกราสส์ ก็ออกฉายล่วงหน้าไปแล้ว แม้จะเป็นที่ชื่นชอบของบรรดานักวิจารณ์ แต่คนดูกลับไม่ปลื้มกับมันเท่าไรนัก ด้วยยอดรายได้แค่ 31 ล้านเหรียญฯ เหตุเพราะคนดูไม่อาจทนดูชะตากรรมอันเลวร้ายของผู้โดยสารบนเที่ยวบินมรณะบนจอได้ ต่างจาก WTC ที่เพิ่งออกมาเมื่อวันที่ 9 ส.ค. ที่ผ่านมา ดูเหมือนจะได้รับเสียงตอบรับแง่บวกจากคนดูมากกว่า แน่นอนว่าการจัดอันดับ 10 หนังยอดเยี่ยมในช่วงปลายปีของโพลล์ต่าง ๆ คงจะมีชื่อหนังสองเรื่องนี้ติดกลุ่มด้วย แต่หากถามถึงโอกาสบนเวทีออสการ์ล่ะ........ "United 93 เป็นหนังที่ไม่ได้ทำให้คนดูสัมผัสถึงประสบการณ์ทางอารมณ์อันทรงพลังแก่คนดูในวงกว้าง ขณะที่แนวทางของออสการ์ดังที่เป็นที่มาแต่ไหนแต่ไรนั้น ก็เป็นที่รู้กันว่าอารมณ์มักจะมาก่อนปัญญาเสมอ" เดวิด โพแลนด์ ผู้เกาะติดข่าวออสการ์อย่างเหนียวแน่นและละเอียดยิบไม่มีใครเกิน ประจำเว็บไซต์ มูฟวี่ ซิตี้ นิวส์ กล่าว "เหตุผลสำคัญที่จะทำให้ World Trade Center กลายเป็นที่ชื่นชอบของออสการ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้เข้าชิงในสาขาภาพยนต์ยอดเยี่ยม ก็เพราะมันไม่ได้พูดถึงการเมืองเลย ซึ่งถ้าคนทำหนังสามารถให้ออสการ์ยอมรับได้อย่างสนิทใจถึงแนวคิดที่สำคัญ โดยไม่ทำให้รู้สึกเหมือนโดนทุบหัวละก็โอกาสชนะใจกรรมการออสการ์ก็มีสูง" แต่หนึ่งในที่ปรึกษาด้านการทำแคมเปญออสการ์ระดับแถวหน้าของการ กลับให้ความเห็นที่ต่างออกไป "คนส่วนใหญ่อาจจะแสลงใจที่จะดู United 93 ก็จริง แต่ทุกคนที่ได้ดูล้วนมีอารมณ์ร่วมไปกับหนังแทบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเสียน้ำตาหรือความโกรธแค้น ฉะนั้นขอให้เชื่อเถอะว่า ทันทีที่กรรมการออสการ์ได้รับดีวีดีหนังเรื่องนี้ พวกเขาคงไม่รอช้าที่จะเปิดดูแน่นอน แบบเดียวกับที่นั่งรอคอยดีวีดี Munich กับ Hotel Rwanda นั่นแหละ" เจาะใจโอลิเวอร์ สโตน กับ World Trade Center "ถามว่าหนังทั้งสองเรื่องนี้ชวนให้รู้สึกหดหู่สิ้นหวังเกินไปหรือไม่งั้นหรือ... ผมคิดว่าไม่หรอก" ที่ปรึกษาคนเดิมกล่าวต่อ "ปีที่แล้ว ทั้ง Munich และ Capote ก็เป็นหนังที่ดูแล้วหดหู่จะตาย ผมคิดว่าประเทศของเรากำลังตกอยู่ในภาวะแห่งความสำนึกได้ว่ามีศัตรูล้อมรอบตัวเราอยู่ และเราต้องทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันตนเอง......เป็นอารมณ์แบบเดียวกันที่เคยเกิดขึ้นสมัยสงครามเวียดนามยังไงยังงั้น และตลอดหลายปีที่ผ่าน ก็เป็นที่ประจักษ์กันแล้วว่า ออสการ์เห็นความสำคัญของหนังเครียด ๆ ที่ทำออกมาได้ดีบางเรื่อง มากเพียงใด" -- ทำไมคุณถึงหยิบเรื่องนี้มาเล่าในตอนนี้ คุณจะตอบคำถามนักวิจารณ์ที่เห็นว่า ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะนำเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์แบบนี้มาสร้างเป็นหนัง ว่าอย่างไร เหตุการณ์นี้มีคนตายไปประมาณสามพันคน แต่มีผู้รอดชีวิตแค่ยี่สิบคนจุดศูนย์กลางของเรื่องอยู่ที่ผู้ชายสองคนซึ่งเข้าโปยังใจกลางตึกถล่มโดยมีช่องลิฟท์ที่ช่วยชีวิตพวกเขาไว้ และเป็นสองในห้าคนที่รอดตายมาได้ มันจึงเป็นเรื่องที่สมควรนำมาเล่าอย่างยิ่ง เพราะการช่วยเหลือพวกเขาโดยอดีตนาวิกโยธินผู้เป็นนักบัญชีในคอนเน็คติคัต ห่างไกลจากความเป็นหนังฮอลลีวู้ดหลายขุม ตอนเราจัดฉายรอบพรีวิว คนดูส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าเขามีตัวตนจริง แต่ผมยืนยันว่าเขามีตัวตนจริง แถมยังไปร่วมรบในอิรักอีกต่างหาก...... ซึ่งการกู้ภัยแต่ละครั้งจะยุ่งยากซับซ้อนมาก การช่วยวิลล์เสร็จสิ้นตอนเที่ยงคืน ขณะที่การช่วยจอห์นกินเวลาจากเที่ยงคืนไปถึงเจ็ดโมงเช้าโน่น ผมคิดว่านี่คือหนังที่สมควรสร้างเป็นอย่างยิ่งเพราะมันเป็นหนังที่พูดถึงคนชนชั้นใช้แรงงาน เรามีข้อเท็จจริงและหลักฐานมากมายที่แม้ว่าจะผ่านมาห้าปีแล้ว แต่ก็ยังคงสดใหม่เหมือนมีชีวิต และช่วยให้เราย้อนกลับไปดูเหตุการณ์วันนั้นได้อีกครั้ง แถมเรายังได้ตัววิลล์ จอห์น และนักกู้ภัยจริง ๆ อีกหลายคนมาช่วยเราทำงานด้วย ผมจึงไม่อาจพูดได้ว่านี่คือหนังสารคดี แต่แน่นอนที่มันไม่ใช่หนังที่ถ่ายทำโดยปราศจากการปรุงแต่ง ที่สำคัญคือมันเป็นคนละเรื่องกับ United 93 -- ฉากบริเวณกราวน์ดซีโร่ที่สร้างขึ้นใหม่นั้น ดูเหมือนจริงอย่างเหลือเชื่อเลยนะ หนังเรื่องนี้มีฉากใหญ่โตมโหฬารหลายฉาก และมีนักแสดงจำนวนมากที่ต้องไปเข้าฉากเหล่านั้นโดยที่ส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นหน้ากันเลยตลอดการถ่ายทำ ผมว่าหัวใจสำคัญของหนังเรื่องนี้คือการจัดแสง และเพราะความคับแคบของฉาก ทำให้เราไม่อาจเล่นเทคนิคกล้องได้มากมายนัก ผมจึงค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ผมคิดว่า ซีมุส แม็คการ์วี่ย์ สมควรได้รับเครดิตเป็นอย่างมากจากผลงานของเขา เพราะเนื้อเรื่องของหนังจะเกี่ยวพันกับเงาสลัวและแสงสว่าง พูดอีกอย่างคือ เราต่างก็ตกอยู่ในความมืดมิด แต่เรากำลังมุ่งเข้าหาแสงสว่างช็อตหนึ่งที่ผมคิดว่าดีที่สุดของหนัง คือช็อตที่นิคถูกดึงตัวขึ้นมาจากโพรง เพื่อไปสู่แสงสว่าง นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราถึงให้ความสำคัญกับครอบครัวมากเพราะว่าพวกเขาคือแสงสว่างในชีวิตของพวกเรานั่นเอง -- แม็กกี้ จิลเลนฮาล กับมาเรีย เบลโล่ แสดงป็เป็นภรรยา อัลลิสัน จิมมีโน่กับดอนน่า แม็คลัฟลิน ได้อย่างน่าทึ่ง มันจำเป็นแค่ไหนถึงให้ความสำคัญกับพวกเธอด้วย พวกเธอต้องเผชิญหน้ากับนรก โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ได้ทราบข่าวว่าสามีอาจจะไม่ได้กลับบ้านอีกแล้ว ผมคิดว่านั่นเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก เราจึงพยายามถ่ายทอดฉากนี้ออกมาให้ห่างไกลจากความซ้ำซาก คือการค้นหาให้ได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ดอนน่ากับจอห์นยังคงผูกพันกัน ทั้งที่ทั้งคู่แต่งงานกันมานานสามสิบปี มีลูกด้วยกันสี่คนเข้าไปแล้ว ผมถือว่าเป็นคำพูดซ้ำซากหากมีคนบอกว่า การแต่งงานไม่มีความหมายอะไรเลย ถ้าอย่างนั้นแล้วการแต่งงานคืออะไรล่ะ........ คือเรื่องเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นปรกติธรรมดาในชีวิตคนเราแค่นั้นหรือ ทั้งแม็กกี้กับมาเรียต่างก็แสดงออกมาในแบบที่พวกเธอคิดว่ามันใช่ เพราะสำหรับพวกเธอ แล้ว ช่วงเวลานั้นเหมือนกับตกนรกก็ไม่ปาน เเละนั่นเป็นหนทางเดียวที่คนดูจะสัมผัสประสบการณ์แบบนั้นได้ ผ่านทางการแสดงของพวกเธอ -- คุณอยู่ที่ไหนตอนเกิดเหตุการณ์ 9/11 กำลังนอนอุตุอยู่บนเตียงที่บ้านในเเอล.เอ ภรรยาผมเป็นคนปลุกขึ้นมาดูข่าว -- ตอนนั้นคุณคิดว่ามันคือการก่อการร้ายในทันทีเดยหรือเปล่า คิดครับ และเรายังได้เห็นภาพที่ชัดเจนกว่าที่จอห์นกับวิลตัวจริงได้เห็นเสียอีกเพราะเราเห็นเครื่องบินลำที่สองพุ่งเข้าชนตึกในเวลาต่อมา -- ในหนัง จ่าเดฟ คาร์นส์ ทหารนาวิกโยธินที่ค้นพบและช่วยเหลือทั้งสองคนออกมา แสดงอาการโกรธแค้นและความอาฆาตมาดร้ายออกมา ทำไมคุณถึงให้คนดูเห็นอารมฌ์แบบนั้น ทั้งที่หนังเรื่องอื่นพยายามหลีกเลี่ยง ผมคิดว่าผมทำในสิ่งที่ผมควรทำแล้ว คือทำให้ฉากนี้ไม่ออกมาดูรุนแรงมากนักหนังเรื่องนี้ถ่ายทอดให้เห็นถึงสภาวะของคนแต่ละคนที่ตกอยู่ในเหตุการณ์วันนั้นอย่างถูกต้องแม่นยำที่สุด อารมณ์ความรู้สึกของพวกเขาจึงเป็นอารมณ์ที่แท้จริงไม่ใช่อารมณ์ประดิษฐ์ -- คุณรู้สึกอย่างไรถึงผลกระทบจากเหตุการณ์ 9/11...... ทั้งการเกิดสงครามในอิรัก และข้อเท็จจริงที่ว่า โอซามา บิน ลาเดนยังลอยนวล ตอนจบของหนังเราได้เปิดเผยข้อมูลว่า มีประชาชนผู้บริสุทธิ์จาก 87 ประเทศต้องเสียชีวิต และนี่ถือเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของสงครามสมัยใหม่ นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง คือมันจะมีแต่ยิ่งเลวร้ายลง..... เลวร้ายลง...... เลวร้ายลงไปอีกเรื่อย ๆ ผมจึงได้แต่หวังให้พระเจ้าทรงช่วยให้พวกเราสร้างสันติสุขขึ้นบนโลกนี้ให้เราทุกคนเห็นความสำคัญต่อการเคารพสิทธิมนุษยชนมากขึ้นซึ่งผมเองก็ยังมองไม่เห็นเหมือนกันว่าจะทำได้อย่างไร นอกจากหวังให้ผู้คนทั้งหลายบนโลกนี้หันหน้าเข้าหากัน ด้วยความสำนึกที่ว่า จะไม่มีการเข่นฆ่าทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์อีกต่อไป.... ข้อมูลจากนิตยสาร Starpics ฉบับวันที่ 2 สิงหาคม 2549

อัลบั้มภาพ 8 ภาพ

อัลบั้มภาพ 8 ภาพ ของ WORLD TRADE CENTER เยียวยาจิตใจด้วยความเจ็บปวด