เปิดตำนาน "แบกกิ่งหนามขอขมา" เห็นบ่อยในซีรีส์จีน เรื่องจริงใช้กิ่งของต้นอะไร?

เปิดตำนาน "แบกกิ่งหนามขอขมา" เห็นบ่อยในซีรีส์จีน เรื่องจริงใช้กิ่งของต้นอะไร?

เปิดตำนาน "แบกกิ่งหนามขอขมา" เห็นบ่อยในซีรีส์จีน เรื่องจริงใช้กิ่งของต้นอะไร?
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ย้อนตำนาน "แบกกิ่งหนามขอขมา" ฉากที่เจอบ่อยในซีรีส์จีน มีจริงในประวัติศาสตร์หรือไม่ เรื่องจริงใช้กิ่งของต้นอะไร?

แฟนซีรีส์จีนย้อนยุคอาจคุ้นเคยกับฉากที่ตัวละครชายถอดเสื้อ แบกกิ่งไม้ไว้บนหลัง แล้วเดินทางไปคุกเข่าขอขมาต่อหน้าผู้ที่ตนทำผิดด้วย ภาพลักษณะนี้ปรากฏในซีรีส์จีนหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ล่าหยก ปลดหน้ากาก ตำนานเจียหนาน หรือ พลิกชะตาเหนือฟ้า จนหลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า การแบกกิ่งหนามไปขอขมาเป็นธรรมเนียมที่คนจีนโบราณทำกันจริง หรือเป็นเพียงฉากที่สร้างขึ้นเพื่อเพิ่มความเข้มข้นของเรื่องราว

ความจริงแล้ว การแบกกิ่งไม้ไปขอขมามีต้นเรื่องปรากฏอยู่ในบันทึกประวัติศาสตร์จีนอายุกว่า 2,000 ปี และเป็นที่มาของสำนวน 负荆请罪 (Fù jīng qǐng zuì) หรือ “ฟู่จิงฉิ่งจุ้ย” ซึ่งหมายถึงการยอมรับความผิดและขอรับโทษด้วยความจริงใจ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ กิ่งไม้ในสำนวนนี้อาจไม่ใช่กิ่งหนามแหลมอย่างที่หลายคนเข้าใจ 

ภาพจากซีรีส์ ล่าหยก

>> ดูซีรีส์ "ล่าหยก" คลิกที่นี่

ฟู่จิงฉิ่งจุ้ย แปลว่าอะไร?

สำนวน 负荆请罪 อ่านว่า ฟู่จิงฉิ่งจุ้ย (Fù jīng qǐng zuì) เป็นหนึ่งในสำนวนจีนโบราณที่มีต้นกำเนิดจากเรื่องราวในยุครณรัฐ สามารถแยกความหมายได้ดังนี้

  • 负 (Fù) อ่านว่า ฟู่ หมายถึง แบก สะพาย หรือรับน้ำหนักไว้บนหลัง
  • 荆 (Jīng) อ่านว่า จิง หมายถึงไม้พุ่มกลุ่มจิง หรือกิ่งไม้ที่สามารถนำมาใช้ทำไม้เรียวสำหรับเฆี่ยนตี
  • 请罪 (Qǐng zuì) อ่านว่า ฉิ่งจุ้ย หมายถึง ขอรับผิด ขอรับโทษ หรือขอให้ลงโทษตนเอง

เมื่อนำมารวมกัน สำนวนนี้จึงมีความหมายตามตัวอักษรว่า “แบกไม้เรียวไปขอรับโทษ” โดยสื่อถึงการที่ผู้กระทำผิดยอมรับความผิดของตนเองอย่างจริงใจ และพร้อมให้อีกฝ่ายลงโทษโดยไม่คิดแก้ตัว

ปัจจุบันสำนวนนี้ยังใช้ในภาษาจีนเพื่อเปรียบเทียบถึงการขอโทษอย่างจริงใจ โดยไม่จำเป็นต้องถอดเสื้อหรือแบกกิ่งไม้ไปด้วยจริง ๆ

ภาพจากซีรีส์ ตำนานเจียหนาน

กิ่งไม้ที่ใช้แบกขอขมา ใช้กิ่งอะไร?

หลายคนเข้าใจว่า 荆 (จิง) หมายถึงกิ่งไม้ที่เต็มไปด้วยหนามแหลม เพราะภาพในละครและภาพประกอบบางแห่งมักแสดงให้เห็นตัวละครแบกกิ่งหนามขนาดใหญ่ไว้บนหลัง แต่ในบริบทของสำนวนจีนโบราณ คำนี้เกี่ยวข้องกับไม้เรียวที่ใช้สำหรับเฆี่ยนตีมากกว่า

ข้อมูลจากบทความเผยแพร่โดยสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมณฑลเหอหนาน อธิบายว่า ไม้ที่เกี่ยวข้องกับสำนวนฟู่จิงฉิ่งจุ้ย คือไม้กลุ่มหวงจิง (黄荆) และ จิงเถียว (荆条) ประเทศไทยเรียกไม้กลุ่มนี้ว่า คนทีเขมา ชื่อวิทยาศาสตร์ Vitex negundo

กิ่งของพืชกลุ่มนี้มีลักษณะเหนียวและโค้งงอได้ค่อนข้างดี จึงเหมาะกับการนำมาใช้ทำไม้เรียวหรือเครื่องมือสำหรับเฆี่ยนตีในอดีต คล้ายกับการใช้หวายเป็นไม้เรียวในบางพื้นที่ของประเทศไทย

ดังนั้น คำว่า “แบกกิ่งหนามขอขมา” ซึ่งพบในคำแปลภาษาไทยจึงเป็นคำเรียกที่เข้าใจได้ง่าย แต่หากต้องการอธิบายให้ตรงกับบริบททางประวัติศาสตร์ การใช้คำว่า “แบกไม้เรียวขอขมา” จะช่วยสื่อความหมายของสำนวนได้ชัดเจนกว่า เพราะไม่ได้มีหลักฐานว่ากิ่งไม้ที่แบกต้องมีหนามแหลมเสมอไป

กิ่งต้นคนทีเขมา

ต้นกำเนิดสำนวนแบกไม้เรียวขอขมา จากประวัติศาสตร์จีนยุครณรัฐ

เรื่องราวนี้มีต้นกำเนิดจากยุครณรัฐ (ช่วงปี 475-221 ก่อนคริสตกาล) เหตุการณ์ดังกล่าวปรากฏในหนังสือ สื่อจี้ (史记) หรือบันทึกประวัติศาสตร์ ผลงานของซือหม่าเชียน นักประวัติศาสตร์สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก โดยอยู่ในบทประวัติของ เหลียนพัว และ ลิ่นเซี่ยงหรู เล่มที่ 81

เรื่องราวเริ่มต้นจากบุคคลสำคัญสองคนของรัฐจ้าว ได้แก่ เหลียนพัว แม่ทัพผู้สร้างชื่อเสียงจากการทำสงคราม และ ลิ่นเซี่ยงหรู ขุนนางผู้มีสติปัญญาและความกล้าหาญด้านการเจรจาทางการทูต

ลิ่นเซี่ยงหรูสร้างผลงานสำคัญจากเหตุการณ์นำหยกเหอซื่อปี้กลับคืนรัฐจ้าว ซึ่งเป็นที่มาของสำนวน 完璧归赵 หรือ “คืนหยกอย่างสมบูรณ์” ก่อนจะสร้างชื่อเสียงอีกครั้งในการประชุมระหว่างกษัตริย์รัฐฉินและกษัตริย์รัฐจ้าวที่เมืองเหมี่ยนฉือ

ในการประชุมครั้งนั้น กษัตริย์รัฐฉินพยายามทำให้กษัตริย์รัฐจ้าวเสียเกียรติด้วยการให้บรรเลงเครื่องดนตรีต่อหน้าผู้อื่น และให้นักบันทึกประวัติศาสตร์ฝ่ายฉินจดเหตุการณ์ไว้ว่า “เจ้าแคว้นฉินมีบัญชาให้เจ้าแคว้นจ้าวเล่นกู่ฉิน” ราวกับเป็นรัฐจ้าวต้องทำตามคำสั่งของรัฐฉิน

ลิ่นเซี่ยงหรูจึงแก้สถานการณ์โดยขอให้กษัตริย์รัฐฉินเคาะเครื่องดนตรีที่เรียกว่า โฝ่ว (缶) และให้ฝ่ายรัฐจ้าวบันทึกเหตุการณ์เช่นเดียวกันว่า “เจ้าแคว้นฉินเล่นโฝ่วถวายเจ้าแคว้นจ้าว” เพื่อไม่ให้รัฐจ้าวถูกลดเกียรติฝ่ายเดียว เป็นการแก้เกมได้ทันท่วงที การกระทำดังกล่าวทำให้เขาได้รับความชื่นชมอย่างมาก เมื่อผู้ติดตามฝ่ายฉินทวงดินแดนคืนจากรัฐจ้าว ลิ่นเซี่ยงหรูก็ทวงขอคืนพื้นที่ที่รัฐฉินยึดไปเช่นกัน เรียกว่ามีไหวพริบไม่เป็นรองอีกฝ่าย 

แม่ทัพเหลียนพัวไม่พอใจ เหตุใดคนที่ใช้เพียงคำพูดจึงได้ตำแหน่งสูงกว่า?

หลังจากกลับมายังรัฐจ้าว ลิ่นเซี่ยงหรูได้รับการอวยยศเลื่อนตำแหน่งเป็นขุนนางชั้นสูง และมีลำดับศักดิ์สูงกว่าเหลียนพัว ทำให้แม่ทัพผู้ผ่านสงครามมามากมายรู้สึกไม่พอใจ

เหลียนพัวมองว่าตนเองต้องเสี่ยงชีวิตในสนามรบและสร้างผลงานทางทหารให้รัฐจ้าวมาอย่างยาวนาน แต่ลิ่นเซี่ยงหรูกลับได้รับตำแหน่งสูงกว่าเพียงเพราะความสามารถด้านการพูดและการเจรจา จึงประกาศว่าหากพบอีกฝ่ายเมื่อใด จะต้องทำให้อับอาย

เมื่อลิ่นเซี่ยงหรูทราบเรื่อง เขากลับไม่ตอบโต้ และเลือกหลีกเลี่ยงการพบหน้าเหลียนพัว บางครั้งถึงกับอ้างว่าป่วยเพื่อไม่ต้องเข้าร่วมประชุม ขณะที่บางครั้งเมื่อเห็นขบวนรถของเหลียนพัวอยู่บนถนน ก็สั่งให้คนรถหลบออกไปก่อน

การกระทำดังกล่าวทำให้ผู้ติดตามของลิ่นเซี่ยงหรูไม่พอใจ เพราะมองว่าเจ้านายของตนมีตำแหน่งสูงกว่า แต่กลับยอมถอยให้แม่ทัพเหลียนพัวอยู่เสมอ

คำตอบของลิ่นเซี่ยงหรู ทำให้แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ต้องละอายใจ

เมื่อผู้ติดตามตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงต้องเกรงกลัวเหลียนพัว ลิ่นเซี่ยงหรูอธิบายว่า เขาไม่ได้หวาดกลัวแม่ทัพผู้นี้ เพราะแม้แต่กษัตริย์รัฐฉินที่มีอำนาจมากกว่า เขายังกล้าเผชิญหน้ามาแล้ว

แต่สิ่งที่เขากังวลคือความมั่นคงของรัฐจ้าว เพราะรัฐฉินยังไม่กล้าเข้าโจมตีส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐจ้าวมีทั้งเหลียนพัวและลิ่นเซี่ยงหรู หากขุนนางสำคัญทั้งสองต้องแตกแยกกันเอง ก็เท่ากับเปิดโอกาสให้ศัตรูเข้ามารุกราน

ลิ่นเซี่ยงหรูจึงเลือกอดทนต่อคำดูหมิ่น เพราะเห็นว่าผลประโยชน์ของบ้านเมืองสำคัญกว่าความขัดแย้งส่วนตัว ซึ่งตรงกับข้อความในสื่อจี้ที่ว่า  “เหตุผลที่ข้าทำเช่นนี้ เพราะข้าให้ความสำคัญกับความเดือดร้อนของบ้านเมืองก่อนความแค้นส่วนตัว”

เมื่อคำพูดดังกล่าวไปถึงเหลียนพัว แม่ทัพผู้เคยโกรธเคืองลิ่นเซี่ยงหรูก็รู้สึกละอายใจอย่างมาก เพราะเพิ่งตระหนักได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้หลีกเลี่ยงเพราะความขลาดกลัว แต่เป็นการเสียสละศักดิ์ศรีส่วนตัวเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐจ้าว

เหลียนพัวถอดเสื้อ แบกไม้เรียวไปขอขมาด้วยตนเอง

หลังจากตระหนักถึงความผิดพลาด เหลียนพัวจึงตัดสินใจเดินทางไปยังบ้านของลิ่นเซี่ยงหรู โดยถอดเสื้อเปลือยท่อนบนและแบกกิ่งไม้ที่ใช้สำหรับเฆี่ยนตีไว้บนหลัง เพื่อแสดงว่าตนยอมรับความผิดและพร้อมรับโทษจากอีกฝ่าย

การเปลือยท่อนบนและแบกไม้เรียวเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการลดทิฐิ เพราะแม้เหลียนพัวจะเป็นแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ แต่ก็ยอมรับว่าตนเองทำผิด และพร้อมให้อีกฝ่ายลงโทษโดยไม่ถือศักดิ์ศรี

อย่างไรก็ตาม บันทึกสื่อจี้ไม่ได้ระบุว่าเหลียนพัวถูกเฆี่ยนตีจริง หรือคุกเข่าแบกกิ่งไม้เป็นเวลานาน รายละเอียดลักษณะนี้ที่ปรากฏในซีรีส์หรือภาพวาดบางชิ้นจึงอาจเป็นการดัดแปลงเพื่อเพิ่มอารมณ์และความเข้มข้นของเรื่องราว

จากคู่ขัดแย้ง กลายเป็นสหายที่ยอมร่วมเป็นร่วมตาย

เมื่อเหลียนพัวเดินทางมาขอขมา ลิ่นเซี่ยงหรูก็ยอมให้อภัย และทั้งสองปรับความเข้าใจกันได้ในที่สุด จากบุคคลที่เคยมีความขัดแย้งเรื่องตำแหน่งและศักดิ์ศรี กลับกลายเป็นสหายที่ไว้วางใจกันอย่างลึกซึ้ง

บันทึกสื่อจี้ใช้คำว่า 刎颈之交 (Wěn jǐng zhī jiāo) อ่านว่า เวิ่น จิ่ง จือ เจียว หมายถึงมิตรภาพที่แน่นแฟ้นถึงขั้นยอมร่วมเป็นร่วมตายกันได้ เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ของทั้งสอง 

ต่อมาเรื่องราวดังกล่าวได้รับการถ่ายทอดผ่านวรรณกรรม ภาพวาด การแสดง และสื่อบันเทิง จนภาพการแบกกิ่งไม้ขอขมากลายเป็นสัญลักษณ์ที่ผู้คนจดจำได้ง่าย และยังถูกนำกลับมาใช้ในซีรีส์จีนย้อนยุคหลายเรื่องในปัจจุบัน

ภาพจากซีรีส์ ปลดหน้ากาก

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล