วิจารณ์หนัง Lady in the Water
อีกแล้วเหรอ อีตา เอ็ม ไนท์
ประโยคแรกที่ผมพูดกับเพื่อนตอนดูหนังเรื่องนี้จบ เพราะแนวทางของหนังก็มาแบบเดิมๆของแก คือ ออกมาแบบตกใจๆ แต่ก็ไม่ใช่แบบโจ๋งครึ่ม ไม่มีผีตัวเป็นๆ ชัดๆ ให้คนดูเห็นเต็มๆ แต่มาแบบเนิบๆ ใช้ธีมหนังมืดๆ แล้วใส่ sound ตกใจ ให้น่ากลัว ส่วนเนื้อเรื่องก็ใช้การดำเนินไปแบบให้คนดูและตัวละครเข้าใจผิด แล้วมาหักมุมทีหลังให้อึ้งกันไปเหมือนเดิม
ผมรู้สึกว่า เอ็ม ไนท์ แกมีจินตนาการสูงมาก ในการจะเขียนบทและกำกับหนังสักเรื่อง แต่ตั้งแต่ในปี 1999 ที่ เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน ได้สร้างความประทับใจให้กับบรรดาผู้ชม ด้วยผลงานระทึกขวัญเรื่องดังระดับโลก The Sixth Sense เรื่องผีซับซ้อนที่เปี่ยมไปด้วยพลังความระทึกและสะเทือนอารมณ์อย่างเท่าเทียมกัน ผมก็ยังไม่เห็นว่า หนังเรื่องไหนของเขาจะสู้ The Sixth Sense ได้สักเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Unbreakable, Signs หรือ The Village แต่อย่างน้อยก็ต้องขอชมความสามารถในการเล่าเรื่องและลำดับเรื่องของผู้กำกับคนนี้ ที่สามารถนำเอานิทานก่อนนอนที่เขาแต่งขึ้นและเล่าให้ลูกๆ ฟัง มาทำเป็นหนังเรื่องหนึ่งที่มีความยาวสองชั่วโมงกว่าๆ ได้
เรื่องราวดำเนินไปเรื่อยๆ อยู่แต่ใน อพาร์ทเมนต์ The Cove ถูกเดินเรื่องด้วย ตัวเอกอย่าง คลีฟแลนด์ นำแสดงโดย พอล จิอาแมตติ ที่ได้บังเอิญมาพบพานกับสาวน้อย สตอรี่ ซึ่งเป็นมนุษย์น้ำ หรือเรียกว่า นาร์ฟ ตัวละครจากนิทานก่อนนอนโบราณที่เป็นตำนาน ที่ต้องการจะนำคำทำนายมาสู่มนุษย์ชาติอีกครั้งหลังจากโลกทั้งสองถูกแยกจากกันเมื่อนานมาแล้ว และเมื่อภารกิจสำเร็จ เธอก็ต้องหาวิธีกลับบ้านโดยความช่วยเหลือของตัวละครต่างๆ ที่มีชะตากรรมร่วมกัน ซึ่งการผจญภัยเพื่อหาทางกลับไปยังโลกของเธอนั้นมากไปด้วยอันตราย เต็มไปด้วยการเผชิญกับสัตว์ร้ายที่พยายามหยุดยั้งเธอ ในขณะที่คลีฟแลนด์และเพื่อนร่วมที่พักอาศัยของเขาต้องร่วมแรงกันต่อสู้กับความลึกลับแห่งชะตาของเธอ พวกเขาได้พบว่าต้องตกอยู่ในชะตากรรมแห่งการเป็นตัวละครในเรื่องราวไม่ธรรมดาที่กำลังเผยตัวตนในโลกแท้จริงที่อยู่รอบตัว
จุดที่ผมคิดว่า มันเป็นจุดอ่อนจุดหนึ่งของหนังคือ การที่หนังจะสื่อว่าคลีฟแลนด์เป็นคนปกปิดตัวเองมาก แต่ทำไมถึงไม่มีเหตุการณ์ที่มาสื่อมากกว่านี้ว่าทำไมเขาถึงต้องช่วย สตอรี่ แล้วทำไมทุกคนใน The Cove ถึงเชื่อเรื่องที่เขาพูด และเต็มใจที่จะช่วย เพราะเท่าที่ดู คนอื่นๆ นอกจาก ยัง-ซุน ก็ไม่มีใครที่พอจะคุ้นเคยกับ คลีฟแลนด์ มากสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะ กลุ่มเด็กวัยรุ่น 5 คนที่วันๆ เอาแต่นั่งเมา
การมีตัวละครไม่มากในเรื่อง ทำให้การคาดเดาเป็นไปได้ไม่ยาก เพราะตัวละครแต่ละตัว มีเอกลักษณ์บ่งบอกถึงคุณลักษณะของผู้ที่ต้องมีชะตากรรมร่วมกับ สตอรี่ ได้เกือบชัดเจน เพียงแต่ผู้กำกับพยายามจะผลักดันเนื้อเรื่องและโน้มน้าวให้คนดูไปเชื่อว่าเป็นตัวที่เขาต้องการหลอก แต่ถ้าใครสังเกตลักษณะของตัวละคร กับลักษณะของผู้ร่วมชะตากรรมที่ สตอรี่ บอกกับ คลีฟแลนด์ จะเห็นว่า มันเดาไม่ยากอย่างที่คิด พอถึงตอนเฉลย บางคนอาจจะบอกว่า ว่าแล้วว่าต้องเป็นตัวนี้
อีกส่วนที่ผมอยากชมที่ เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน จินตนาการสัตว์ประหลาดแต่ละตัวออกมาได้ดีมาก สิ่งที่คลีฟแลนด์และสตอรี่ต้องเผชิญ คือ สัตว์ที่มีลักษณะเหมือนหมาป่าตัวยักษ์ ที่มีขนปกคลุมเป็นใบไม้ ที่ชื่อว่า สครันท์ ซึ่งมันสามารถซ่อนตัวในสนามหญ้าได้โดยไม่มีใครเห็นและก็ต้องวิ่งหนีมันทุกครั้งที่ทั้งสองออกมานอกที่พัก, ลิงยักษ์ 3 ตัว ที่เป็นตัวควบคุม สครั้นท์ ให้อยู่ในกฎ ที่ชื่อว่า ทาร์-ทู-ทิค รวมไปถึง เกรทอีทลอน นกอินทรียักษ์ ที่มารับ สตอรี่ กลับบ้านในตอนท้ายเรื่อง ถือว่าเป็นสัตว์ที่ออกมาจากจินตนาการจริงๆ ถึงแม้ ทาร์-ทู-ทิค จะมีบทบาทน้อยไปนิด ซึ่งผมคิดว่าควรจะมีมากกว่านี้ หรือไม่แน่ นาย เอ็ม ไนท์ อาจคิดว่า ถ้าออกมาเร็วกว่านี้ เราอาจจะได้ดู ลิงกับหมาป่า สู้กันเหมือน ก็อตซิลล่า ปะทะ กามาร่า แน่ๆ
โดยรวมแล้ว หนังเรื่องนี้ถือว่า มาในสูตรหนังของ เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน เพียงแต่เปลี่ยนจาก ผี, มนุษย์ต่างดาว มาเป็นตัวประหลาด แต่ก็นับว่า เป็นเรื่องที่ดีกว่าเรื่องก่อนๆ ที่ผ่านมา ยกเว้น The Six Sense ที่ผมยกให้เป็นหนังสร้างชื่อของเขา ถ้าจะให้ดาว ผมขอให้ สามดาวจากห้าดาวครับ
บทวิจารณ์เป็นเพียงความเห็นส่วนบุคคล กรุณาตัดสินจากการชมภาพยนตร์ด้วยตัวเอง
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


