วิจารณ์หนัง: โคลิค เด็กเห็นผี

โคลิค เด็กเห็นผี การนำเอา หนังผีญี่ปุ่น + Final Destination เมื่อคืน ผมได้มีโอกาสไปดูหนังเรื่อง โคลิค เด็กเห็นผี หลังจากที่ผมไม่มีโอกาสได้ไปดูหนังเรื่องนี้ในรอบสื่อมวลชน ก่อนจะดู ผมยืนตัดสินใจอยู่นานว่า จะเสียเงินเข้าไปดูดีหรือไม่ เพราะที่ผ่านๆ มา หนังผีไทย ยังไม่มีเรื่องไหนโดนใจผมสักเท่าไหร่ นอกจาก The Shutter และแล้วผมก็ตัดสินใจซื้อบัตรเข้าไปดู โคลิค เป็นเรื่องเกี่ยวกับ แพรพลอย (พิมพ์พรรณ ชลายคุปต์) เออีสาวกับ ป้องภพ (วิทยา วสุไกรไพศาล) ผู้กำกับหนังโฆษณาหนุ่มไฟแรง ได้ตัดสินใจแต่งงานกันหลังจากที่แพรตั้งท้องโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ทั้งคู่จึงตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตและขยับขยายครอบครัวใหม่ด้วยการย้ายบ้านไปอาศัยอยู่กับแม่ของป้องภพแถบชานเมือง หลังจากการคลอดลูกกลับมาไม่นาน น้องปั้น (ลูก) ก็กลับส่งเสียงกรีดร้องออกมาอย่างรุนแรงและน่ากลัว หมอตั้งข้อสงสัยว่าน้องปั้นน่าจะเป็น โรคโคลิค ซึ่งเด็กที่เป็นโรคนี้จะร้องไห้อย่างรุนแรงและตรงเวลาเป็นประจำทุกวันโดยไม่สามารถหาสาเหตุและวิธีรักษาได้ แต่โดยปรกติโรคนี้จะหายไปเองเมื่อเด็กอายุ 3 ถึง 6 เดือน แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไปน้องปั้นก็ยังไม่หายจากโรคโคลิค ปั้นยังคงร้องไห้อย่างรุนแรงทุกวัน และดูเหมือนจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ทุกคนในครอบครัวและจีนซึ่งเข้ามาช่วยดูแลน้องปั้นต่างก็พบกับเรื่องราวประหลาด ๆ มากมาย ในครึ่งชั่วโมงแรกที่ผมนั่งดูไป ผมคิดในใจว่า งานนี้ผมคงผิดหวังอีกเหมือนเคย เพราะหนังเปิดเรื่องมาด้วยการปูให้ผู้ชมรู้จักกับตัวละครที่มีบทสำคัญนานพอสมควร เริ่มจาก 2 สามีภรรยา ป้องภพ และ แพรพลอย, จีน, แม่ของป้องภพ, และพี่เบญ ซึ่งทั้งหมดนี้ คือตัวละครที่มีส่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับน้องปั้น Sound ตกใจ และ มุมกล้อง ช่วยหนังเรื่องนี้ให้น่ากลัวขึ้นได้มาก โดยเฉพาะ ในฉากที่หนังต้องการให้บ้านของพี่เบญดูเป็นสถานที่ที่น่าสะพรึงกลัว เพราะในเรื่อง พี่เบญเป็นคนเสียสติจากการสูญเสียสามี แต่ผมไม่เข้าใจว่า ทำไม นางเอกถึงต้องอยากจะเข้าไปในบ้านหลังนั้นบ่อยๆ ทั้งที่ไม่มีเหตุผลอะไรที่เธอจะต้องเข้าไปนั่งเล่นหรือเดินเล่นอะไร พอผ่านพ้นครึ่งชั่วโมงแรกไป หนังเริ่มออกรสชาติตามที่หนังสยองขวัญสั่นประสาทควรจะเป็น อย่างที่ผมเขียนหัวข้อไว้ หนังเรื่องนี้เปรียบเหมือนการเอาสูตรความน่ากลัว ลึกลับ ที่ลงตัวของ หนังผีญี่ปุ่น มารวมกับลักษณะการตายของ Final Destination มารวมกัน กล่าวคือ ผู้ชมจะได้ลุ้นกับอะไรที่มันลึกลับและมองไม่เห็น บรรยากาศที่กดดันว่าอะไรจะโผล่มา Sound ประกอบที่ทำให้ลุ้นระทึก เหมือนในหนังผีญี่ปุ่น และเมื่อเริ่มจะมีตัวละครตายไปทีละคนๆ ทำให้คนดูลุ้นว่า ตัวละครตัวที่กำลังอยู่ในจอข้างหน้าเรา จะตายอย่างไร เพราะการตายของแต่ละตัว บอกได้คำเดียวว่า อี๋ยยยย มากๆ ซึ่งมันถือว่าเป็นอีกรสชาติที่คนดูที่ขวัญอ่อนคงจะรู้สึก คือ กลัวก็กลัว แต่ก็อยากรู้ว่า เขาจะตายแบบไหน และก็ได้ลุ้นอยู่ตลอดว่า ใครจะเป็นรายต่อไป ผมขอชมผู้กำกับว่า ถือว่าทำได้เยี่ยม ในการนำเอาสูตรหนังสองแบบมาผสมผสานกันอย่างลงตัว เพราะเท่าที่เคยดูหนังผีหรือหนังสยอง ระทึกขวัญ ของไทยมา ยังไม่เคยมีใครทำหนังแนวนี้ออกมา ส่วนใหญ่ ผีก็ผีเลย หรือระทึกก็ระทึกไปเลย แต่นี่ ผีระทึก ครับ เรียกได้ว่าครบครัน และสองฉากที่ผมชอบที่สุดคือ ฉากที่เด็กเอามือล้วงลงไปในเครื่องปั่นน้ำผลไม้และโดนปั่นจนมือแหลก และอีกฉากคือ ฉากที่จีนตาย สอว่า อี๋ยยยย ที่สุดในเรื่อง ในส่วนของนักแสดงหน้าใหม่ทั้งสองคนที่เป็นตัวละครหลัก คือ อั๋น วิทยา วสุไกรไพศาล แสดงเป็น ป้องภพ, และ เมย์ กุณฑีรา สัตตบงกช แสดงเป็น จีนถือว่าสอบผ่านเลยทีเดียว เพราะทั้งสองคนเล่นได้ค่อนข้างดีมาก อั๋น ก็เรียกได้ว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของนักแสดงหน้าใหม่ที่ไม่ใช่ท่อนไม้ ส่วน เมย์ ก็แสดงเป็นจีนได้ลื่นไหลจนเหมือนเป็นตัวเอง และตัว จีน ก็เป็นตัวละครที่ผมคิดว่า ตายได้อย่าง สยดสยองและทรมานมากที่สุดในเรื่องเลยทีเดียว โดยรวมแล้ว หนังเรื่องนี้เรียกว่า ถ้าคุณอยากได้หนังที่ทั้งน่ากลัว ลุ้นระทึก และ สยดสยอง ไปดูได้เลยครับ ผมแนะนำ จากการดูเรื่องนี้ทำให้ผมเริ่มคิดว่า หนังไทยดีๆ จากผู้กำกับใหม่ๆ ที่มีฝีมือ เริ่มจะผุดขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆแล้วครับ ผมให้ สามดาว จาก ห้าครับ แต่เตือนหน่อยนะครับว่า จากที่ค่ายหนังโปรโมทว่า ดูเรื่องนี้แล้ว คุณอาจจะรู้สึกกลัวเสียงเด็กร้องไห้ไปเลย แต่พอผมออกมาจากโรง ผมกลับคิดว่า คุณอาจจะปวดหูหรือรำคาญเสียงเด็กร้องไห้ไปเลยก็ได้ครับ บทวิจารณ์เป็นเพียงความเห็นส่วนบุคคล กรุณาตัดสินจากการชมภาพยนตร์ด้วยตัวเอง

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่เกี่ยวข้อง กับ ดูหนัง