ลูกตลกตกไม่ไกลต้น: สาระที่มาโดยไม่ได้คาดหมาย
หลังจากที่ผมได้ดูหนังที่มีการรวมนักแสดงตลกมากมายมาหลายเรื่องในช่วงปีสองปีหลังมานี้ ผมว่าความเชื่อที่ว่า ตลกกำกับหรือตลกเป็นคนสร้างหนังต้องเจ๊ง มันก็ออกไปจากความคิดใครหลายๆ คน โดยแนวโน้มมันเริ่มดีขึ้นตั้งแต่ บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยมของคุณหม่ำ จกม๊ก, หลวงพี่เท่ง ของคุณโน๊ต เชิญยิ้ม จนมาถึง โกยเถอะโยม ของคุณจตุรงค์ มกจ๊ก จะเห็นได้ว่ามีกระแสตอบรับที่ดีขึ้นมาก ไม่นับหนังที่ตกม้าตายอย่าง แหยม ยโสธร หรือ คนปีมะ แต่ก็นับเป็นมิติใหม่ของหนังไทย ที่มีผู้กำกับหน้าใหม่ในแนวคิดใหม่ๆของนักแสดงตลกเกิดขึ้นมา ซึ่งลูกตลกตกไม่ไกลต้น เป็นผลงานกำกับของลูกชาย โน้ต เชิญยิ้ม และเพื่อนๆ โดยมีโน๊ต เป็นผู้ควบคุมการสร้าง หรือเรียกว่าเป็นเหมือนคนคอยกำกับผู้กำกับอีกที
ลูกตลกตกไม่ไกลต้น เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับโรงเรียน 2 โรงเรียน ซึ่งใช้รั้วกลางรวมกัน โรงเรียนหนึ่งเป็นวัดโทรมๆ ส่วนโรงเรียนหนึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนหรูหรา ความแตกต่างของนักเรียน ครูและผู้ปกครองจึงแตกต่างกันในเรื่องฐานะอย่างชัดเจน จนกระทั่งเด็กนักเรียนเล็กๆ 2 คนซึ่งเป็นเพื่อนกันแต่อยู่กันคนละโรงเรียน กินไอศครีมหยอกล้อกันด้วยความสนุกสนาน แล้วอุบัติเหตุทางอารมณ์ก็เกิดขึ้น เมื่อรุ่นพี่ทั้ง 2 โรงเรียนเข้ามายุ่งด้วย จนเรื่องราวบานปลายไปถึงผู้ปกครองและครูใหญ่ทั้ง 2 โรงเรียนต้องพยายามไกล่เกลี่ยให้ความขัดแย้งลดลงเรื่องก็เหมือนจะจบลงด้วยดี แต่จากเรื่องเด็กๆ ก็กลับเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นไปอีกเมื่อครูทั้ง 2 โรงเรียนกลับเป็นฝ่ายทะเลาะกันเองจากการที่จะพยายามไกล่เกลี่ยก็กลายเป็นคุยข่มกัน ที่เคยจะจัดงานแข่งขันเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์กลับกลายเป็นการแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อชัยชนะการแข่งขันครั้งแรกดำเนินไปท่ามกลาวามขัดแย้งของเด็กทั้ง 2 โรงเรียน ในการแข่งขันครั้งที่ 2 จัดเป็นการแข่งขันดนตรีขึ้น อาจารย์ได้เรียกเด็กๆ ที่ก่อเรื่องมาฝึกดนตรีเพื่อเป็นตัวแทนในการแข่งขันครั้งต่อไป ในช่วงเวลาฝึกดนตรีกันนี่เองเด็กๆ ได้สนุกสนานร่วมกัน การแข่งขันครั้งที่ 2 จึงเป็นไปด้วยความราบรื่น เป็นการแข่งขันดนตรีที่เปลี่ยนแปลงไปโดยถนัดตา เพราะเด็กๆ ของทั้งสองโรงเรียน ร่วมเล่นดนตรีกันด้วยความสนุกสนาน การแข่งขันเพื่อชัยชนะจึงกลายเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ไปโดยปริยายด้วยตัวเด็กๆ เองส่วนครูใหญ่ทั้ง 2 โรงเรียนเห็นเหตุการณ์กลับกลายเป็นอย่างนี้ก็อายเด็กพากันจับมือและจบความขัดแย้งลง
หนังเดินไปตามแนวของหนังวัยรุ่นทั่วไป ตัวละครออกมาพร้อมๆกัน ตั้งแต่ทีแรก ใครเป็นใคร ใครอยู่ฝ่ายใคร จะมีก็มุขตลกแฝงอยู่ตลอดเพื่อไม่ให้คนดูเบื่อ แล้วก็ใช้ได้ผลซะด้วย เพราะว่านักแสดงลูกตลกต่างก็งัดมุขอันแพรวพราวไม่แพ้พ่อแม่ออกมาเล่นกันอย่างสนุกสนาน มุขถูกขนออกมาเล่นจนไม่มีตัวละครตัวไหนที่ดูแล้วไม่ขำ อีกทั้งยังมีมุขสนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของเหล่าพ่อตลกแม่ตลกอีก ยิ่งทำให้หนังดูเพลินและความสนุกก็ไหลลื่นมากขึ้น
แต่การไหลลื่นจนเกินไปในตอนต้นนี่แหละ ที่เป็นเหมือนการฆ่าตัวตาย เพราะพอผ่านพ้นจุดพีคของการฮาแตกไปแล้ว หนังเร่มเดินเข้าสู่เนื้อหาที่ผู้กำกับต้องการให้เป็นสาระมากกว่าความสนุก และเมื่อเข้าสู่สาระแล้ว กลับกลายเป็นสาระมากเกินความคาดหมาย ผมไม่ได้บอกว่าหนังที่มีสาระนั้นไม่ดี แต่บอกตรงๆ ตามความรู้สึกของคนดูที่ผมสังเกตได้ก็คือ คนส่วนใหญ่จะคาดหวังมาเพื่อดูหนังตลกมากกว่า แตก็กลายเป็นว่าได้ตรงความต้องการไปแค่ครึ่งเรื่องเท่านั้น เพราะเหมือนกับผู้กำกับกำหนดไว้ว่า อยากปล่อยอะไร ล่อยออกมา ผมให้คุณจนถึงกลางเรื่อง และมุขเด็ดๆ ที่คิดว่าน่าจะเป็นไฮไลท์ของมุขตลกในเรื่อง ก็ถูกตัดออกมาทำหนังตัวอย่างหมดแล้ว ก็เลยทำให้ช่วงหลังของหนัง มีแต่สาระล้วนๆ และหนังก็เดินอย่างอืดๆ เอื่อยๆ จนทำให้กลายเป็นน่าเบื่อไป
ในส่วนของนักแสดง ผมจะไม่ขอนับว่าทุกคนเป็นลูกตลก แต่ผมขอนับว่าเป็นนักแสดงหน้าใหม่ ยกเว้นก็แต่ น้ำ รพีพัฒน์ กับ ไผ่ พาทิศ และ เฟิร์น พิมพ์ชนก ที่มีผลงานออกมาให้เห็นก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งนักแสดงหน้าใหม่ทุกคนก็ทำหน้าที่กันได้เยี่ยมยอด ทั้งการต่อมุขหรือการเล่นร่วมกันเป็นกลุ่ม ทุกคนทำได้ค่อนข้างดี และก็ไม่แข็ง ซึ่งสำหรับนักแสดงหน้าใหม่ทำได้ขนาดนี้ก็ถือว่าเยี่ยมมาก ต้องยกเครดิตให้
โดยรวมของหนัง ผมชอบแค่ตอนต้นที่มีอะไรให้ฮาตลอด เพราะสิ่งที่ผมหวังไว้ตั้งแต่แรกคือความฮาที่จะได้จากหนังเรื่องนี้ แต่ช่วงหลังของเรื่องผมกลับนึกว่ากำลังดู Season Change อยู่ เพราะมีฉากจบคล้ายๆ กัน คือการแสดงดนตรีบนเวทีใหญ่ แต่หนังเรื่องนี้ก็ให้แง่คิดในหลายๆ ด้านกับผู้ชม เพราะมีสาระอัดแน่นอยู่มากกว่าที่คิด ทั้งในเรื่องเพื่อน รวมไปถึงเรื่องครอบครัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้รับกลับมามากขนาดนี้จากหนังตลกเรื่องหนึ่ง เรื่องนี้ผมให้คะแนนความตั้งใจ 2 ดาวครับ
บทวิจารณ์เป็นเพียงความเห็นส่วนบุคคล กรุณาตัดสินจากการชมภาพยนตร์ด้วยตัวเอง
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


