วิจารณ์หนัง The Wicker Man
ในปี 1973 The Wicker Man ออกฉายและกลายเป็นหนังคัลท์ที่มีคนชื่นชอบคลั่งไคล้เฉพาะกลุ่มมันเป็นหนังอังกฤษที่ถูกผู้กำกับชาวอเมริกัน นีล ลาบู้ท นำกลับมารีเมคใหม่อีกครั้งในแบบอเมริกัน ผลก็คือมันอาจจะเป็นหนังที่เปี่ยมด้วยความทะเยอทะยาน และรุ่มรวยด้วยสไตล์กว่าหนังแนวระทึกขวัญปัจจุบันทว่าคุณภาพกลับไปไม่ถึงต้นฉบับของเก่าซ้ำยังก่อให้เกิดเสียงหัวเราะคิกคักกว่าอาการหวาดผวาด้วยซ้ำไป
เราอาจจะเริ่มเห็นความทะแม่งขึ้นมาตะหงิดเมื่อสตูดิโอเจ้าของหนัง กลับไม่เปิดรอบสื่อมวลชน ทั้งที่เรื่องนี้ได้นักแสดงนำ 2 ออสการ์มานำแสดง บางกระแสบอกว่าเพราะคุณภาพของหนังไม่ค่อยเป็นที่น่าพอใจนัก จึงต้องหลบหลีกบรรดานักวิจารณ์ให้ดี อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเป็นเช่นนั้นมันคงกินเวลาไม่นานนักหรอกที่กระแสปากต่อปากจะส่งกลิ่นหึ่งโชยไปทั่ว และเหลือเพียงพวกยังภักดีกับหนังเวอร์ชั่นเดิมและคนที่อยากรู้อยากเห็นว่าหนังมันย่ำแย่อย่างไรเท่านั้นที่จะไปเข้าคิวซื้อตั๋วมาดู
ในอดีต นีล ลาบู้ทคือผู้กำกับที่ขึ้นชื่อเรื่องการสำรวจความสัมพันธ์เรื่องเพศ ระหว่างชายและหญิง ดังจะเห็นจากหนัง In the Company of Men และ Nurse Betty เราจะเห็นการใช้พลังทางเพศเข้ามาเป็นส่วนประกอบ ซ้ำบางทีเขายังถูกกล่าวหาว่าเป็น "พวกเกลียดผู้หญิง" อีกด้วย ในเรื่อง The Wicker Man เขานำเอาลักษณะส่วนตัวมาผสมผสานกับเรื่องราว โดยเล่าเรื่องตำรวจที่เข้าไปค้นหาเด็กสาวที่หายตัวไปอย่างลึกลับ เขาเดินทางมายังเกาะอันห่างไกลเพื่อจะพบกับชุมชนวิปริตป่าเถื่อน โดยหนังมีกลิ่นไอของ 'ความเป็นหญิง' ลอยล่องอยู่ด้วย
นายตำรวจแห่งแคลิฟอร์เนีย เอ็ดเวิร์ด มาลัส (นิโคลาสเคจ) ทำหน้าที่ตระเวนไปทั่วเมืองบนเบาะมอเตอร์ไซ์ เขาเห็นภาพอันน่าผวา เมื่อแม่และลูกสาวถูกเผากลายเป็นเถ้าถ่านในรถหลังจากประสบอุบัติเหตุ มันยังผลให้จิตใจอันเปราะบางของเขาแทบจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ จากนั้นเขาได้รับจดหมายจาก วิลโลว์ (เคท บีแฮน) สาวนัยตาเศร้า และเป็นอดีตคู่หมั่นผู้ทิ้งเขาไปเมื่อหลายปีก่อน เธอเขียนมาจากเกาะแห่งหนึ่งไกลออกไป โดยบอกว่า ลูกสาวของเธอหายตัวไป และอยากให้เขามาช่วยตามหา เมื่อรับรู้เช่นนั้น วิลโลว์จึงเดินทางไปยังดินแดนแปลกประหลาด โดยเผชิญหน้ากับอุปสรรคมากมาย
เขารู้สึกสับสนอลหม่าน เมื่อได้พบกับพิธีการเฉลิมฉลองทางเพศในเกาะแทบทุกหนทุกแห่งซึ่งมี ซิสเตอร์ซัมเมอร์ไอเซิล (เอลเลน เบอร์สตีน - โดยเวอร์ชั่นเก่าผู้แสดงเป็นชายคือ คริสโตเฟอร์ลี) เป็นผู้ทรงอำนาจของชุมชนนี้ หนึ่งในการฉลองเกี่ยวพันกับการสังเวยความบริสุทธิ์ด้วยผู้นำของที่นี่เป็นผู้หญิงและครองอำนาจสูงสุด ทำให้ผู้ชายกลายเป็นชนชั้นแรงงาน ไม่ต่างจากระบบชุมชนของผึ้ง ที่ผู้ชายต้องเป็นผึ้งงาน
เมื่อเข้าไปสืบเสาะตามล่าหาความจริง ทุกคนในชุมชนรวมถึง คุณหมอ (ฟรานเชสคอนรอย), พนักงานโรงแรม (ลีลี่ โซเบียสกี้) และ คุณครู (มอลลี่ ปาร์คเกอร์) กลับยืนยันว่าเด็กหญิงคนดังกล่าวไม่เคยมีอยู่จริง หรือถ้าหากมี เธอก็คงตายไปแล้ว แต่เอ็ดเวิร์ดก็ยังเดินหน้าหาความจริงต่อไป แม้เขาจะเป็นคนเปราะบางและง่ายต่อการถูกพายุอารมณ์พัดให้ไหวเอนนอกจากนั้น เขายังต้องพบกับผึ้งที่ปล่อยเหล็กใน และเกือบจะจมน้ำตาย ก่อนท้ายที่สุด เขาจะพบว่า เหตุผลที่เขาต้องมาอยู่บนเกาะแห่งนี้มันเป็นเรื่องชั่วช้าเกินกว่าจะจินตนาการได้...
ลาบู้ทซึ่งทั้งเขียนบทและกำกับไม่สามารถที่จะใช้ประโยชน์จากสถานที่่างไกลไร้ความคุ้นชินได้ดีนัก หนังเรื่องนี้อาจจะเป็นหนังที่เปี่ยมด้วยสไตล์ หรืออาจจะเป็นตลกร้ายก็ได้ โดยลาบู้ทเลือกอย่างหลังมันส่งผลให้บทบาทของนิโคลาส เคจในเรื่องนี้กลายเป็นคนที่ต้องแสดงปฏิกริยาโต้ตอบกับความพิลึกของสถานการณ์ที่ต้องเผชิญ ทว่าหนังได้ละเว้นเรื่องอารมณ์วาบหวิวและประเด็นทางศาสนาซึ่งเวอร์ชั่นเก่าทำเอาไว้ กลับหันมาสร้างอารมณ์ขบขันที่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดขึ้นหรือไม่ควรให้เกิดขึ้น (เขาพึมพำกับตัวเองว่า "บางอย่างเลวร้ายกำลังจะเกิดขึ้น ฉันรู้สึกถึงมันได้" อันที่จริง เรื่องเลวร้ายมันเกิดกับคุณพี่ไปเป็น 100 ครั้งแล้วมั้งครับ!) และเมื่อฉากที่จงใจให้เกิดอารมณ์ชวนตื่นตระหนกในไคลแม็กซ์ดำเนินมาถึง ทุกอย่างในหนังก็เละตุ้มเป๊ะเกินกว่าจะกู้กลับคืนมาได้
น่าเสียดายที่หลายส่วนของหนังทำออกมาได้ดี ไม่ว่าจะเป็นงานสร้างอันยอดเยี่ยม การถ่ายภาพอันงดงาม หรือดนตรีประกอบชวนขนลุก ไปจนถึงการคัดเลือกผู้แสดงสมทบชั้นดี แต่สรุปสุดท้าย ด้วยการแสดงอันแสนโอเว่อร์ของเคจ และการกำกับของลาบู้ทอันผิดทิศผิดทางก็พลอยทำให้หนังเข้าสู่หุบเหวแห่งหายนะ
CRITICS AVERAGE: C-
ข้อมูลจากนิตยสาร Starpics ฉบับวันที่ 2 กันยายน 2549
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


