BEYOND OUR KEN เมื่อหญิงร้ายเจอชายชั่ว
ในนิทานเลื่องชื่อส่วนใหญ่ที่เราทุกคนคุ้นเคย (และถูกนำไปดัดแปลงเป็นการ์ตูนอมตะโดยค่ายดิสนี่ย์) เช่น Snow White and the Seven Dwarfs และ Sleeping Beauty ผู้หญิง หรือเจ้าหญิง มักต้องเฝ้าคอยความช่วยเหลือกจากเจ้าชายอย่างไร้ทางเลือก เพื่อปลดปล่อยเธอจากคำสาปของแม่มด แล้วหลังจากนั้นทั้งสองก็จะได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันอย่างมีความสุขไปชั่วนิรันดร์
กระทั่งนิทานที่ดูเหมือนจะหัวก้าวหน้าขึ้นมาหน่อยอย่าง Cinderella ซึ่งตัวนางเอกของเรื่องไม่ได้นอนแหง็กรอคอยให้เจ้าชายมาจุมพิต แต่กลับพยายามสร้างฝันของตนให้เป็นจริง (ไปร่วมงานเลี้ยงในวัง) โดยได้รับความช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ จากนางฟ้าใจดีก็ยังไม่วายลงเอยด้วยการรอคอยให้เจ้าชาย (พร้อมรองเท้าแก้วในมือ) เดินทางมาตามหาเธอแล้วช่วยชีวิตเธอให้รอดพ้นจากเงื้อมเงาของแม่เลี้ยงใจร้ายอยู่ดี
นิทานเหล่านี้ รวมไปถึงนิยายโรแมนซ์ หนังรัก และที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือละครน้ำเน่าหลังข่าวแบบในเมืองไทยกับละครน้ำเน่าภาคกลางวันแบบในเมืองนอก ได้รวมหัวกัน 'ล้างสมอง' ผู้คนโดยเฉพาะผู้หญิง ให้หลงเชื่อในภาพลวงของ 'อัศวินม้าขาว' (หรือ 'อัศวินควายดำ' จากกรณีภาพลวงทางการเมืองของประเทศเล็ก ๆ ประเทศหนึ่งในทวีปเอเชีย ที่จะมาช่วยชีวิตของพวกเธอให้รอดพ้นจากความทุกข็ยากจำเจ)
ในทางจิตวิทยา ได้มีการคิดค้นคำว่า Cinderella Complex ขึ้นมาสำหรับอธิบายแรงปรารถนาที่จะพึ่งพิง หรือได้รับการดูแลเอาใจใส่จากคนอื่น และหวาดกลัวการยืนหยัดบนลำแข้งของตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในหมู่เพศหญิงแถมยังจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ตามอายุที่เพิ่มขึ้นจุดกำเนิดของคำดังกล่าว คือตัวเอกในนิทานเรื่อง Cinderella ซึ่งเป็นผู้หญิงสวย ฉลาด และสุภาพอ่อนโยน แต่กลับไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ และต้องรอคอยความช่วยเหลือจากพลังภายนอก (เจ้าชาย) มาทำให้เธอได้พบกับความสุข สมหวัง ส่วนตัวละครผู้หญิงที่ทรงพลังและเข้มแข็ง กลับถูกวาดภาพให้เป็นนังวายร้ายควรค่าแก่การเกลียดชัง (แม่เลี้ยง)
ชื่อภาษาจีนของหนังเรื่อง Beyond Our Ken สามารถแปลตรงตัวคร่าว ๆ ได้ว่า "บันทึกการแก้แค้นของเจ้าหญิง" ซึ่งบ่งชี้ความนัยถึภาพลวงข้างต้นเกี่ยวกับ 'เจ้าหญิง' และ 'เจ้าชาย'
จริงอยู่ บุคลิกของ หลัน (เถาหง) และ ชิง (จิลเลี่ยน ชุง) อาจแตกต่างกันประดุจฟ้ากับเหว คนแรกดูสดใสร่าเริง ชอบเข้าสังคม ส่วนคนหลังกลับดูเงียบขรึม เก็บตัว และหมกมุ่น แต่สิ่งหนึ่งที่หนังทำให้คนดูตระหนักได้อย่างรวดเร็ว คือทั้งสองล้วนมีงานที่น่าเบื่อ ซ้ำซากและจำเจหลังทำงานเป็นพนักงานบริการในบาร์คาราโอเกะแห่งหนึ่ง ส่วนชิงเป็นครูสอนภาษาพวกเธอทั้งสองดูไม่ค่อยมีความสุขกับงานเท่าไหร่เหมือนเจ้าหญิงที่กำลังรอคอยการช่วยเหลือของเจ้าชายขี่ม้าขาว
บางทีมายาคติดังกล่าวนี่เอง ที่ทำให้หลันและชิง ตกหลุมรัก เคน (แดเนี่ยล วู) ซึ่งใช้ประโยคเด็ดแบบเดียวกันในการจีบสาวทั้งสองได้สำเร็จ (และอาจหมายรวมถึงสาว ๆ อีกหลายคน) ในประโยคเด็ด เคนเลือกใช้คำว่า "rescue" ซึ่งมีความหมายโดยตรงเกี่ยวข้องกับอาชีพของเขา (เคนเป็นพนักงานดับเพลิง) และความหมายโดยอ้อมเกี่ยวโยงถึงภาพลวงของเจ้าชายขี่ม้าขาว
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ผู้หญิงทั้งสองหลงเชื่อว่า เคนอาจเป็นเจ้าชายที่พวกเธอเฝ้ารอคอยมานาน เจ้าชายที่จะช่วยพวกเธอให้หลุดพ้นจากชีวิตอันน่าเบื่อ
อย่างไรก็ตาม โลกแห่งความจริงดูเหมือนจะตรงกันข้ามกับโลกของนิทานอย่างสิ้นเชิง เมื่อปรากฏว่าเจ้าชายคนนี้ไม่ได้ขี่ม้าขาว แต่ขี่รถดับเพลิงไม่มีปราสาท แต่พักอยู่ในอพาร์ทเมนท์คับแคบกับคุณแม่แก่ ๆ ที่เริ่มเลอะ ๆ เลือน ๆ และไม่เคยคิดจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกับใครคนเดียวไปชั่วนิรันดร์ แต่เห็นความสัมพันธ์เป็นแค่เซ็กซ์แสนสนุก ซึ่งเขาสามารถเก็บบันทึกเป็นสถิติเอาไว้ได้ในเครื่องคอมพิวเตอร์
อุดมคติของหลันคงเริ่มพังทลายลงมาก่อน หลังจากเธอพบว่าเคนคบหาชิงอยู่ก่อนแล้ว แถมยังยินยอมที่จะเล่นบทรักกับชิงในห้องนอน (เมื่อชิงแวะมาเซอร์ไพรซ์โดยไม่บอกล่วงหน้า) ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าหลันกำลังแอบซ่อนอยู่ใต้เตียง และคงด้วยเหตุนี้เอง เธอจึงตอบตกลงช่วยเหลือชิง และที่สำคัญคือ 'หลงเชื่อ' ชิง เมื่อฝ่ายหลังบอกว่า เคนแอบนำรูปโป๊ของเธอมาเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ท จนทำให้เธอถูกไล่ออกจากโรงเรียน พร้อมทั้งเตือนหลันว่า เธออาจตกเป็นเหยื่อรายต่อไปของเคน
ภาพลวงเกี่ยวกับเจ้าชายขี่ม้าขาวของชิงดูเหมือนจะล่มสลายลงช้ากว่า นั่นคือ ในวันที่เคนขอเลิกกับเธอโดยปราศจากเหตุผลใด ๆ ความเจ็บแค้น สับสน และอับอาย ทำให้เธอวางแผน 'เอาคืน' แต่สุดท้าย สิ่งที่เธอได้รับตอบแทนกลับกลายเป็นคมมีด ที่กรีดลึกภาพมายาคติให้แหลกละเอียดจนไม่เหลือชิ้นดี เมื่อคำสารภาพของหลันเปิดเผยให้ชิงรับทราบว่า เคนแอบนอกใจเธอมานาน ก่อนเขาจะบอกเลิกกับเธออย่างเป็นทางการเสียอีก
ตลอดเวลาหนึ่งชั่วโมงกว่า Beyond Our Ken ทำท่าจะเป็นหนังด่าผู้ชาย ว่านอกจากจะเลวกว่าหมาแล้ว ยัง 'ขี้เอา' อย่าบอกใครเพราะยิ่งหลันกับชิงได้พูดคุยกันมากเท่าไหร่ พวกเธอ (และคนดู) ก็ยิ่งมองเห็นตัวตนของเคนมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะแง่มุมอันเลยร้ายเคนเห็นผู้หญิงเป็นเหมือนของสะสม (แบบเดียวกับบรรดาตุ๊กตุ่นตุ๊กตาทั้งหลายในห้องนอนเขา) ดังนั้น เขาจึงชอบถ่ายรูปของพวกเธอทุกคนเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ ผู้หญิงแต่ละคนดูไม่แตกต่างกันสำหรับเขา เขาเลยชอบใช้ประโยคเดิม ๆ ในการตามจีบพวกเธอ และกระทำหลาย ๆ อย่างแบบเดียวกัน ราวกับมันเป็นกิจวัตร
ขณะคนดูเริ่มรู้สึกแยกกับตัวละครอย่างเคนมากขึ้นเรื่อย ๆ ความสัมพันธ์ระหว่างชิงกับหลันก็ดูจะพัฒนาก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องจนบางครั้งเริ่มเบี่ยงเบนเข้าสู่ขอบเขตของโฮโมอีโรติก เช่น เมื่อพวกเธอขี่มอเตอร์ไซค์ชมเมือง หรือเมื่อหลันพาชิงไปแนะนำกับพ่อแม่หนังเหมือนจะชี้นำไปในทางที่ว่า ความสัมพันธ์อันปราศจากเรื่องเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง (หรือมิตรภาพระหว่างเพื่อน) มักเต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงใจและจีรังยั่งยืนกว่า แนวคิดดังกล่าวสะท้อนออกมาในบทสนทนาตอนหนึ่งของหลันกับชิง เกี่ยวกับความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างตุ๊กตาบาร์บี้กับเคน โดยหลันให้ความเห็นว่า มันเป็นเพราะตุ๊กตาเคนไม่มี 'เจ้าโลก' นั่นเอง
แต่ความสัมพันธ์ระหว่างหญิงสาวสองคนที่เคยหลงรักผู้ชายคนเดียวกันนั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริงใจอย่างแท้จริงหรือ!?
บทหักมุมของหนังได้เปิดเผยให้เห็นว่าบุคคลทั้งสองล้วนกุมความลับสำคัญที่ไม่อยากเปิดเผยให้อีกฝ่ายรับรู้เอาไว้ โดยคนหนึ่งกุเรื่องทั้งหมดขึ้นเพียงเพื่อจะได้แก้แค้นอดีตแฟนหนุ่ม ส่วนอีกคนก็ยอมเล่นละครไปตามบท เพียงเพื่อจะรอโอกาสแก้แค้นอดีตคนรักของแฟนหนุ่ม
หลังจากบอกเล่าและตอกย้ำคนดูให้ตระหนักอย่างชัดเจนมาเกือบตลอดทั้งเรื่องว่า เจ้าชายขี่ม้าขาวแบบที่พวกเราหลายคนตั้งตาคอยนั้น ไม่มีอยู่จริง... Beyond Our Ken ก็ได้เปิดเผยมุมมองอันเยาะหยันยิ่งขึ้นในอีกระดับระหว่างช่วงสิบห้านาทีสุดท้ายของการพลิกผัน ด้วยการสะท้อนข้อเท็จจริงในมุมกลับว่า ผู้หญิงที่อ่อนหวานและดีงามอย่างซินเดอเรลล่านั้น ก็ไม่มีอยู่จริง เช่นกัน... เพราะโดยเบื้องลึกแล้ว หลันและชิงไม่ได้แค่ต้องการจะแก้แค้นเคนเท่านั้น แต่พวกเธอยังปราถนาจะทำร้าย 'ผู้หญิง (อื่น) ของเคน' ด้วย ประหนึ่งว่าหากพวกเธอไม่มีความสุขแล้ว คนอื่นก็อย่าหวังจะได้ชื่นมื่นรื่นรมย์อย่างเด็ดขาด
ตอนจบของหนัง เหมือนจะเป็นบทสรุปให้เห็นว่า โลกเราไม่มีทั้ง 'เจ้าชาย' และ 'เจ้าหญิง' มีแต่เพียง "bastards" กับ "bitches" เท่านั้น!!!!
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าผู้กำกับ เอ็ดมอนด์ แปง จะไร้ความหวังต่อมนุษย์เสียทีเดียว กล่าวคือ หลังจากสองสาวได้แสดงธาตุแท้ของตนให้อีกฝ่ายประจักษ์ พวกเธอกลับไม่ได้ลุกขึ้นมาตบกัน หรือฆ่าแกงอีกฝ่ายให้แดดิ้นหรือลุกเดินหนีจากไปอย่างไร้เยื่อใย ตรงกันข้าม เนื่องจากต่างฝ่ายต่างก็มีความลับเหมือนกัน การหักมุมสองตลบในตอนจบของหนัง จึงทำให้พวกเธอ 'เอาคืน' กันได้แบบไม่มีใครต้องรับบทเป็นเหยื่อผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง และพร้อมสำหรับการเริ่มต้นใหม่
ชื่อหนังภาษาอังกฤษถูกตั้งขึ้นอย่างชาญฉลาดและให้แง่มุมได้หลากหลายความนัยโดยตรงของมัน คือสภาพจิตใจของสองสาวในช่วงท้าย ที่สามารถทลายกำแพงแห่งภาพลวงลงได้ และก้าวข้ามจากความสัมพันธ์อันล้มเหลวในอดีต (Ken ในที่นี้หมายถึงชื่อตัวละครชายในเรื่อง) ขณะเดียวกัน มันยังสะท้อนให้เห็นอนาคตอันไม่แน่นอนแห่งสัมพันธภาพระหว่างหลันกับชิง ซึ่งคนดูไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะดำเนินต่อไป หรือหยุดชะงัก อีกด้วย (Ken ในที่นี้หมายถึงความเข้าใจ หรือ Understanding)
และบางที ชื่อหนังอาจบ่งบอกสาระเป็นนัย ๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์และความรัก ว่ามัน 'อยู่นอกเหนือความเข้าใจของเรา' จนไม่อาจคาดเดาอะไรได้ด้วยเหตุนี้เอง ไม่เพียงการวาดฝันถึงเจ้าหญิงกับเจ้าชายเท่านั้นที่เป็นเรื่องน่าหัวเราะเยาะ แต่มันยังหมายรวมถึงมายาคติแห่งาความสุข 'ชั่วนิรันดร์' ด้วย
ข้อมูลจากนิตยสาร Starpics ฉบับวันที่ 1 ตุลาคม 2549
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



