ย้อนผลงานสยิว "ฟ่านปิงปิง" ที่เคยถูกแบน จนสะเทือนวงการ แต่เธอกลับมาได้!

เกือบหลับแต่กลับมาได้! เปิดตํานาน "ฟ่านปิงปิง" กับผลงานสยิว Lost in Beijing ที่เคยถูกแบนจนสะเทือนวงการ
หากเอ่ยชื่อของ "ฟ่านปิงปิง" (Fan Bingbing) นางพญาแห่งวงการบันเทิงจีน หลายคนคงนึกถึงภาพลักษณ์ที่หรูหรา สง่างาม และผลงานระดับฮอลลีวูดอย่าง X-Men: Days of Future Past แต่เบื้องหลังความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ เธอเคยผ่านมรสุมข่าวฉาวที่เกือบทำให้อาชีพต้องสะดุด โดยเฉพาะผลงานภาพยนตร์ดราม่าสะท้อนสังคมเรื่อง Lost in Beijing ที่กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดในยุคหนึ่ง
เส้นทางของซูเปอร์สตาร์หญิงรายนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป จากรายงานของสื่อบันเทิงระดับโลกอย่าง Variety และ The Seattle Times ได้ย้อนรอยเหตุการณ์สำคัญเมื่อปี 2007 ที่ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวถูกสั่งแบนในประเทศจีน เนื่องจากมีเนื้อหาที่ล่อแหลมและฉากเปลือยที่สมจริงเกินกว่าที่กองเซ็นเซอร์จะรับได้

Lost in Beijing ผลงานที่ท้าทายขอบเขตศีลธรรม
ภาพยนตร์เรื่อง Lost in Beijing (2007) กำกับการแสดงโดย Li Yu เป็นผลงานที่ตั้งใจตีแผ่ชีวิตของชนชั้นแรงงานและการอพยพย้ายถิ่นฐานในเมืองใหญ่ของจีน แต่สิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักคือ ฉากเลิฟซีนที่ดุเดือดและการนำเสนอประเด็นสังคมที่ละเอียดอ่อน
ข้อมูลจาก The Seattle Times ระบุว่า แม้ภาพยนตร์เรื่องนี้จะได้รับคัดเลือกให้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน (Berlin International Film Festival) แต่กลับต้องเผชิญกับแรงต้านมหาศาลในบ้านเกิด ฉากที่มีการเปลือยและการแสดงออกทางเพศที่ชัดเจนของฟ่านปิงปิง กลายเป็นหัวข้อถกเถียงว่านี่คือศิลปะหรืออนาจาร

คำสั่งแบนและผลกระทบที่ตามมา
ความร้อนแรงของเนื้อหาทำให้หน่วยงานกำกับดูแลสื่อของจีนในขณะนั้น (SARFT) ตัดสินใจใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด โดยรายงานจาก Variety เปิดเผยว่า ทางการจีนได้สั่งแบนภาพยนตร์เรื่องนี้เนื่องจากมีเนื้อหาที่เข้าข่าย "ลามกอนาจาร" รวมถึงมีการนำเสนอฉากที่ผิดกฎหมายและขัดต่อศีลธรรมอันดี

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากคำสั่งแบนในครั้งนั้น ส่งผลให้เกิดบทลงโทษที่รุนแรงต่อทีมงานเบื้องหลัง ดังนี้:
- บริษัทผู้สร้างภาพยนตร์ถูกสั่งห้ามผลิตภาพยนตร์เป็นเวลา 2 ปี
- ผู้กำกับ Li Yu ถูกสั่งห้ามถ่ายทำภาพยนตร์ในจีนแผ่นดินใหญ่เป็นเวลา 2 ปี
- มีการกล่าวหาว่าผู้สร้างพยายามเผยแพร่คลิปวิดีโอที่ไม่ผ่านการเซ็นเซอร์ลงในโลกออนไลน์
แม้ว่าตัวของ ฟ่านปิงปิง จะไม่ได้รับโทษแบนโดยตรงเหมือนกับผู้กำกับ แต่ชื่อเสียงของเธอก็ถูกจับตามองและวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในช่วงเวลานั้น อย่างไรก็ตาม ด้วยความสามารถและการวางตัว ทำให้เธอสามารถก้าวข้ามดราม่าและกลับมาผงาดในวงการได้อีกครั้ง ซึ่งต่างจากกรณีของนักแสดงหญิงรายอื่นอย่าง ถังเหว่ย (Tang Wei) ที่เคยถูกแบนจากสื่อจีนหลังแสดงภาพยนตร์ Lust, Caution

มรสุมลูกใหญ่ปี 2018 และการกลับมาอีกครั้ง
แม้จะรอดพ้นจากดราม่าหนังฉาวมาได้ แต่ฟ่านปิงปิงก็ต้องเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตในปี 2018 จากคดีเลี่ยงภาษี สำนักข่าว NBC News รายงานว่า การหายตัวไปอย่างลึกลับของเธอในช่วงเวลานั้นสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก ก่อนที่จะมีการเปิดเผยว่าเธอถูกทางการจีนตรวจสอบและสั่งปรับเงินมหาศาลกว่า 883 ล้านหยวน (ประมาณ 4,000 ล้านบาท)
บทความจาก Yahoo Entertainment วิเคราะห์ว่า เหตุการณ์ภาษีครั้งนั้นส่งผลกระทบต่ออาชีพของเธอรุนแรงกว่ากรณีภาพยนตร์ Lost in Beijing มาก เพราะทำให้เธอต้องหายหน้าไปจากวงการบันเทิงพักใหญ่ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันฟ่านปิงปิงได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเธอยังคงเป็นดาวค้างฟ้า โดยเริ่มกลับมาปรากฏตัวในงานอีเวนต์ระดับโลกและมีผลงานการแสดงในต่างประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งที่สมกับฉายานางพญาแห่งแดนมังกร
สรุป
เส้นทางของ ฟ่านปิงปิง คือบทพิสูจน์ว่าในวงการบันเทิงไม่มีอะไรแน่นอน จากดราม่าภาพยนตร์ Lost in Beijing ที่ท้าทายกฎระเบียบ สู่คดีภาษีที่เกือบทำให้อนาคตดับวูบ แต่เธอก็สามารถ "กลับมาได้" ทุกครั้ง ด้วยฝีมือการแสดงและฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่น ทำให้เธอยังคงเป็นหนึ่งในซูเปอร์สตาร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของเอเชีย
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี