ศรัณยู วงษ์กระจ่าง กับ "The Passion" หนังที่อาจจะไม่ได้ฉายในไทย
"ใครที่ทนเห็นเลือด ความรุนแรง หรือความจริงที่ผู้หญิงคนหนึ่งต้องหนีตาย โดยการเอาตัวรอดทุกอย่าง ต้องกระโปรงหลุดหรืออะไรอย่างนี้ไม่ได้ ก็ไม่ต้องดู"" "ศรัณยู วงษ์กระจ่าง" พูดถึง "อำมหิต พิศวาส (The Passion)" ภาพยนตร์ที่หยิบยกเอาด้านมืดของสังคมที่ผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องหนีจากการตามล่าของคนเลวคนหนึ่งมาตีแผ่
"เราไม่ได้เอาความรุนแรงมาขาย แต่ว่ามันคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมนี้ ซึ่งหาได้ไม่ยากเลย ข้อมูลที่ศึกษาเพื่อจะนำมาทำเรื่องนี้ไม่ต้องเข้าห้องสมุด ไม่ต้องทำรีเสิร์ช มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะหยิบความเลวร้ายชิ้นไหนออกมาเล่าต่างหาก" เขาบอก
และเล่าด้วยว่า ถึงตอนนี้เขายังไม่รู้ว่าหนังเรื่องนี้จะได้รับอนุญาตให้ฉายในบ้านเราหรือไม่ แต่ถึงคำตอบจากคณะกรรมการเซ็นเซอร์คือคำว่า "ไม่" ก็ไม่เป็นไร เพราะตั้งแต่เริ่มแรก ก่อนจะลงมือทำเป้าหมายที่ผู้อำนวยการสร้าง "เสี่ยเจียง สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ" แห่งสหมงคลให้ไว้ คือ "จะขายนอก" ฉะนั้นรายได้ในไทยจึงเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น
"เรื่องได้ฉายในไทยหรือเปล่า เป็นเรื่องของบริษัท โจทย์ผมคือทำหนังแนวรุนแรงและขายนอก ดังนั้น สมมุติว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้ฉายในไทย ผมก็ไม่ได้ทำอะไรผิด"
ขณะเดียวกันก็คงโทษใครไม่ได้ เพราะแม้จะเรียกร้องกันมานานขนาดไหน แต่ถึงวันนี้ในเมืองไทยก็ยังไม่มีการจัดเรตด้านภาพยนตร์กันเสียที
"ดังนั้น ถ้าเรื่องนี้ไม่ได้ฉายก็ต้องยอมรับ และบันทึกกันไปว่า ณ เวลานี้สังคมต้องการอย่างนี้ แล้วต่อไปเสี่ยกับผมคงต้องคุยกันว่าจะทำหนังเชิดชูศาสนา" เขาพูดเหมือนประชด
ก่อนจะว่า "ถ้าสมมุติเสี่ยบอกกับผมว่าจะทำเรื่องนี้ให้แรงเลย มีปล้ำ ข่มขืน ฆ่ากันให้ตาย เพื่อจะฉายในวันเด็ก ก็คงต้องคุย คัดค้าน และไม่ทำ เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้ เรื่องอะไรจะทำหนังแบบนี้ให้เด็กดู หรือถ้าหนังเรื่องนี้มันห่วยแตก ไม่ควรฉายเลย อันนี้ก็ต้องยอมรับ แต่ถ้ามันไปอยู่อีกสังคมหนึ่งที่เขาบริโภคหนังประเภทนี้ได้มันก็เป็นหนทาง เพราะฉะนั้นผมทำตามวิถีของหนังเรื่องนี้แล้วและมันก็จบแล้ว ส่วนตัวหนังจะไปได้แค่ไหนสภาพความเป็นจริงในสังคมจะเป็นตัวบอก
"ซึ่งถ้าสังคมเรียนรู้ตรงนี้แล้วสะท้อนชัดเจน งั้นนับตั้งแต่วันนี้เรามารณรงค์จัดเรตหนังดีกว่าไหม ตรงนั้นละที่จะเป็นคุณูปการกับสังคม สังคมจะมีทางออกชัดเจนว่าเราอยากได้อย่างไร เพราะถ้ามันไม่ชัดเจนอยู่อย่างนี้ คนที่เขาทำหนังเพื่อหวังกำไร เขาก็ไม่ได้คิดจะทำแล้วฉายในไทยอย่างเดียวแล้ว เขาอยากจะขายนอก ดังนั้น ถ้าทำหนังเชิดชูเด็กเล็กๆ ซึ่งเขารู้อยู่แล้วว่าฉายนอกไม่ได้กับทำหนังที่ฉายนอกได้เงินเป็นล้านเหรียญ เขาจะเลือกแบบไหน ถูกไหม? ทีนี้พอเรารู้อย่างนี้ พอห่วงสังคมเรา เราก็มาตั้งเรตหนังไหม"
ย้อนกลับมาที่ตัวหนัง ศรัณยูบอกว่า นี่คืองานที่ได้อย่างใจเขา 100%
"ไม่มีเฟรมไหน วินาทีไหนหรือฉากไหนที่เราไม่ได้ตั้งใจ หรือโอ๊ย! ไม่น่าเลย คือความที่หนังเราทุนไม่มาก เราจึงใช้เวลาทำงานบนโต๊ะกันหนักมาก แล้วทุกขั้นตอนที่เราวางแผนบนโต๊ะมันก็ปรากฏบนแผ่นฟิล์ม
"ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้มีความเป็นสากล ถ้าเขาชอบหนังแนวนี้ สนุกกับการติดตามการเอาตัวรอดในทุกวิถีทาง และชอบในความเป็นออริจินอลของหนังที่ไม่ได้เลียนแบบใคร
""ผมเชื่อว่าเขาต้องคิดว่าหนังเรื่องนี้สนุก""
"เราคิดคนละอย่าง"
สำหรับงานละครโทรทัศน์ที่เคยจับมานั้น ศรัณยูประกาศชัด
"ถ้าการสร้างยังเป็นแบบเดิม ผมก็ไม่ทำ
"ถ้าต้องไปหาซื้อเรื่องนวนิยายใหม่ๆ ตั้งแต่เขายังเขียนไม่จบ ผมก็ไม่มีเงินไปแย่งซื้อกับคนอื่น หรือให้เสนอไป 4-5 เรื่อง แล้วให้เขาเลือกสักเรื่องสองเรื่อง หรือว่าถ่ายเรื่องนี้ 10% ต้องไปเตรียมทำเรื่องใหม่ ต้องรีบทำให้เสร็จเร็วๆ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ทำไม่ได้ ไม่ทำเด็ดขาด
"เพราะฉะนั้นถ้าจะทำละครก็คงจะทำเรื่องที่มันเป็นวาระพิเศษแบบ 3 ตอนจบ 5 ชั่วโมงจบ เพราะละครแบบนี้ช่องไม่เห็นเข้ามายุ่งเลย
"คือผมไม่ได้คิดอย่างที่วงการละคร ผู้บริหารสถานี หรือเจ้าของเวลาคิดอยู่ แต่คิดคนละอย่างโดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะไปทำอย่างที่ไม่ได้คิด จะบอกว่าสิ้นหวังก็ได้ แต่ว่าไม่ได้หมายถึงว่า เรารู้สึกว่าตรงนั้นไม่ดี แล้วเราดี ไม่ใช่ เพียงแต่เราคิดคนละอย่าง
"ครั้งหนึ่งเราเคยหวังว่าทีวีจะมีพื้นที่ให้ทำในแบบที่เราคิด ซึ่งต่างจากคนอื่น และน่าจะเป็นตัวเลือกสำหรับคนดู เราหวังอย่างนั้น แต่พอทำไปมันไม่เป็นผล เขาไม่ได้ต้องการอะไรแบบนี้
"อีกอย่างสิ่งที่เขาคิดอยู่มันก็เป็นจริง ว่าไม่ต้องคิดอะไรมากกว่านี้ ทีวีก็แค่นี้ ดูแล้วดูผ่าน หรือถ้าเชื่อว่าแป๊บเดียวเดี๋ยวคนไปฉี่ก็ลืมแล้ว ความคิดอย่างนี้ผมรับไม่ได้เด็ดขาด เพราะงานก็คือสัจจะ ถึงแม้ว่ามันจะผ่านไปแล้ว แต่ผลงานมันยังอยู่ ผมเชื่ออย่างนี้ เมื่อเชื่ออย่างนี้การทำงานก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งบางคนก็มองว่ามันยุ่งยาก ทำไปทำไม ไม่คุ้ม คิดอย่างนี้ผมก็ไม่ทำ" นี่พูดในฐานะผู้จัดละคร
แต่ในฐานะนักแสดงยิ่งแล้วใหญ่
"ไม่มีใครจ้างผมเล่นหรอก" เขาบอก
"ผมคงไม่อยู่ในข่ายของพระเอกละครโทรทัศน์ยุคนี้ที่ต้องขายแฟนเด็กเยอะๆ และมีหลายๆ อย่างที่ไม่น่าจะใช่ผม
"ผมเองเวลาทำงานก็ใช้มาตรฐานเดิม คือเวลามีคนติดต่อก็จะขอดูบท แต่เดี๋ยวนี้อุตสาหกรรมมันเป็นแบบบทยังไม่มี มีแต่เรื่องย่อแล้วก็เสนอชื่อนักแสดงไป เราไม่ได้ทำงานแบบนั้น มันก็ไม่ได้ เสียดายเหมือนกันนะ แต่มันไม่มีอะไรให้ผมทำงานตรงนั้นได้แล้วไง ถ้ามันมีให้ทำก็ยินดีทำ แต่ว่าโดยรวมรู้สึกว่าคิดคนละอย่าง
"คือจริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องบทอย่างเดียว แต่เป็นปรัชญาของการทำงาน ที่ถ้าเราไม่ได้คิดแบบนั้นมันก็ไม่สนุกในการทำงาน ก็ปล่อยให้คนที่เขาคิดเหมือนๆ กันทำไปดีกว่า นี่ไม่ได้น้อยใจ แล้วประเด็นไม่ได้อยู่ที่ใครผิดใครถูก แต่มันคือคิดกันคนละอย่าง ก็เลยไม่มีประโยชน์ที่จะพยายาม
""แค่นั้นเอง""
อัลบั้มภาพ 4 ภาพ
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


