ตะลุยกองถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง A-TEAM เอ-ทีม

ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวเหน็บเย็นยะเยือก ณ กองถ่ายทำภาพยนตร์ในเมืองแวนคูเวอร์ (Vancouver) โจ คาร์นาแฮน (Joe Carnahan) ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง A-TEAM เอ-ทีม หน่วยพิฆาตเดนตาย กำลังก้าวเข้าสู่กระบวนการที่เด็กผู้ชายทั่วโลกทำเหมือน ๆ กันทั้งนั้น เขาเรียกเพื่อนฝูงเข้ามาล้อมวงสุมหัวกัน แล้วก็ อธิบายให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของปฏิบัติการที่พวกเขาจะเข้าทลายเหล่าวายร้าย จากนั้นก็ส่งเพื่อน ๆ ออกไปพร้อมปืนผาหน้าไม้ปลอม ๆ กระจายกำลังพลทั่วสนามเด็กเล่น แน่ล่ะที่ว่าในกองถ่ายทำภาพยนตร์ A-TEAM เอ-ทีม หน่วยพิฆาตเดนตาย นี่แตกต่างไปแยะตรงที่ เพื่อน ๆ เหล่านั้นล้วนเป็นดารานักแสดงระดับแถวหน้า ส่วนปฏิบัติการสำคัญก็ผ่านการเขียนบทมาอย่างดี ในขณะที่สนามเด็กเล่นก็คือกองถ่ายทำภาพยนตร์ทุนสร้างมหาศาล ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ THE A-TEAM หรือที่จะเรียกกันในอีกชื่อว่า ความใฝ่ฝันของเด็ก ๆ ทุกคน ใครก็ตามที่เติบโตในช่วงทศวรรษที่ 80 หรือเคยได้ชมซีรี่ย์ยอดนิยม ที่ขยันนำกลับมาแพร่ภาพออกอากาศกันครั้งแล้วครั้งเล่าต่างย่อมรู้ดีถึงเรื่องราวของเหล่า The A-Team อันประกอบด้วยทหารหาญ 4 นายคือ ฮานนิบาล (Hannibal) หัวหน้าทีม, เฟซ (Face) หนุ่มปูมหลังร้ายกาจแถมยังเป็นเสือผู้หญิงตัวยง, บีเอ (BA) กำลังหลักออกโรงบู๊, และเมอร์ด๊อค (Murdock) นักบินสุดระห่ำ ซึ่งทุกคนถูกส่งตัวไปเข้าคุกด้วยคดีที่พวกเขาไม่ได้เป็นคนก่อ จึงแหกคุกออกมาเพื่อเคลียร์ชื่อเสียงนั่นเอง เค้าโครงเรื่องดังกล่าวไม่ได้ถูกบิดเบือนไปแม้สักนิด เมื่อคาร์นาแฮนนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ พวกเขาทั้งสี่คนยังคงมีคุณสมบัติโดดเด่นที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เมื่อเข้ามาร่วมปฏิบัติการลับสุดยอดที่เปิดโปงกระบวนการลักลอบโจรกรรมแบบพิมพ์แบงค์ดอลล่าร์อเมริกัน ซึ่งกลับกลายเป็นภารกิจที่ใส่ร้ายป้ายสีพวกเขา จนต้องแหกคุกออกมาเคลียร์ชื่อเสียงให้กับตัวของพวกเขาเองนั่นแหละ ขณะที่ซีรี่ย์ทางโทรทัศน์ที่ออกอากาศช่วงปี 1983 ถึงปี 1987 ดูเฮฮาแต่ก็สุกเอาเผากินสุด ๆ คาร์นาแฮนซึ่งโด่งดังการกำกับจาก Narc และ Smokin Aces ตั้งใจปั้นให้ A-TEAM สมจริงยิ่งขึ้น ชัดอยู่แล้วที่จะต้องสร้างให้มันทันยุคทันสมัยหน่อย คาร์นาแฮนเล่าในระหว่างพักการถ่ายทำฉากสุดท้ายของภาพยนตร์เรื่อง A-TEAM เอ-ทีม หน่วยพิฆาตเดนตาย ซีรี่ย์เรื่องนี้มีความหมายกับผู้คนมากมาย จะหยิบจะจับตรงไหนก็ต้องเคารพผลงานต้นฉบับกันอยู่แล้ว แต่ก็เห็น ๆ อยู่ว่า มันไม่ค่อยเนียนสักเท่าไหร่ แต่สิ่งที่ผมสนใจคือเค้าโครงเรื่องของผู้ชายพันธุ์แกร่งสี่คน เรื่อง A-Team พูดถึงหนุ่ม ๆ สี่คนที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงซึ่งแต่ละคนล้วนมีเรื่องราวที่พอจะเล่าเป็นหนังได้สี่เรื่องเลยด้วยซ้ำไป ต่างคนต่างถนัดกันคนละด้าน แล้วก็ช่วยเหลือซึ่งกันและกันๆได้อย่างน่าทึ่ง ทีนี้เราก็จับพวกเขามาขัดเกลาเอาปมไม่เข้าท่าออกไปเสียบ้าง แล้วก็เสริมความเป็นชายชาติอาชาไนยนายทหารพันธุ์แท้เข้าไป ทำให้พวกเขาดูน่าเกรงขาม สมกับเป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษแท้ ๆ แต่ยังคงรักษาความเข้าขากันได้ดีของพวกเขาเอาไว้อย่างครบถ้วน เท่านั้นคุณก็น่าจะได้หนังเด็ด ๆ เรื่องหนึ่งแล้วหล่ะ คาร์นาแฮนฟันธงว่า นี่จะเป็นผลงานแนวแอ๊คชั่นสุดเฮฮาของฤดูร้อนปีนี้ที่สนุกสุด ๆ เราจะได้ติดตามเหล่า A-TEAM ตั้งแต่เป็นทหารหาญถูกส่งตัวไปปฏิบัติการในอิรัก (Iraq) จนพวกเขากลายเป็นพวกนักสู้อิสระแนวกองกำลังนอกกฏหมายในที่สุด เราจะได้ดูฉากแอ็คชั่นที่อลังการ ตั้งแต่ฉากยิงกันระหว่างรถถังกับเครื่องบิน กลางอากาศเลยด้วยนะ ไปจนถึงฉากแหกคุกที่อาศัยทั้งเตียงผ้าใบไปจนถึงรถบรรทุกคันยักษ์ นอกจากนั้นก็ถมด้วยฉากระเบิดตูมตาม, ฉากยิงกันหูดับตับไหม้, แล้วก็มีโรแมนติกสอดแทรกบ้างเล็กน้อย แต่เหนือสิ่งอื่นใดเลยนะ คาร์นาแฮนย้ำ เรื่องราวของพวกเขาทั้งสี่คนล้วน ๆ คาร์นาแฮนยังเจาะจงเลือกเฟ้นนักแสดงที่จะร่วมปฏิบัติการเคียงบ่าเคียงไหล่ฉันท์พี่น้อง จากพื้นเพการแสดงที่แตกต่างกันคนละทิศคนละทางด้วย

ผมรู้แต่แรกแล้วว่า อย่างไรเสียก็ต้องลาก เลียม นีสัน (Liam Neeson) มารับ บทฮานนิบาล (Hannibal) ให้ได้ คาร์นาแฮนเล่า ผมเป็นแฟนตัวยงของเลียมมานานแล้ว ยิ่งพอได้ดู Taken ด้วยนะ คุณรู้เลยไงว่า เขาเป็นนักแสดงที่ฉายแววฉลาดแล้วก็แสดงฉากแอ็คชั่นได้ดีมาก ๆ ด้วย หนุ่มใหญ่คนนี้เลยล่ะที่เหมาะกับบทฮานนิบาล (Hannibal) ที่สุด พอคุณเลือกนักแสดงอย่างเลีบมมาร่วมงงานนี่ ก็เท่ากับเป็นการยืนยันคุณภาพผลงานได้เลยว่า หนัง A-Team ของคุณจะไม่สุกัจจุบันอายุ 58 ปีแล้ว แทบจะไม่อยู่ในสายตาแฟน ๆ ซีรี่ย์ทางโทรทัศน์สุดฮิตเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ แถมยังแปลกหูแปลกตาห่างไกลจากความยิ่งใหญ่ของเหล่า A-Team โดยสิ้นเชิง ผมเองก็ไม่ใช่แฟนของ หรอกนะ เขากล่าวพร้อมหัวเราะ เกิดก่อนนานไปหน่อยหน่ะ แต่บทที่โจยื่นให้นี่โดนใจผมเต็ม ๆ แล้วผมก็มั่นใจว่า ความสนุกลุ้นเร้าใจจะส่งให้มันเป็นหนังใหญ่ซัมเมอร์นี้แน่ ๆ พอได้ตัวนีสันมานำทีม การชักชวนนักแสดงคนอื่น ๆ ก็ง่ายขึ้นแยะ ผมเห็นผลงานการแสดงของแบรดลี่ คูเปอร์ (Bradley Cooper) โดดเด่นขึ้นเรื่อย ๆ ช่วงหลายปีมานี่ คาร์นาแฮนกล่าวถึงนักแสดงหนุ่มที่เขาเลือกเฟ้นให้มารับบทเฟซ (Face) ตอนที่ดู Midnight Meat Train ซึ่งก็ไม่ได้โด่งดังอะไรนักหนา แต่ติดอันดับหนังสยองครองใจผมเลย เป็นหนังที่ตั้งใจสร้างมาก ๆ เรื่องหนึ่งเชียวล่ะ ฉากต่อสู้ที่เขาต่อกรกับวินนี่ โจนส์ (Vinnie Jones) นี่ ผมคิดเลยว่า หมอนี่ไม่ธรรมดา พอมาเห็นฝีมือใน The Hangover คุณก็รู้เลยว่า เออ หมอนี่มันขำกลิ้งได้ใจหว่ะ นักแสดงแบบนี้แหละที่น่าจะได้บทส่งให้รุ่งเรืองขึ้นเรื่อย ๆ ตอนที่รู้ว่า เลียม นีสัน (Liam Neeson) ร่วมแสดงในหนังด้วย ผมก็ ว้าว เลยนะ คูเปอร์เล่า ผมอ่านบทจบก็โทรหาโจเลย อันที่จริงจะหยิบโทรศัพท์มาโทรหาเขาตั้งแต่ ตีห้า แล้ว แต่ก็ห้ามใจไว้จนกระทั่ง เก้าโมงเช้า นั่นแหละ แต่ก็แค่ฝากข้อความไว้นะว่า ผมจะต้องทำอย่างไรให้คุณเชื่อมั่นว่า ผมนี่แหละคือ เฟซ (Face) บทที่โจเขียนนี่ส่งให้ เฟซเป็นคนที่ฮามาก ๆ หนุ่มใหญ่ที่มีปูมหลังร้ายกาจแล้วก็เป็นนักล้วงกระเป๋ามือเบา แถมยังลื่นไหลไปได้เรื่อยอีก เป็นคุณลักษณะของตัวละครที่ยอดเยี่ยมสุด ๆ แล้วถูกนำมาใช้อย่างชาญฉลาด แถมสนุกสนานเฮฮาด้วย คงไม่ยากที่จะเดาว่า ชาร์ลโต้ ค็อพลี่ย์ (Sharlto Copley) เป็นแฟนตัวยงของ The A-Team ในรถแต่งตัวกล่างกองถ่ายของเขายังมีดีวีดีซีรี่ย์ A-Team ครบทุกตอน และหุ่นเมอร์ด็อค (Murdock) สภาพใหม่เอี่ยม ซึ่งเปรียบเสมือนที่พึ่งทางใจคนขับเฮลิคอปเตอร์สุดระห่ำของเขานั่นเอง ถ้าจะวัดกันว่า ผู้คนทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์ A-TEAM เอ-ทีม หน่วยพิฆาตเดนตาย นี่ใครเป็นแฟนพันธุ์แท้สุด ก็ต้องยกให้เขาคนนี้เลย ไม่อยากจะบอกว่า นี่คือรายการสุดโปรดที่ผมปลื้มมาตั้งแต่เด็ก ๆ เลยครับ เขากล่าวพร้อมฉีกยิ้มกว้าง ตอนยังเป็นเด็กวิ่งเล่นอยู่ในแอฟริกาใต้ (South Africa) รายการนี้แทบจะเป็นสุดยอดปรากฏการณ์โทรทัศน์แห่งปีเลย ผมกับเพื่อน ๆ นี่ตั้งแก๊งค์ A-Team กับเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนด้วย ตอนนั้นผมเป็นฮานนิบาล เพราะเป็นเด็กเจ้ากี้เจ้าการ แล้วเราก็ไปแข่งกับแก๊งค์อื่น ๆ ที่พยายามจะเป็นแก๊งค์ A-Team ด้วย ใครจะยอมลงให้ล่ะ มันต้องมี A-Team แค่แก๊งค์เดียวเท่านั้น

ค็อพลี่ย์ไม่ต่างจากแฟนพันธุ์แท้คนอื่น ๆ ที่อดกังวลไปกับการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ไม่ได้ ผมไม่คิดว่า ถ้าหนังจะสร้างให้เหมือนซีรี่ย์ยุค 80 เป๊ะจะดีหรอกนะ เขากล่าวพลางยักไหล่ แล้วพอรู้ว่า โจ ซึ่งกำกับ Narc ที่ผมชอบจะมานั่งแท่นกำกับหนังเรื่องนี้ แถมยังได้เลียมมาร่วมแสดง ก็ทำให้ผมเปลี่ยนมุมมองไปเลยนะ และคาดว่า หนังเรื่องนี้จะต้องออกมาจริงจังกว่าซีรี่ย์แยะแน่ ๆ ดไว้ท์ ชูลท์ซ (Dwight Schultz นักแสดงบทเมอร์ด๊อคต้นฉบับ) เป็นแรงบันดาลใจสมัยเด็กของผมเลยนะ ซึ่งผมก็มองไม่ขาดว่าจะพัฒนาบุคลิกตัวละครให้ดียิ่งขึ้นได้ยังไง แต่ช่วงที่เดินสายประชาสัมพันธ์หนังเรื่อง District 9 ผมก็เริ่มฝึกซ้อมออกเสียงต่าง ๆ และก็ต้องพยายามพัฒนาอะไรบ้างล่ะถ้าจะร่วมจอเดียวกับเซียนอย่างเลียมรับบทฮานนิบาลหน่ะ ผมว่า ผมน่าจะเป็นเมอร์ด๊อคที่แปลกคน บ้าระห่ำ และสนุกสนานเฮฮา แต่ใครเห็นก็ยังเชื่อว่า เขาเป็นตัวอันตรายได้อย่างน่าเกรงขาม นั่นยิ่งน่าตื่นเต้นเข้าไปใหญ่เลยล่ะครับ กุญแจสำคัญดอกสุดท้ายในปริศนาการรวมตัวกันเป็น THE A-TEAM นี่ทำให้เราต้องย้อนกลับไปตั้งหลักกันไกลอยู่สักหน่อย เพราะโครงการสร้างซีรี่ย์เป็นภาพยนตร์เรื่องนี้ริเริ่มมานานเกือบ 15 ปีแล้ว แต่ก็ยังหาคนที่จะเข้ามาขัดเกลาเรื่องราวและกำหนดกรอบแนวทางของภาพยนตร์ได้ชัดเจนโดนใจเสียที ทั้ง ๆ ที่เกือบจะคว้าจอห์น ซิงเกิลตั้น (John Singleton) ผู้กำกับที่เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ (Oscar-nominated) มาเปิดกล้องได้สำเร็จเมื่อปี 2008 อยู่แล้วเชียวนะ แต่จนแล้วจนรอดซิงเกิลตั้นก็ไม่ได้กำกับ ส่งต่อโครงการมายังคาร์นาแฮนก็มีการแก้ไขเขียนบทกันใหม่ จะว่าไปแล้วก็ไม่ถึงกับทิ้งงานไปเปล่า เพราะซิงเกิลตั้นวางตัว แม้จะเป็นเพียงบทบาทเล็ก ๆ ที่เขาทิ้งไว้แต่ช่างสำคัญกับงานสร้างภาพยนตร์มากมาน จอมลุย แจ๊คสัน (Quinton Rampage Jackson) แจ๊คสัน ยังใหม่ต่อวงการแสดงยิ่งนัก และบทบาทนี้จัดเป็นงานท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดก็ว่าได้ เขาต้องรับบทบีเอ บาราคัส (BA Baracus) หนุ่มกล้ามโตผู้เป็นคนขับรถของทีมที่มิสเตอร์ ที (Mr T) ปั้นไว้จนติดตาแฟน ๆ ทั่วโลก แม้แจ๊คสันจะประสบความสำเร็จอย่างสูงในฐานะนักกีฬาเจ้าสังเวียนศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบผสมผสาน (mixed martial artist) ซึ่งเรื่องพละกำลังไม่เป็นสองรองใครแน่ ๆ แต่หนักใจก็ตรงที่การแสดงไม่แกร่งพอนี่แหละ ผมมาทดสอบหน้ากล้องกับจอห์น ซิงเกิลตั้น (John Singleton) แจ๊คสันเล่า ผมไม่เคยคิดจะเป็นดารามาก่อนเลยนะ แต่ถ้าจะต้องแสดงกันแล้วก็ต้องบทบีเอ บาราคัส (BA Baracus) นี่แหละที่ผมอยากแสดงมากที่สุด ถ้านี่จะเป็นงานแสดงครั้งสุดท้ายที่ผมจะได้แล้ว ผมก็มีความสุขแล้วหล่ะครับ ตอนที่เข้ามารับงานสร้างหนังเรื่องนี้ ผมได้ดูเทปบันทึกภาพการทดสอบหน้ากล้องที่เริ่มกระบวนการคัดสรรกันไปก่อนหน้านั้นบ้างแล้ว คาร์นาแฮนเล่า จอมลุยนี่โดดเด่นกว่าใครเพื่อน ผลงานของเขาดิบเถื่อนแต่ก็แฝงอะไรไว้แยะทีเดียว พอผมเรียกเขาเข้ามาทดสอบหน้ากล้องอีกครั้งหลังจากเข้าเรียนการแสดงกับครูฝึกนิดหน่อย ซึ่งก็แค่วันเดียวหลังจากการทดสอบหน้ากล้องครั้งแรกผมก็ทึ่งกับความสามารถของเขาจริง ๆ ผมคิดเลยนะว่า เขาร่วมแสดงในหนังเรื่องนี้ได้แน่ ๆ

แจ๊คสันตระหนักดีถึงความคาดหวังจากบรรดาแฟน ๆ ที่จะกดดันงานแสดง แต่เขาก็อาศัยหลักปรัชญาเป็นที่พึ่ง ผมแสดงหนังเรื่องนี้ก็ในฐานะแฟนคนหนึ่งเหมือนกันครับ ผมจึงเคารพความคาดหมายของแฟน ๆ ทุกคนด้วยเหมือนกัน และผมก็หวังเป็นอย่างยื่งว่า พวกเขาจะชอบผลงานของผม แต่ที่ผมรับแสดงบทนี้ก็เพราะผมอยากฝากผลงานไว้ให้ตัวเองได้ภาคภูมิใจ ในฐานะของ แฟนพันธุ์แท้ คนหนึ่งที่พึงจะสร้าง The A-Team ให้ได้ดีเหมือนกับที่คนอื่น ๆ อยากให้เป็นครับ ซึ่งนั่นก็ไม่ต่างไปจากความรู้สึกของผู้ร่วมสร้างภาพยนตร์เรื่อง A-TEAM เอ-ทีม หน่วยพิฆาตเดนตาย ทั้งนักแสดงเบื้องหน้า และคณะผู้สร้างที่อยู่เบื้องหลัง ที่ตั้งใจสร้างภาพยนตร์ด้วยใจของคนเป็นแฟนพันธุ์แท้กันทั้งนั้น บางคนก็ติดตามซีรี่ย์ทุกตอนจนจำได้ขึ้นใจ บางคนก็ติดพตามพัฒนาการของตัวละครชนิดแทบจะเป็นแม่ยกพ่อยกกันเลยทีเดียว แต่ที่ทุกคนตื่นเต้นกันมากก็คือ ไม่อยากจะเชื่อตัวเองว่า ในที่สุด พวกเขาก็เสกสรรปั้นแต่งให้ผลงานที่พวกเขารัก กลับมามีชีวิตโลดแล่นอีกครั้ง พวกเขาซักซ้อมทักษะต่าง ๆ กับผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างเข้มข้นหลายสัปดาห์ คูเปอร์นี่เข้าขั้นยัดกระสุนเข้าปืนสั้นเสร็จอย่างไวไม่ถึง 4 วินาทีด้วยซ้ำ ในขณะที่การถ่ายทำฉากผาดโผนอย่าง ห้อยโหนลงมาจากอาคารสูงระฟ้า หรือแม้แต่ฉากระเบิดวินาศสันตะโรก็ขอเข้าไปร่วมแสดงจริงด้วยให้ได้มากที่สุด ซึ่งก็ล้วนเป็นผลงานการแสดงที่สร้าสงความภาคภูมิใจให้กับเขาจนปากแทบจะฉีกยิ้มไปถึงหูได้เลยทีเดียว เอาเป็นว่า คูเปอร์กล่าว เราสนุกสนานกับการถ่ายหนังเรื่องนี้มาก เราได้แต่หวังว่า มันจะสนุกมากพอ ๆ กับที่ผู้ชมจะได้สัมผัสครบทุกเม็ดอย่างที่เราได้ลุยกันเต็ม ๆ ซึ่งนั่นจะทำให้เราตื่นเต้นมากกับการได้แจ้งเกิดแฟนยุคใหม่ของ A-Team เลยหล่ะ

เรื่องล่าสุดของหมวด หนัง

ดูหมวด หนัง ทั้งหมด