เกาะสนามยูโร 2020 (ที่แข่ง 2021) กับ 5 หนังฟุตบอลไม่ธรรมดา โดย ก้อง ฤทธิ์ดี

ฟุตบอลยูโร 2020 (ที่แข่ง 2021) ขับเคี่ยวเข้าใกล้รอบชิงเข้ามาทุกที ผู้เขียนขอเกาะกระแสด้วยการแนะนำหนังเกี่ยวกับฟุตบอล 5 เรื่อง 5 ลีลา ที่ไม่ว่าจะเป็นแฟนฟุตบอลหรือไม่ก็น่าจะสนุกไปด้วยได้ โดยครั้งนี้พยายามเลือกหนังที่ “ไม่โหล” เกินไป และอาจจะไม่ได้เป็นหนังที่เห็นอยู่ในลิสต์หนังกีฬาเรื่องดังที่ได้ยินกันมาบ่อยๆ แต่เป็นลิสต์ที่พยายามเปิดกว้างทั้งในแง่รูปแบบและที่มา เพื่อทำให้การดูหนังเป็นการผจญภัยทางรสนิยมที่แตกต่างไปจากเดิม (ตัวอย่างเช่น จะไม่มี Bend It Like Beckham หรือ Escape To Victory นะครับ ถึงจะเป็นหนังสนุกมากก็ตาม เพราะคนแนะนำเยอะแล้ว) ลองดูว่ามีเรื่องอะไรกันบ้าง

Zidane: A 21st Portrait
ไม่ว่าคุณจะทันดูซีเนอดีน ซีดาน ตอนเป็นผู้เล่น หรือคุ้นเคยกับอัจฉริยะลูกหนังคนนี้ในฐานะผู้จัดการทีม ภาพยนตร์เรื่อง Zidane: A 21st Century Portrait เป็นหนังที่ทำให้คนดูต้องมนต์สะกดไปกับการเคลื่อนไหว ความนุ่มนวล ความแข็งแกร่ง และวูบไหวขององคาพยพของนักเตะคนสำคัญของโลก หนังเรื่องนี้ถ่ายทำโดยใช้กล้อง 17 ตัวตั้งรอบสนาม ในแมทช์การแข่งขันระหว่างทีมรีล มาดริด กับบิลลารีล ในวันที่ 23 เมษายน ปี 2005 โดยกล้องทุกตัวเล็งไปที่ผู้เล่นคนเดียวในสนาม นั่นคือซีเนอดีน ซีดาน (สมัยอยู่ทีมรีล มาดริด) ไม่ว่าซีดานจะขยับตัวไปทางไหน จะมีบอลอยู่ที่เท้าหรือไม่มี กล้องทั้ง 17 ตัวจดจ้องมองเขาจากมุมต่างๆ โดยไม่ละสายตา จากนั้นสองผู้กำกับดักลาส กอร์ดอน กับ ฟิลลิป ปาเรโร่ ตัดต่อภาพจากล้องทั้งหมดสร้างเป็นหนังที่ประกอบร่างเป็น “ภาพแทน” ซีดานในอิริยาบถต่างๆ เป็นหนังที่ทำให้ซีดานกลายเป็นมนุษย์ที่จับต้องได้ และเป็นภาพนามธรรมเอกอุของจิตวิญญาณแห่งฟุตบอลไปพร้อมๆ กัน หนังเรื่องนี้ยาว 92 นาที เท่ากับเวลาจริงของการแข่งขันในสนาม

เปเล่ฝึกสอนฟุตบอลที่สนามศุภชลาศัย 2517
หนังข่าวฟุตบอลเรื่องนี้ดูง่าย สั้น และทุกท่านสามารถชมได้เลยเดี๋ยวนี้ทางช่อง YouTube ของหอภาพยนตร์ เป็นภาพบันทึกการมาเยือนเมืองไทยของ เปเล่ ราชาลูกหนังชาวบราซิล ที่เดินทางมากรุงเทพในทริปโชว์ตัว และร่วมฝึกสอนนักกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทยในขณะนั้น การมาเยือนของเปเล่ มีขึ้นเพียง 4 ปีหลังจากที่เขาพาบราซิลได้แชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 3 ในปี 1970 (หรือพ.ศ. 2513) เรียกได้ว่าความดังยังเต็มพิกัด และอายุยังไม่มาก เพียง 34 ปี ถึงตอนนั้นเขาจะเลิกเล่นฟุตบอลสโมสรในบราซิลแล้วก็ตาม หนังข่าวเรื่องนี้ถ่ายโดยทวีศักดิ์ วิรยศิริ ตากล้องข่าวคนสำคัญของไทย ถ่ายด้วยฟิล์ม 8 มม. ไม่มีเสียง (ในฉบับที่หอภาพยนตร์นำมาเผยแพรออนไลน์ มีการใส่เสียงเพลงประกอบเข้าไปทีหลัง)

The Cup
สรุปหนังเรื่องนี้ได้ง่ายๆ ว่า “หนังเณรน้อยทิเบตบ้าบอล” The Cup เป็นหนังจากปี 1999 เหตุเกิดในวัดบนเทือกเขาหิมาลัยในประเทศอินเดีย มีพระและเณรจำพรรษาอยู่จำนวนหนึ่ง รวมทั้งเณรน้อยชาวทิเบตที่พลัดถิ่นต้องมาอาศัยอยู่ที่นี่ เรื่องในหนังเกิดในปี 1998 ปีของฟุตบอลโลก France 98 ที่ฝรั่งเศส อันเป็นฟุตบอลโลกที่คนทั้งโลกติดตามคลั่งไคล้กันมากที่สุดครั้งหนึ่ง เณรน้อยทิเบตลงแดงต้องการดูถ่ายทอดฟุตบอลโลก เช่นเดียวกับคนในทุกประเทศตอนนั้น แต่เมื่อเขาไม่สามารถไปดูทีวีในหมู่บ้านละแวกใกล้เคียงได้ เณรจึงหาทางเช่าทีวีมาตั้งในวัดให้พระและเณรได้ดู การมาถึงของโทรทัศน์ และความคลั่งฟุตบอลของเณร เป็นสิ่งที่ท้าทายขนบธรรมเนียมและวิถีการบำเพ็ญตนของวัดอันห่างไกลแห่งนี้ และนำไปสู่การเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างเณรผู้ไม่สามารถละทิ้งความต้องการทางโลก และลามะเจ้าอาวาสผู้เฝ้ามองโลกที่เปลี่ยนแปลงไปต่อหน้าต่อตา

Infinite Football
หนังโรมาเนียเรื่องนี้น่าจะเป็นหนัง “เกี่ยวกับ” ฟุตบอลที่ประหลาดที่สุดในโลก ทั้งเรื่องไม่มีการเตะฟุตบอลเลย แต่กลับเป็นหนังที่พูดถึงความลุ่มหลงในเกมกีฬาฟุตบอลได้อย่างลึกซึ้ง และถึงขั้นบ้าคลั่ง หนังกำกับโดยคอร์เนลิว โปรอมบิว ตัวเอกในหนังคือเพื่อนวัยเด็กของผู้กำกับชื่อ ลอเรนทิว กินกินา ที่ตอนเด็กเป็นคนบ้าบอลมาก แต่หลังจากประสบอุบัติเหตุก็ไม่ได้เล่นฟุตบอลอีก ลอเรนทิวตอนนี้เป็นข้าราชการเทศบาลทำงานน่าเบื่อๆ แต่ความหมกมุ่นครุ่นคิดเกี่ยวกับกีฬาโปรดของเขาเปล่งพลังออกมาในทุกฉาก หนังแทบทั้งเรื่อง เราเห็นลอเรนทิวพยายามอธิบายแนวคิดของเขาว่าด้วยการที่กฎของฟุตบอลต้องถูกเปลี่ยนแบบถอนรากถอนโคน เพื่อเปิดทางให้ฟุตบอลกลายเป็นเกมที่บริสุทธิ์และไร้ที่ติ ไอเดียแต่ละอย่างของลอเรนทิว เข้าขั้น “บ้า” แต่เพราะเขาจริงจังกับมัน ไม่ล้อเล่น และมีเหตุผลให้กับทุกสิ่งที่พูดและให้กับทุกความเปลี่ยนแปลงที่เขาต้องการเห็นในฟุตบอล เหล่านี้ทำให้เขากลายเป็นตัวละครที่น่าจดจำมากที่สุดคนหนึ่งในบรรดาหนังเกี่ยวกับฟุตบอลของโลก

Offside
ในความเห็นของผู้เขียน นี่น่าจะเป็นหนังเกี่ยวกับฟุตบอลที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่เคยมีการสร้างกันมา Offside เป็นหนังอิหร่าน เรื่องราวว่าด้วยกลุ่มเด็กสาววัยรุ่นที่อยากเข้าไปดูเกมคัดเลือกฟุตบอลโลกนัดสำคัญที่ทีมชาติอิหร่านเตะ แต่เพราะอิหร่านมีกฎห้ามผู้หญิงเข้าสนามกีฬา เด็กสาวเหล่านี้จึงต้องหาลู่ทาง ปลอมตัว และวางแผนเพื่อลอบเข้าไปเชียร์ทีมชาติในสนามให้ได้ ทั้งเรื่องเราแทบไม่เห็นการแข่งฟุตบอล เรื่องราวเกิดขึ้นรอบๆ สนาม และบนท้องถนนของกรุงเตหะราน Offside เป็นหนังเฟมินิสต์ที่ซื่อตรง หนักแน่น และไม่ฟูมฟาย ขณะเดียวกัน มันเป็นหนังที่แสดงให้เห็นว่ากีฬาฟุตบอลสามารถจำแลงกายเป็นศูนย์รวมอัตลักษณ์ อคติ และมายาคติแห่งความสำเร็จของชาติได้อย่างมีพลังมากกว่าสัญลักษณ์ใดๆ
อัลบั้มภาพ 5 ภาพ
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


