20 ปี ตำนานหนังไทย ฟ้าทะลายโจร โดย ก้อง ฤทธิ์ดี

20 ปี ตำนานหนังไทย ฟ้าทะลายโจร โดย ก้อง ฤทธิ์ดี

เดือนพฤษภาคมปี ค.ศ. 2001 หรือ 20 ปีที่แล้วพอดิบพอดี ฟ้าทะลายโจร (ชื่อภาษาอังกฤษว่า Tears of the Black Tiger) สร้างประวัติศาสตร์เป็นหนังไทยเรื่องแรกที่ได้รับเชิญไปฉายที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์อย่างเป็นทางการ หนังไทยอันสุดประหลาด ทั้งสีสัน ลีลา การเล่าเรื่อง ผสมผสานการโหยหาอดีตกับความทรงจำหนังไทยโบราณและเทคนิคสมัยใหม่ เป็นหนังที่เปิดขอบฟ้าใหม่ให้การเดินทางของภาพยนตร์ไทยและทำให้ “หนังไทย” ขยายที่ทางไปในการรับรู้ของคนดูและนักวิจารณ์หนังทั่วโลก

ฟ้าทะลายโจร กำกับและเขียนบทโดย วิศิษฎ์ ศาสนเที่ยง หนึ่งในคนทำโฆษณาที่มาทำหนังใหญ่ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 ถ้าใครยังไม่เคยดู ตอนนี้สามารถดูได้ที่ True ID

ส่วนใครเคยดูแล้ว คงยากที่จะลืมเอกลักษณ์ความจัดจ้านและความแปลกประหลาดของหนังได้ เล่าง่ายๆ นี่คือหนังคาวบอยไทในตำรา "รักซ้อน ซ่อนเงื่อน เพื่อนทรยศ" ว่าด้วย เสือดำ (ชาติชาย งามสรรพ์) มือปืนในรังโจรที่นำโดย เสือฝ้าย (สมบัติ เมทะนี) คู่หูปืนไวของเสือดำคือ เสือมเหศวร (ศุภกร กิจสุวรรณ) หลังจากขี้ม้าปล้นสะดมและต่อกรกับนายตำรวจ เสือดำยังต้องฝ่าฟันอุปสรรคความรักกับ รำเพย (สเตลล่า มาลุคกี้) หญิงสาวสวยสูงศักดิ์ที่เคยเป็นเพื่อนกันมาเด็ก แต่ชะตากรรมและเส้นทางชีวิตต้องทำให้ทั้งสองพลดพราก

ก่อน ฟ้าทะลายโจร จะออกฉายในไทย (ฉายก่อนหน้าจะไปเทศกาลเมืองคานส์) หนังเรียกความตื่นเต้นได้พอสมควร เพราะวิศิษฎ์ตั้งใจใช้ไวยากรณ์หนังไทยโบราณโดยปรุงแต่งให้เข้มข้นกว่าเดิม ทั้งการแสดงที่แสนทื่อ (โดยตั้งใจ) ฉากที่สวยแต่ดูปลอม (โดยตั้งใจ) บทสนทนาเชยๆ (โดยตั้งใจ) การย้อมสีหนังให้สดจนไม่เป็นธรรมชาติ จังหวะการสร้างอารมณ์ที่เหมือนละครน้ำเน่า และการที่หนังเป็นทั้งการไหว้ครูหนังไทยโบราณและเป็นการล้อเล่นกับหนังเหล่านั้นไปพร้อมๆ กัน แน่นอนว่าโดยตั้งใจอีกเช่นกัน แต่ปรากฏว่าเมื่อหนังออกฉาย กลับไม่ทำเงินมากนัก ทั้งๆ ที่ช่วงนั้น เป็นยุคที่หนังไทยกลับมาเรียกความมั่นใจจากคนดูและมีหนังดังๆ ต่อเนื่องกันมากหลายเรื่อง ตั้งแต่ 2499 อันธพาลครองเมือง และ นางนาก ทั้งสองเรื่องเขียนบทโดยวิศิษฎ์และกำกับโดยนนทรี นิมิบุตร

ที่น่าสนใจคือเมื่อหนังไปฉายที่เทศกาลเมืองคานส์ นักวิจารณ์และนักข่าวตะลึงกับหนังมาก และต่างสรรหาคำบรรยายหนังอันเรื่องนี้ด้วยคำพูดและอรรถาธิบายหลากหลาย ประมาณว่าฝรั่งตื่นเต้นที่เห็นของแปลกและสนุกสนานจากเอเชีย บ้างว่านี่เป็น “หนังคาวบอยที่เหมือนเหล้าแม่โขงผสมสปาเก๊ตตี้” (อ้างถึง Spaghetti Western หรือหนังคาวบอยอิตาเลียน) หรือเป็นหนัง “postmodern” (ช่วงนั้นคำว่า “โพสท์โมเดิร์น” กำลังเป็นคำยอดฮิตในวงการศิลปะ) บ้างก็เปรียบเทียบว่า หนังไทยเรื่องนี้ได้รับอิทธิพลจากหนังเทคนิคคัลเลอร์อย่าง Gone With the Wind หรือหนังคาวบอยของจอห์น ฟอร์ด ช่วงนั้นผู้เขียนตามอ่านรีวิวจากฝรั่งเยอะมาก (เสียดายที่ไม่ได้ตัดเก็บไว้) และเป็นที่สังเกตว่า ฝรั่งชอบสไตล์ของหนังโดยที่อาจจะไม่คุ้นเคยกับหนังไทยเรื่องอื่นๆ และไม่รู้ (หรือรู้ผิวเผิน) ว่า ฟ้าละทายโจร เป็นการประกอบสร้างหนังร่วมสมัยจากประวัติศาสตร์และความทรงจำหนังบู๊ไทยยุคเก่า ประมาณช่วงปี 2500 กว่าๆ เป็นต้นมา

ถ้าจะมีศัพท์เทคนิคภาษาอังกฤษที่เหมาะเจาะที่สุดในการอธิบาย ฟ้าทะลายโจร น่าจะเป็นคำว่า pastische แปลว่า การสร้างงานศิลปะที่ตั้งใจเลียนแบบงานอื่นๆ ที่มาก่อนหน้า ไม่ได้เลียนแบบในความหมายว่า “ขโมย” และไม่ได้เลียนแบบเพื่อล้อเลียนเย้ยหยัน แต่เป็นการตั้งใจเฉลิมฉลองของเก่าที่มีค่าโดยนำมาทำใหม่โดยคงเอกลักษณ์ของเดิมให้คนดูจำได้ คำๆนี้ บางครั้งมีความหายเป็นลบ ว่าเป็นเพียงการ “ยำใหญ่” เอาของเดิมมาปรับโฉมจนด้อยค่าลง แต่ในกรณี ฟ้าทะลายโจร การเดินไต่เส้นระหว่างการไหว้ครูหนังเก่า และความพยายามในการแสวงหาภาษาหนังใหม่ (โดยอ้างอิงจากของเก่า) กลับให้ผลลัพธ์อันน่าตื่นเต้น เป็นประสบการณ์ทางสายตาและอารมณ์ที่ล้ำสมัยของคนดู

แต่ก็เป็นไปได้ว่า คนดูไทยมอง ฟ้าทะลายโจร แบบตรงตัว – ว่านี่คือหนังบู๊ขี่ม้ายิงกันผสมเรื่องรักรันทด ที่สร้างให้ดูคล้ายหนังเก่า แถมยังเป็นหนังที่เล่าเรื่องสลับไปมาให้ดูยากเสียอีก – จนทำให้หนังไม่เป็นที่นิยมในตลาด ในขณะที่คนดูและนักวิจารณ์ตะวันตก (หรือต่างชาติอื่นๆ) กลับดูหนังเรื่องไม่ใช่เพราะด้วยเนื้อเรื่อง แต่ด้วยสีสันและความแปลกใหม่ ด้วยสายตาที่พยายามเข้าใจศิลปะที่พวกเขาไม่คุ้นเคย ประกอบกับที่ช่วงเวลาดังกล่าว หนังเอเชียเริ่มมีที่ทางในเทศกาลหนังตะวันตกและในตลาดขายหนังฝั่งยุโรปและอเมริกามากขึ้น ฟ้าทะลายโจร จึงปรากฏตัวที่เมืองคานส์เมื่อ 20 ปีที่แล้วด้วยรัศมีเรืองรองของงานศิลปะจากโลกที่สามที่ท้าทายขนบและการรับรู้เดิมๆ ผู้เขียนเชื่อว่า นักวิจารณ์หนังชาติตะวันตกจำนวนมากที่เริ่มต้นอาชีพในยุคปลาย 1990 ต่อเนื่องถึงสหัสวรรษ 2000 เริ่มต้นรู้จักหนังไทยจาก ฟ้าทะลายโจร แทบทั้งนั้น

หนังโด่งดังที่เมืองคานส์จนถึงขั้นที่บริษัทมิราแม็กซ์ โดยฮาร์วี่ ไวน์สตีน (ที่ต่อมากลายเป็นผู้ต้องหาลวนลามทางเพศอันอื้อฉาว) ตัดสินใจซื้อหนังไปฉายในอเมริกา เป็นข่าวที่โด่งดังมากๆ ในตอนนั้นเพราะแทบไม่เคยมีบริษัทอเมริกันซื้อหนังไทยไปฉายมาก่อน แต่ความสำเร็จของ ฟ้าทะลายโจร กลับตกเป็นเหยื่อของการปะทะกันของการตลาด ศิลปะ วิสัยทัศน์ และช่องว่างของวัฒนธรรม บริษัทมิราแม็กซ์เอาหนังไปตัดต่อใหม่จนเรียกได้ว่า “เละ” และนำไปฉายที่เทศกาลซันแดนซ์ ทั้งๆ ที่วิศิษฎ์เองก็ไม่พอใจการที่นายทุนมาทำให้หนังของเขาทุพพลภาพ ตัดแขนตัดขาจนเสียรูปร่าง หนังในเวอร์ชั่นนั้นกลายเป็นความล้มเหลวในตำนาน และแทบไม่เคยมีใครได้ดูเลยนอกจากที่เทศกาลในปีนั้น

ฟ้าทะลายโจร ถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลาที่หนังไทยมีความหลากหลาย เป็นยุคที่ผู้กำกับรุ่นใหม่มีอิสระในการทดลองและแสวงหาเส้นทางของตน โดยไม่ต้องคำนึงถึงเงื่อนไขทางการตลาดมากเกินไป อีกทั้งนายทุนยังเปิดกว้างและพร้อมจะทดลองแนวทางใหม่ๆ ไปพร้อมๆ กับศิลปิน น่าเสียดายที่ 20 ปีผ่านไป บรรยากาศแบบนั้นกลับแทบไม่เหลืออยู่แล้ว การนั่งดู ฟ้าทะลายโจร ในตอนนี้ ทำให้หวนนึกถึงวันเก่าๆ ที่ไม่ใช่แค่ความเก่าโบราณที่หนังนำเสนอ แต่วันเก่าๆ ที่หนังไทยยังมีช่องว่างให้หายใจและทำให้คนดูอยากร่วมเดินทางผจญภัยไปในโลกภาพยนตร์ด้วยกัน