เอหิปัสสิโก : จงดูและไตร่ตรองสารคดีวัดธรรมกายนี้ โดย ก้อง ฤทธิ์ดี

เอหิปัสสิโก : จงดูและไตร่ตรองสารคดีวัดธรรมกายนี้ โดย ก้อง ฤทธิ์ดี

สารคดีเรื่องสำคัญของปีนี้กำลังจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ เอหิปัสสิโก (หรือชื่อภาษาอังกฤษ Come and See) เป็นผลงานของคนทำหนังสารคดีพลังสูง ณฐพล บุญประกอบ ข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้คือข่าวว่าหนังอาจจะถูกเซ็นเซอร์ เนื่องจากนี่เป็นหนังสายล่อฟ้าว่าด้วยเรื่องศาสนาพุทธ และไม่ใช่พุทธพื้นถิ่นทั่วไป แต่เป็นเรื่องวัดพระธรรมกายอันโด่งดัง (อื้อฉาว?) แต่สุดท้ายหลังจากลุ้นกันน่าดู หนังผ่านคมกรรไกรฝ่ายวัฒนธรรมมาได้ ไม่ถูกสั่งให้ตัด แถมยังพลิกโผได้เรท  ท หรือทั่วไปที่ใคร ๆ ก็ดูได้ อารมณ์เหวี่ยงไปมาของกรรมการเซนเซอร์บางคนนี่เหลือกำลังจะจินตนาการจริง ๆ

เอหิปัสสิโก เป็นสารคดีเรื่องวัดพระธรรมกาย โดยอิงสถานการณ์ความวุ่นวายเมื่อปี 2560 เมื่อคสช. (คณะรัฐประหารในตอนนั้น) ส่งทหารตำรวจสามพันกว่านายมาล้อมวัดเพื่อจับตัวเจ้าอาวาส พระธัมมชโย ในคดีพัวพันการยักยอกเงินสหกรณ์คลองจั่น ฝ่ายลูกศิษย์วัดจำนวนเป็นพันก็ไม่ยอม รวมตัวกันปิดวัด สวดมนต์ ตั้งโล่มนุษย์ และขัดขวางไม่ให้เจ้าหน้าที่บุกเข้ามาในบริเวณ กลายเป็นวิกฤตการณ์ล้อมวัดใหญ่โต จนภาพที่ออกมาราวกับหนังแอคชั่นผสมเหนือธรรมชาติ ในหม้อต้มที่เดือดปุด ๆ มีทั้งเรื่องศาสนา ความเชื่อ การเมือง อุดมการณ์  การแย่งอำนาจ ความโลภ อีโก้ การไม่ปล่อยวาง มีทั้งฝ่ายรัฐ ฝ่ายพระ ฝ่ายฆราวาส ฝ่ายกองเชียร์ ฝ่ายสื่อมวลชนที่ปั่นดราม่า ฯลฯ ทุกอย่างผสมปนเปและทวีความแหลมคม จนไม่น่าแปลกใจว่าทำไมณฐพลถึงตัดสินใจจับกล้องไปถ่ายหนังเรื่องนี้

เข้าใจว่าที่กองเซ็นเซอร์เกิดตระหนกกับหนังในตอนแรก น่าจะเพราะกลัวว่านี่คือหนังเชียร์ธรรมกาย (แต่เชียร์อย่างอื่นได้ไม่ต้องกลัว?) อย่างที่ชื่อหนังบอกไว้ เอหิปัสสิโก แปลคร่าว ๆ ว่า “จงเข้ามาดู”  ชื่อภาษาอังกฤษ Come and See จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เป็นคำที่ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลก็มี และก็แปลในบริบทคล้ายกันว่า พวกท่านจงเดินเข้ามาดูเองเถิด ว่าอะไรเป็นอะไร อย่าด่วนตัดสินจากภายนอก หนังจึงเชิญชวนในเราดูสิ่งที่เกิดขึ้นและตัดสินใจเองว่ากรณีวัดพระธรรมกายนี้เราจะคิดหรือเชื่อใคร จะเชื่อแบบเดิมตามรสนิยมหรืออคติ หรือจะลองเปลี่ยนใจมองว่าทุกอย่างไม่ใช่ขาว-ดำชัดเจนเสมอไป

ณฐพลทำสิ่งที่ยากมากได้สำเร็จพอสมควร คือการวางกล้องและวางจุดยืนที่ “เป็นกลาง” (ฟังดูแสลง แต่ในกรณีนี้เป็นคำที่จำเป็น) ไม่เชียร์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และให้พื้นที่และเวลาเพื่อทุกคนจะได้พูดเรื่องจากมุมมองของตนเอง แต่ในขณะเดียวกัน หนังก็ไม่ได้จืดชืด ไม่ได้แบนไร้มิติ ไม่ทื่อ พูดอีกอย่างว่า นี่ไม่ใช่แค่ภาพข่าว หรือภาพการสัมภาษณ์คนเอามาเรียงกัน แต่ใช้วิธีการของสารคดีร่วมสมัยที่มีลูกล่อลูกชน มีการวางจังหวะคำพูดและแอคชั่นให้น่าติดตาม ใช้ความเข้มข้นของคำพูดและเนื้อหาเพื่อไต่ระดับความดราม่าของเหตุการณ์

ที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจที่สุด ไม่ใช่การเผชิญหน้าระหว่างฝ่ายรัฐกับฝ่ายศิษย์วัด เพราะเราเห็นฉากนั้นมามากพอสมควรในรายงานข่าว แต่สิ่งที่ทำให้เราเห็นมิติการต่อสู้ในครั้งนี้ คือการสัมภาษณ์ลูกศิษย์วัดพระธรรมกายหลาย ๆ คน โดยเฉพาะสายแข็งทั้งหลาย ที่ทุ่มเทเวลาและทุนทรัพย์ “ทำบุญ” เพื่อสร้างวัด สำหรับผู้ไม่ศรัทธานิกายนี้ คนเหล่านี้สุ่มเสี่ยงจะกลายเป็นตัวตลก หรือตัวประหลาดได้ง่าย ๆ แต่หนังใจกว้างพอที่จะรับฟังและไม่ด่วนตัดสินการกระทำของพวกเขา ยอมฟังเหตุผลโดย ไม่อวยแต่ก็ไม่ปรามาส ปล่อยให้คนดูเลือกเอาเองว่าสิ่งที่ได้ฟังมีเหตุผลหรือไม่ ในทางตรงข้าม บทสัมภาษณ์กับนิวชาการศาสนา และอดีตศิษย์วัดที่แปรพักตร์มาโจมตีพระธัมมชโย ก็ดุเดือดและสร้างเหตุผลแย้งที่มีน้ำหนักมากเช่นกัน การตัดสลับและแบ่งเวลาให้หลายความคิดได้มีพื้นที่พอๆ กันในหนัง โดยยังคงเส้นเรื่องของความขัดแย้งระดับใหญ่เอาไว้ด้วย เป็นงานฝีมือที่ไม่ง่าย และต้องชมว่าณฐพลตัดต่อหนังออกมาได้ดีทีเดียว

ปกติแล้วหนังสารคดีไทยมักไม่ค่อยหมดจดกับงานถ่ายภาพ แต่ณฐพลใช้ประโยชน์จากสถาปัตยกรรมอันโอ่อ่า หลุดโลก ของวัดพระธรรมกายได้เต็มที่ ทั้งจานบิน ทั้งโถง และทั้งการรวมตัวของสานุศิษย์ที่อลังการราวกับกองทัพ การใช้จังหวะภาพที่ไม่เร่งรีบในบางช่วง สร้างสภาวะลื่นไหลที่ค่อย ๆ เร่งเร้าขึ้นเมื่อหนังสลับไปใช้ฟุตเทจข่าว ที่แสดงการปะทะและความรุนแรง

เอหิปัสสิโก แสดงให้เห็นว่า งานสารคดีที่ทำอย่างมีคุณภาพสามารถเติมช่องว่างที่เว้นไว้โดยรายงานข่าว หรืองานสื่อสารมวลชนอื่น เพราะรายงานข่าวไม่สามารถให้มุมมองครบทุกมุมภายในเวลา 5-10 นาที ไม่สามารถพิถีพิถันกับงานภาพหรือตัดต่อ และไม่สามารถเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ครุ่นคิดไปพร้อมๆ กับภาพและเสียงที่ได้ชม แต่งานสารคดีขนาดยาวเช่นเรื่องนี้ทำได้ ทั้งเวลาการถ่ายทำที่ยาวกว่า (ระยะเวลาที่ณฐพลใช้เกินกว่าหนึ่งปี) การตามหาคนที่มีความคิดหลากหลายมาสัมภาษณ์ และการวางโครงเรื่องที่ละเอียดซับซ้อนเพื่อให้เนื้อหาสอดรับ ขัดแย้ง และปะทะสังสรรค์อย่างมีความหมาย

หนังอย่างเอหิปัสสิโก ควรถูกฉายโดยไม่ต้องไปพะวงเรื่องการโดนห้ามใด ๆ ในประเทศปกติธรรมดามีหนังแบบนี้มากมาย – หนังที่พูดถึงประเด็นอ่อนไหวร่วมสมัย หนังที่มีคนในหนังพูดวิจารณ์รัฐ วิจารณ์ศาสนา วิจารณ์อำนาจ แต่เป็นการวิจารณ์อย่างมีสติ ไม่บ้าคลั่ง ไม่ไร้เหตุผล – การที่หนังต้องมากังวล (ในตอนแรก) ว่าจะได้ฉายหรือไม่ จะโดนตัดหรือไม่ เป็นเรื่องน่าเศร้า เพราะการดูและการไตร่ตรองด้วยจิต เป็นสิทธิพื้นฐานและเป็นธรรมะประการหนึ่ง สุดท้ายแล้ว ไม่เพียงแต่ศาสนาเท่านั้นที่ยังให้เกิดปัญญา แต่ภาพยนตร์ก็เป็นแสงสว่างที่ยังให้เกิดปัญญาได้เช่นกัน 

เอหิปัสสิโก เข้าฉายวันที่ 6 เมษายนนี้ ที่ House Samyan