อำลา “สกาลา” ซึมซับบรรยากาศหนังรอบสุดท้ายจากหอภาพยนตร์

อำลา “สกาลา” ซึมซับบรรยากาศหนังรอบสุดท้ายจากหอภาพยนตร์
S! Movie

สนับสนุนเนื้อหา

เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ในวันที่ 3-5 กรกฎาคม 2563 ถือเป็นช่วงเวลาอำลาอาลัย “โรงภาพยนตร์สกาลา” ที่จะต้องยุติการให้บริการ ผู้คนที่มีความผูกพันกับโรงหนังแสตนด์อโลนแห่งสุดท้ายของกรุงเทพฯ แห่งนี้ก็เดินทางไปเก็บภาพความทรงจำ รวมถึงภาพยนตร์คุณภาพซึ่งคัดเลือกโดย หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ที่นำมาฉายเป็นการสั่งลา

“และแล้ววันนี้ก็มาถึง” นันทา ตันสัจจา เจ้าของและผู้บริหารโรงภาพยนตร์สกาลา ขึ้นเวทีเพื่อกล่าวกับผู้ชมกลุ่มสุดท้ายในโรง หลังการฉายหนังเรื่อง Cinema Paradiso “สกาลาได้มอบความสุขให้ทุกท่านมา 51 ปี มาวันนี้เราต้องจากไป แต่ขอจากให้เป็นการจากไปด้วยความสุขและความทรงจำ”

ในวันที่ 4-5 กรกฎาคม หอภาพยนตร์ร่วมเฉลิมฉลองและส่งท้ายการฉายภาพยนตร์ที่โรงสกาลาด้วยโปรแกรมที่คัดสรรพิเศษ “La Scala ลา สกาลา” ด้วยภาพยนตร์ 4 เรื่องได้แก่ Blow-Up, The Scala, นิรันดร์ราตรี และหนังปิดโปรแกรม Cinema Paradiso ซึ่งจะได้รับการบันทึกในประวัติศาสตร์ว่าเป็นหนังเรื่องสุดท้ายของการฉายที่ “ราชาแห่งโรงภาพยนตร์” อายุ 51 ปีแห่งนี้

ตลอดวันที่ 3-5 กรกฎาคม โรงสกาลา เปิดไปทุกดวงจนสวยงามสว่างไสว โดยเฉพาะที่โคมระย้าที่โถงบันได อันเป็นเอกลักษณ์ติดตาของโรง ผู้คนหลายพันคนหลั่งไหลมาร่วมเก็บความทรงจำครั้งสุดท้ายของสกาลา ไม่ขาดสายตั้งแต่เย็นวันที่ 3 และต่อเนื่องตลอดวันที่ 4 และ 5 ล่วงเลยไปถึงยามเกือบเที่ยงคืนของทั้งสามวัน ตั๋วภาพยนตร์ประมาณ 2,500 ใบ จากหกรอบฉายสุดท้าย ถูกจำหน่ายหมดไปก่อนหน้างานหลายวันแล้ว แต่ยังผู้คนที่เดินทางมาเพียงเพื่อถ่ายรูปและมาเยือนโรงหนังอันเป็นที่รักแห่งนี้ อีกเป็นจำนวนมากตลอดสุดสัปดาห์

ในช่วงสุดท้ายหลังหนังรอบสุดท้ายของคืนวันที่ 5 ผู้ชมพากันปรบมือกึกก้อง ก่อนที่ นันทา และกัมพล ตันสัจจา สองพี่น้องแห่งครอบครัวตันสัจจาแห่งเครือเอเพ็กซ์ จะเซอร์ไพรส์ผู้ชมโดยการขึ้นเวทีเพื่อกล่าวขอบคุณผู้ชม

“สถาปัตยกรรมอันสวยงามของเรา ช่วยกันถ่ายรูปไว้เยอะๆ เพราะจะไม่ได้เห็นอีกแล้ว”

กัมพล ตันสัจจากล่าวว่า “คุณพ่อของผมตั้งใจสร้างสกาลาให้เป็นโรงที่สวยที่สุดในประเทศ มาวันนี้เราจะย้ายชื่อ สกาลา ไปยังโรงละครของผมที่สวนนงนุช ที่พัทยา”

จากนั้นผู้บริหารและพนักงานของโรง ตั้งแถวเพื่อรอรับและขอบคุณผู้ชมกลุ่มสุดท้ายที่เดินออกจากโรง ในบรรยากาศที่คละเคล้าไปด้วยความเศร้าและความสุข หลังจากนั้นผู้บริหารโรงยังเปิดโอกาสให้ผู้ชมที่ไม่มีตั๋วหนังหลายร้อยคน ได้เข้าชมด้านในของโรงภาพยนตร์ด้วย ในขณะที่ถนนด้านนอก มีผู้มาเยี่ยมชมและถ่ายรูปป้ายไฟจำนวนมากตลอดทั้งวัน และยังคงปักหลักไปจนดึกดื่น

จากนั้นเมื่อถึงเวลา 22.00 พนักงานและผู้บริหารเดินมา ณ โถงบันไดและเริ่มนับถอยหลังจากสิบ ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นสกาลาได้ปิดไฟทุกดวงของโรง ทั้งที่ป้ายไฟมาคีด้านหน้า ไฟโคมระย้า และไฟเพดาน เป็นการปิดฉากโรงอันเป็นส่วนสำคัญของประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์ในประเทศไทยลง

ชลิดา เอื้อบำรุงจิต ผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ พูดถึงการร่วมจัดงานส่งท้ายครั้งนี้ว่า “เมื่อปีที่แล้ว วันที่ 27 ตุลาคมในโอกาสวันมรดกโสตทัศน์โลก หอภาพยนตร์ได้ติดป้ายจารึกโรงภาพยนตร์สกาลาในฐานะสถานที่สำคัญทางมรดกโสตทัศน์ของชาติ และเป็นโรงภาพยนตร์แบบ stand alone แห่งสุดท้ายในกรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนจากองค์การยูเนสโก ร่วมกับ คุณนันทา ตันสัจจา เจ้าของและทายาทของผู้สร้างโรงภาพยนตร์สกาลา นอกจากนี้หอภาพยนตร์ได้ร่วมกับโรงภาพยนตร์สกาลา จัดฉายภาพยนตร์คลาสสิกจากทั่วโลกที่ทรงคุณค่าหาชมได้ยากมานานหลายปีรวมไปถึงโปรแกรม ทึ่ง! หนังโลก ที่มีผู้ชมให้ความสนใจและทำให้โรงสกาลาคึกคักด้วยคนดูทุกรุ่น เป็นการนำเอาศักยภาพความเป็นโรงขนาดใหญ่ที่มีบุคลิกโอ่โถงคลาสสิกออกมาได้เต็มที่ สถาปัตยกรรมอันมีคุณค่าของสกาลาหาไม่ได้อีกแล้วในโรงหนังส่วนใหญ่ และควรค่าแก่การอนุรกษ์ไว้เป็นหมุดหมายของภูมิทัศน์แห่งเมืองกรุง ส่วนโปรแกรม ลา สกาลา ที่มีหนังสี่เรื่องเราเลือกหนังไทยและเทศที่มีความเกี่ยวข้องกับโรงภาพยนตร์ ทั้งความรุ่งเรืองและความแตกดับ อีกทั้งยังเป็นหนังที่แสดงพลังและศักยภาพของภาพในฐานะศิลปะและสื่อที่เข้าถึงผู้คน เพื่อร่วมเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์ของสกาลาเป็นครั้งสุดท้าย”