iPad 2 ต้นตำรับ...ความสำเร็จ

iPad 2 ต้นตำรับ...ความสำเร็จ
techxcite

สนับสนุนเนื้อหา

iPad 2: เมื่อ Apple ขอทวงบัลลังค์คืน
รีวิว โดย natdhapoom
ภาพประกอบและวิดีโอ โดย Ken, Ekk TechXcite and Mr.Xcit


ภาพที่ชินตาจากการรายงานข่าวของ สำนักข่าวทั่วโลกหลังวางจำหน่าย iPad 2 จาก Apple คงหนีไม่พ้นภาพผู้คนทั่วทุกสารทิศเข้าคิวยาวเหยียดเพื่อรอซื้อ Apple iPad 2 สุดยอดแท็บเล็ตที่ต้องถือว่าเป็น "ต้นแบบ" ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจ (หรือลอกเลียน) ให้กับผู้ผลิตอุปกรณ์ไอทีชั้นนำทั่วโลก

หมายเหตุ: เพื่อช่วยอธิบายเกี่ยวกับผลทดสอบและรายละเอียดต่างๆ จึงขอนำภาพประกอบในรีวิวบางส่วน จากเว็บไซต์ Engadget


ในห้วงเวลากว่า 1 ปีเต็ม iPad ดูจะกลายเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่บรรดา IT Geeks ถวิลหา เฉพาะแค่ในประเทศไทยเอง วันเปิดตัว iPad ในช่วงเดือนธันวาคม ซึ่งถือว่า "ช้ามาก" แต่ก็ยังมีคนที่ต้องการ iPad ไปลงทะเบียนรอซื้ออย่างคับคั่ง เหล่านี้คงสะท้อนภาพความแรง ทั้งตัวเครื่องและกระแสของ iPad ได้เป็นอย่างดี

และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียโอกาส Apple ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวทายาทผู้ที่พร้อมจะมาสืบสานตำนาน Pad คนใหม่ ภายใต้ชื่อที่จำง่ายๆ สไตล์ Apple ว่า "iPad 2" โดยครั้งนี้ Apple ดูจะทำการบ้านมาดีมากๆ เพราะสิ่งที่เพิ่มเข้ามาใน iPad 2 ก็เป็นสิ่งที่ผู้ใช้ทั่วโลกเรียกร้องต้องการมาโดยตลอด ส่วนจะเป็นอะไรบ้างนั้น ขอเชิญทุกท่านไปร่วมทัศนาพาเพลินกับรีวิวแบบชิวๆ ชิ้นนี้ได้เลยครับ

Design


(รูปประกอบจาก Engadget) เปรียบเทียบ iPad 2 และ iPhone 4

(รูปประกอบจาก Engadget) เปรียบเทียบ iPad 2 และ iPad เวอร์ชันแรก

ขนาดของ iPad 2 คือ สิ่งที่ทำให้หลายคนต้องร้อง "โอ้วจอร์จ มันเยี่ยมยอดจริงๆ" เพราะ Apple ได้ลด "ความหนา" ของ iPad รุ่นเดิมลง ทำให้เหลือส่วนที่หนาสุดเพียง 8.8 มิลลิเมตรเท่านั้น (ภาพประกอบเทียบกับ iPhone 4 ที่ว่าบางแล้ว เจอ iPad 2 เข้าไป ถึงกับอายม้วนกันเลยทีเดียว)

ด้านของน้ำหนักตัวเครื่อง ก็เบาลงอีก 1 ขีด คือ เหลือเพียง 589.6 กรัม (iPad เวอร์ชันแรก น้ำหนักอยู่ที่ 680.3 กรัม) 

มิติ ของตัวเครื่องแม้จะยังเท่ากับ iPad รุ่นเดิม คือ มีหน้าจอขนาด 9.7 นิ้ว แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมา ซึ่งเชื่อว่าทุกคนต้องการ ก็หนีไม่พ้นเรื่องของกล้อง...ไม่ใช่ตัวเดียวครับ แต่ Apple สนอง Need ด้วยการให้กล้องมาถึง 2 ตัว ตัวแรกเป็นกล้องด้านหน้า สำหรับใช้ร่วมกับโปรแกรม FaceTime และ Photobooth รวมถึงโปรแกรมแชทแบบเห็นหน้าสดๆ อีกหลายตัว ความละเอียดของกล้องตัวหน้าอยู่ที่ 0.3 ล้านพิกเซล (น้อยไปหน่อย แต่ถ้ามองว่าใช้แค่ "ขำๆ" ก็โอเคครับ)


ส่วนกล้องด้านหลัง อัดความละเอียดมาให้ 1.3 ล้านพิกเซล ซึ่งต้องยอมรับว่า "ความละเอียดค่อนข้างต่ำ" หากเทียบกับกล้องที่ติดตั้งในสินค้าตระกูล Pad หรือแท็บเล็ตจากค่ายอื่นๆ เพราะส่วนใหญ่ จะอัดกล้องหลังกันที่ 3.2 ล้านพิกเซล เลยทีเดียว อย่างไรก็ตามกล้องหลังของ iPad 2 ก็รองรับการบันทึกวิดีโอที่ความละเอียดระดับ 720p เลยเช่นกัน นอกจากนี้ยังสามารถซูมดิจิตอลได้สูงสุด 5 เท่าอีกด้วย

ใกล้กับกล้องด้านหลัง จะมีปุ่มควบคุมมาให้ 2 ชุด คือ ปุ่มสำหรับเปิด/ปิดเสียง และปุ่มเพิ่ม/ลดระดับเสียง โดยปุ่มเปิด/ปิดเสียงนั้น คุณสามารถเปลี่ยนเป็นปุ่มยกเลิกการหมุนหน้าจอได้เช่นกัน (iPad เวอร์ชันแรกก็ได้ทำได้ครับ หากอัพเดตเฟิร์มแวร์เป็น iOS 4.3 ขึ้นไป)

สิ่งที่สังเกตุได้ชัดเจนเกี่ยวกับ การออกแบบของ iPad 2 นอกจากขนาดและน้ำหนักแล้ว การทำให้ฝาหลังโค้งบริเวณขอบตัวเครื่อง ก็ช่วยให้การจับถือสะดวกขึ้นอีกเล็กน้อย (ใครที่บ่นว่า iPad เวอร์ชันแรกทั้งหนา และถือยากไปหน่อย ถ้าได้ลองถือเจ้า iPad 2 รับรองว่าคุณจะเปลี่ยนความคิดทันที)


ด้านล่างของ iPad 2 จะมีช่องของลำโพง (มองเผินๆ อาจนึกว่าเป็นช่องระบายความร้อน) ซึ่งเป็นอีกจุดหนึ่งที่ผู้ใช้ iPad เวอร์ชันแรกเรียกร้องให้ Apple พิจารณาปรับปรุงและเพิ่มเข้ามาใน iPad 2 เท่าที่ทดลองฟังเพลงจากลำโพงบน iPad 2 ความรู้สึกที่ได้รับ คงต้องบอกตามตรงว่า "ใส่หูฟังดีกว่ามั๊ย?" เพราะถึงแม้ว่าจะปรับปรุงลำโพงให้กับ iPad 2 แต่ด้วยขนาดของตัวเครื่องที่ค่อนข้างบาง ส่งผลให้ Apple ไม่สามารถใส่ดอกลำโพงขนาดใหญ่เข้าไปใน iPad 2 ได้ ดังนั้น คุณภาพเสียงจึงไม่ถือว่ามีความแตกต่างจาก iPad เวอร์ชันแรกมากนัก (ตอนทดสอบ ไม่มีการปรับแต่ง EQ ให้กับระบบเสียงนะครับ...ใครที่ปรับแต่ง EQ แล้วให้ผลลัพธ์หรืออรรถรสในการฟังเพลงดีขึ้น อันนั้น ถือเป็นความชื่นชอบส่วนบุคคลครับ)


(รูปประกอบจาก Engadget) iPad 2 รองรับการส่งสัญญาณวิดีโอออกไปในระดับ 1080p


(รูปประกอบจาก Engadget) อุปกรณ์เสริมสำหรับเชื่อมต่อ iPad 2 เพื่อส่งวิดีโอออกไปฉายบนโทรทัศน์หรือมอนิเตอร์

ใกล้ๆ กับช่องระบายความร้อย...เอ้ย ลำโพงของ iPad 2 จะมีพอร์ตมาตรฐานสำหรับเสียบสายลิ๊งค์ข้อมูลกับคอมพิวเตอร์มาให้ ซึ่ง Apple ยังคงเลือกตำแหน่งเดิม คือ ด้านใต้ของตัวเครื่องครับ ทั้งนี้แม้ตัวพอร์ตจะดูเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามา คือ ฟีเจอร์ที่ซ่อนอยู่ของพอร์ต เพราะใน iPad 2 จะรองรับการส่งข้อมูลออกไปฉายบนจอภาพหรือมอนิเตอร์ได้ถึงระดับ 1080p (หรือ Full HD) กันเลยทีเดียว (สำหรับการใช้งานนั้น คุณจะต้องหาซื้อสายแปลงเพิ่มเติม...น่าจะแถมสาย HDMI มาให้ด้วยเลย)

Dimension



ด้านหน้าของตัวเครื่อง: ไม่มีปุ่มพิเศษใดๆ มาให้ครับ มีเฉพาะปุ่ม Home ด้านล่างของหน้าจอเท่านั้น ส่วนด้านบนจะมีกล้องสำหรับใช้เล่น FaceTime หรือ Photo Booth มาให้


ด้านบนของตัวเครื่อง: จะพบกับปุ่มเปิด/ปิดเครื่อง (กดเพื่อพักเครื่องได้เหมือนเดิม) ส่วนตรงกลางที่เห็นเป็นรูเล็กๆ เป็นลำโพง และริมขวาสุดในรูป คือ ช่องเสียบหูฟังครับ


ด้านซ้ายของตัวเครื่อง: จะมีเพียงปุ่มเพิ่ม/ลดเสียง และปุ่มเปิด/ปิดเสียงมาให้ (ปรับเป็นปุ่มล็อคการหมุนของหน้าจอได้ใน Setting นะครับ)


ด้านขวาของตัวเครื่อง: จะไม่มีพอร์ตใดๆ มาให้ ตามสไตล์สินค้าของ Apple ซึ่งมักจะมีปุ่มกดต่างๆ มาน้อย เพราะเน้นให้ผู้ใช้ทำงานด้วยนิ้วมือบนหน้าจอแบบมัลติทัชแทน


ด้านใต้ของตัวเครื่อง: จะมีลำโพง และช่องเสียบสายลิ๊งค์ข้อมูลร่วมกับคอมพิวเตอร์เท่านั้น


ด้านหลังของตัวเครื่อง: เป็นไปตามเอกลักษณ์ Apple ทุกประการ โดยด้านบนจะเป็นโลโก้ Apple ส่วนด้านล่าง จะสกรีนคำว่า iPad (ไม่ใช่ iPad 2 นะครับ) และมีข้อมูลระบุหน่วยความจำมาให้

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเรา บน Facebook..ได้ที่นี่เลย!!