เจดควันตัมโหมรุกตลาดโน้ตบุ๊กไทย

เจดควันตัมโหมรุกตลาดโน้ตบุ๊กไทย
S! Hitech

สนับสนุนเนื้อหา

ฐานเศรษฐกิจ : นายอีมิลิโอ เปง ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัทเจดควันตัม เทคโนโลยี อิงค์ ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์แบบพกพายี่ห้อ "เจดควันตัม" เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนเข้ามาจัดตั้งสำนักงานสาขาและศูนย์บริการในประเทศไทยขึ้นมา เพื่อขยายการทำตลาดคอมพิวเตอร์แบบพกพาหรือโน้ตบุ๊กในตลาดประเทศไทย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้เข้ามาสร้างชื่อเจดควันตัมให้เป็นที่รู้จักในตลาดแล้วผ่านโครงการโน้ตบุ๊กไอซีที ประกอบด้วย โน้ตบุ๊กรุ่นราคา 19,500 บาท ซึ่งใช้ตัวประมวลผลเวีย ความเร็ว 800 เมกะเฮิรตซ์ และรุ่นราคา 22,500 บาท ซึ่งใช้ตัวประมวล ผลเวีย ความเร็ว 1 กิกะเฮิรตซ์ ส่วนการลงทุนขยายการทำตลาดในประเทศไทยนั้นคาดว่าจะใช้เม็ดเงินลงทุนเบื้องต้น 20 ล้านบาท โดยจะแบ่งเป็นงบประมาณจัดตั้งสำนักงานสาขาและศูนย์บริการ รวมถึงงบประมาณด้านการบริหารงานและประชาสัมพันธ์ ซึ่งในส่วนของศูนย์บริการแห่งแรกจะจัดตั้งขึ้นมาที่ บริษัทกสท. โทรคมนาคม จำกัด ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อให้บริการกับกลุ่มลูกค้าทั่วไป และลูกค้าองค์กร ส่วนสำนักงานสาขานั้นขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดเลือกสถานที่อยู่ อย่างไรก็ตามคาดว่าจะสามารถจัดตั้งทั้งในส่วนของสำนักงานสาขาและศูนย์บริการขึ้นมาได้ภายในเดือนสิงหาคม 2546 สำหรับการทำตลาดในประเทศไทยนั้นบริษัทจะตั้งพันธมิตรหรือพาร์ตเนอร์ขึ้นมา ช่วยขยายการทำตลาด โดยจะไม่ใช้วิธีการทำตลาดผ่านผู้ค้าส่งหรือดิสตริบิวเตอร์ ทั้งนี้เล็งเห็นว่าการทำตลาดรูปแบบดังกล่าวทำให้ต้นทุนของสินค้าเพิ่มขึ้น เพราะดิสตริบิวเตอร์จะขายผ่านตัวแทนจำหน่ายรายย่อยอีก 1-2 ขั้น ซึ่งตัวแทนจำหน่ายรายย่อยเหล่านี้จะบวกกำไรเพิ่มขึ้นไปอีก ทำให้ราคาสุดท้ายที่ถึงมือผู้บริโภคมีราคาแพงขึ้น ในขณะที่รูปแบบการทำตลาดผ่านพาร์ตเนอร์นั้นพาร์ตเนอร์สั่งซื้อสินค้าทำตลาดไปยังลูกค้าได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถทำตลาดสินค้าในราคาต่ำได้ โดยปัจจุบันบริษัทได้ตั้งพาร์ตเนอร์ขึ้นมาช่วยทำตลาดแล้ว 1 ราย คือ บริษัทอินฟอร์เมชั่น เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด อย่างไรก็ตามก็มีแผนเพิ่มพาร์ตเนอร์ช่วยขยายการทำตลาดมากขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับกลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์, ธนาคาร และสถาบันการเงิน นอกจากนี้บริษัทยังอยู่ระหว่างการเจรจากับโรงงานผลิตคอมพิวเตอร์ในประเทศไทยรายหนึ่ง ซึ่งเป็นสมาชิกในกลุ่มสมาคมอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ไทย หรือเอทีซีเอ็ม เพื่อว่าจ้างโรงงานดังกล่าวทำการประกอบโน้ตบุ๊กให้กับบริษัท ทั้งนี้เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากราคาของชิ้นส่วนประกอบทั่วโลกที่มีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตามบริษัทพร้อมเข้ามาลงทุนจัดตั้งโรงงานประกอบโน้ตบุ๊กขึ้นมาในประเทศไทยอีกด้วย หากตลาดในประเทศไทยรวมถึงตลาดในภูมิภาคมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ส่วนกลุ่มเป้าหมายการทำตลาดนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มผู้ใช้ทั่วไป และกลุ่มองค์กร โดยในกลุ่มของผู้ใช้ทั่วไปนั้น มองว่าโครงการคอมพิวเตอร์ไอซีทีจะมีการขยายไปยังกลุ่มผู้ใช้ทั่วไป ซึ่งต่อไปกระทรวงไอซีทีจะค่อยๆ ลดบทบาทลงมา และให้เอกชนเป็นผู้ทำตลาด โดยตลาดที่มองว่ามีขนาดใหญ่และมีแนวโน้มการเติบโตสูง คือตลาดทางด้านการศึกษา ส่วนตลาดกลุ่มองค์กรธุรกิจนั้นบริษัทมีแผนจัดทำโปรแกรมต่างๆ ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการขาย อาทิ บริการเงินผ่อน หรือชำระผ่านบัตรเครดิต ดอกเบี้ยราคาประหยัด รวมถึงโปรแกรมขายสินค้าราคาพิเศษให้กับหน่วยงานที่มีพนักงาน 200 คนขึ้นไป นอกจากนี้ยังเปิดให้ลูกค้าองค์กรสามารถสั่งผลิตสินค้าเลือกตามสเปกที่ต้องการด้วย อาทิ ต้องการเพิ่มคุณสมบัติการทำงานไร้สาย ซึ่งโน้ตบุ๊กของบริษัทสามารถเพิ่มโมดูล WiFi เข้าไปได้ทันที หรือต้องการเครื่องที่มีตัวประ-มวลผลสูงขึ้น หรือหน่วยความจำสูงขึ้น ทั้งนี้คาดว่าภายหลังจากการจัดตั้งศูนย์ให้บริการและการจัดทำโปรแกรมต่างๆ ขึ้นมาสนับสนุนการขาย คาดว่าจะช่วยให้บริษัทมียอดขายโน้ตบุ๊กในประเทศไทยปีนี้ประมาณ 30,000 เครื่อง หรือคิดเป็นยอดขายมูลค่า ประมาณ 600-700 ล้านบาท นายเปงกล่าวต่อไปว่า บริษัทยังมีแผนผลักดันสำนักงานสาขาประเทศไทย เป็นศูนย์กลางในการขยายการทำตลาดไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย โดยประเทศแรกที่คาดว่าจะขยายการทำตลาดออก ไป คือ อินโดนีเซีย เนื่องจากกระทรวงไอซีที ของอินโดนีเซีย ให้ความสนใจรูปแบบการขยายการใช้งานคอมพิวเตอร์ในประเทศไทย และต้องการใช้เป็นต้นแบบในการขยายการใช้งานคอมพิวเตอร์ในประเทศอินโดนีเซีย

เรื่องล่าสุดของหมวด Tech Update

ดูหมวด Tech Update ทั้งหมด