Acer เปิดตัว Ferrari 3000 โน้ตบุ๊คหรูเหนือระดับ

Acer เปิดตัว Ferrari 3000 โน้ตบุ๊คหรูเหนือระดับ
S! Hitech

สนับสนุนเนื้อหา

เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ประกาศทิศทางธุรกิจ มุ่งขายแวลูของผลิตภัณฑ์เป็นหลัก หลังเชื่อในเรื่องของสเปก และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในตลาดไม่ต่างกัน มีการอัพเดตตลอด พร้อมตั้งโน้ตบุ๊กโปรเฟสชั่นนอล 50 ชอปทั่วประเทศภายในปีนี้ หลัง Co-Brand กับ Ferrari ส่งโน้ตบุ๊ก Ferrari 3000 ซึ่งเป็นสีแดงพร้อมโลโก้เดียวกันกับรถ Ferrari ลงตลาด เจาะกลุ่มที่ต้องการเป็นตัวของตัวเองในจำนวน 248 เครื่อง ด้วยราคา 69,900 บาท ปัจจุบันผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊คของเอเซอร์ได้รับการยอมรับจากตลาดมากขึ้น จากตัวเลขยอดขายในปี 2546 ที่ทำได้ 40,000 เครื่อง ส่วนปี 2547 เอเซอร์คาดว่าจะมีรายได้รวม 6,000 ล้านบาทจากทุกสายผลิตภัณฑ์ หรือเป็นอันดับ 1 ในตลาด โดยมีสัดส่วนจากโน้ตบุ๊ค 60% หรือ 60,000 เครื่อง, อุปกรณ์ต่อพ่วงโน้ตบุ๊ค 10%, เซิร์ฟเวอร์ 5% และพีซี 25% จากปีที่แล้วมีรายได้ 4,000 ล้านบาท เป็นโน้ตบุ๊ค 48% หรือ 1,900 ล้านบาท คิดเป็น 40,000 เครื่อง โดยเอเซอร์พยายามคัดสรรโน้ตบุ๊คที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้สูงสุดเข้ามานำเสนอ เริ่มจากการเปิดตัวโน้ตบุ๊ค Ferrari 3000 นายบุญชัย เงาวิศิษฎ์กุล ผู้จัดการผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊ค บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า Ferrari 3000 เป็นโน้ตบุ๊คตัวแรกที่เอเซอร์เลือกเปิดตัวในปี 2547 เพื่อเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการความแตกต่าง นอกจากนั้นเอเซอร์เห็นว่าพฤติกรรมการซื้อโน้ตบุ๊คของผู้บริโภคได้เปลี่ยนไปจากเดิมมาก ผู้ใช้งานไม่ได้ต้องการเพียงฟังก์ชั่นหรือสเปกที่เร็วและมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังต้องการโน้ตบุ๊คที่สามารถตอบสนองความต้องการด้านอารมณ์ได้อีกด้วย ในขณะที่ Ferrari 3000 เป็นโน้ตบุ๊คที่มีสมรรถนะเยี่ยม ทั้งประสิทธิภาพ การทำงานและการแสดงออกถึงรสนิยมความมีระดับของผู้เป็นเจ้าของ Ferrari 3000 เป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูง ด้วยโปรเซสเซอร์ AMD Athlon XP-M 2500+ ที่เหมาะสำหรับงานด้านกราฟฟิกและคอเกม, แรมที่ใช้เป็นแบบ DDR333 ขนาด 512 MB, ฮาร์ดดิสก์ขนาด 60GB, ใช้ไดร์ฟ DVD-Dual รองรับการอ่านและบันทึกข้อมูลบนแผ่น DVD ทั้งแบบ + และ -, สุดยอดของการประมวลผลกราฟฟิก 2D และ 3D ด้วย ATI MOBILITY RADEON 9200 ที่มากับหน่วยความจำกริกขนาด 128MB, มาตรฐาน Wireless LAN แบบ IEEE 802.11g ที่มีความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลสูงถึง 54Mbps นอกจากนั้นยังมี Acer Fine touch keyboard คีย์บอร์ดโค้ง 5 องศา เทคโนโลยีเฉพาะที่มีอยู่ในโน้ตบุ๊คตระกูลทราเวลเมทเท่านั้น ทำให้ผู้ใช้ไม่รู้สึกเมื่อยล้ากับการพิมพ์งานในระยะเวลานานๆ และ DASP ระบบป้องกันหัวอ่านของฮาร์ดดิสก์ไม่ให้เกิดการเสียหายจากการกระแทก รวมทั้ง Ferrari Mouse สีแดงเฉดเดียวกับตัวเครื่องและ Carry Bag รุ่นพิเศษที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับ Ferrari 3000 ทั้งนี้สนนราคาค่าตัวของ Ferrari 3000 หลังนำเข้ามาในประเทศไทยแล้ว จะอยู่ที่ 69,900 บาท เดิมทีผู้ใช้งานโน้ตบุ๊ค มักจะซื้อโน้ตบุ๊คด้วยการพิจารณาคุณสมบัติของเครื่องในการใช้งาน เช่น ความเร็วของตัวประมวลผล ฟังก์ชันที่จำเป็นต้องใช้งาน หรือฟังก์ชันที่สามารถดูหนังและฟังเพลงได้ แต่ปัจจุบันผู้บริโภคต้องการความแตกต่างอีกระดับหนึ่ง เช่น โน้ตบุ๊คที่สามารถบ่งบอกถึงรสนิยมของผู้ใช้งาน ซึ่งเอเซอร์นำเข้าเครื่องโน้ตบุ๊ค Ferrari 3000 ในเมืองไทยเฉพาะ 248 เครื่องแรกเท่านั้น โดยมีโปรโมชั่นพิเศษ แถม Ferrari Mouse และกระเป๋าโน้ตบุ๊คที่ออกแบบเป็นพิเศษ 1 ใบและกระเป๋า Executive อีก 1 ใบด้วย นายนิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ทิศทางการรุกตลาดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กของเอเซอร์ในปีนี้ จะมุ่งเน้นเรื่องของสเปก เนื่องจากเรื่องของเทคโนโลยีมีการอัพเดตตลอดเวลา แต่สิ่งที่เอเซอร์จะนำเสนอให้กับผู้บริโภคคือเรื่องของคุณค่าหรือแวลูที่จะแตกต่างจากผู้ค้ารายอื่นที่มีอยู่ในตลาด นอกจากนี้ ยังมีการร่วมกับพาร์ตเนอร์เพื่อหาซอฟต์แวร์ดีๆ มารันบนโน้ตบุ๊กของเอเซอร์ ไม่ว่าจะเป็นเกมกราฟิกหนักๆ ที่ไม่จำเป็นต้องไปใช้เฉพาะเครื่องตั้งโต๊ะหรือเดสก์ทอปเพียงอย่างเดียว ส่วนกลยุทธ์ในการรุกตลาดโน้ตบุ๊ก เอเซอร์มีแผนจะตั้งโน้ตบุ๊ก โปรเฟสชั่นนอล ชอป โดยคัดเลือกจากดีลเลอร์ที่อยู่ทั่วประเทศประมาณ 400 ราย จำนวน 50 ชอป ภายในปีนี้ ซึ่งมีการพิจารณาจาก 1.เป็นดีลเลอร์ของเอเซอร์ 2.มีความพร้อม 3.มียอดขายต่อเนื่อง ผู้ที่ได้รับเลือกในส่วนนี้ เอเซอร์จะมีการฝึกอบรมให้มีความเชี่ยวชาญด้านโน้ตบุ๊กมากขึ้น มีการตกแต่งร้านให้ โดยใช้งบจากงบรวมที่ตั้งไว้แล้ว สำหรับโน้ตบุ๊ก โปรเฟสชั่นนอล 50 ชอป ที่เอเซอร์ตั้งเป้าไว้ในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ในกรุงเทพฯประมาณ 35 แห่ง ส่วนที่เหลือจะกระจายไปตามหัวเมืองหลักๆ ซึ่งจะเริ่มเห็นชัดเจนขึ้นในไตรมาส 2 ปีนี้ พร้อมกันนี้ ยังมีบริการอื่นๆ เช่น รับประกันการซ่อมเสร็จภายใน 2 ชั่วโมง หรือมีเครื่องใช้ก่อนกรณียังซ่อมไม่เสร็จ เป็นต้น "เรามีการทำทั้งโค-แบรนด์ และโค-มาร์เก็ตติ้ง เพื่อรักษาตำแหน่งที่หนึ่งในตลาดโน้ตบุ๊กไว้" การนำผลิตภัณฑ์รุ่นดังกล่าวออกสู่ตลาด เริ่มจากการที่เอเซอร์เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ไอทีต่างๆ ให้กับสำนักงาน Ferrari รวมถึงการเป็นผู้สนับสนุนหรือสปอร์นเซอร์ในการแข่งรถด้วย เมื่อกระแสของไอทีและเทคโนโลยีมาแรง เอเซอร์ กับ Ferrari จึงได้มีการทำ Co-Branding เพื่อนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด ซึ่ง Ferrari เองก็จะได้ภาพลักษณ์หรืออิมเมจจากการร่วมครั้งนี้ ขอขอบคุณ ผู้จัดการออนไลน์