รีวิว Baseus Bowie MC2 vs MC2 Air หูฟัง Open-Ear ต่างกันตรงไหน รุ่นไหนน่าใช้กว่า

หูฟังแบบ Open-Ear กลายเป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่อยากฟังเพลงระหว่างทำงาน ออกกำลังกาย หรือเดินทาง แต่ยังต้องการได้ยินเสียงรอบข้าง ซึ่งล่าสุด Baseus มีตัวเลือกใหม่มาให้ลองพร้อมกันถึง 2 รุ่น ได้แก่ Baseus Bowie MC2 และ Baseus Bowie MC2 Air
แม้หน้าตาและแนวคิดของทั้งคู่จะคล้ายกัน แต่ตำแหน่งทางการตลาดต่างกันพอสมควร โดย MC2 เป็นรุ่นที่เน้นคุณภาพเสียงมากกว่า รองรับ Hi-Res Audio และ LDAC ขณะที่ MC2 Air ลดบางฟีเจอร์เพื่อแลกกับน้ำหนักที่เบาลงและราคาเข้าถึงง่ายกว่า
หลังจาก Sanook Hitech ได้ลองใช้งานทั้งคู่แล้ว ความแตกต่างไม่ได้อยู่แค่ตัวเลขบนหน้าสเปก เพราะรูปทรงและตำแหน่งของลำโพงก็ส่งผลต่อทั้งความดังและความรู้สึกขณะฟังเช่นกัน มาดูกันว่าทั้งสองรุ่นเป็นอย่างไร

ดีไซน์ Baseus Bowie MC2 และ MC2 Air
หูฟังทั้งสองรุ่นใช้ดีไซน์แบบ Open-Ear ซึ่งไม่ได้สอดเข้าไปปิดช่องหูเหมือนหูฟัง In-Ear แต่ใช้โครงสร้างคล้องกับใบหู แล้ววางส่วนของลำโพงไว้ใกล้กับช่องหูแทน
ข้อดีคือระหว่างฟังเพลงเรายังสามารถรับรู้เสียงจากสภาพแวดล้อมรอบตัวได้ เหมาะกับคนที่ไม่ชอบความรู้สึกอุดหู รวมถึงการใช้งานระหว่างเดิน วิ่ง หรือทำงานที่ยังจำเป็นต้องพูดคุยกับคนรอบข้าง

Baseus Bowie MC2 มีน้ำหนักประมาณ 5.1 กรัมต่อข้าง ใช้วัสดุ ABS + PC และใช้โครงสร้าง CloudComfort 2.0 พร้อมซิลิโคนบริเวณที่สัมผัสกับใบหู เพื่อลดแรงกดเมื่อสวมใส่เป็นเวลานาน
ส่วน Baseus Bowie MC2 Air จะเบาลงเหลือเพียง 4.9 กรัมต่อข้าง พร้อมดีไซน์ก้านคล้องหูที่มีความยืดหยุ่น ทำให้เวลาสวมใส่รู้สึกเบากว่าเล็กน้อย
ทั้งสองรุ่นยังผ่านมาตรฐานกันน้ำและฝุ่น IP67 จึงรองรับการใช้งานระหว่างออกกำลังกายหรือเจอเหงื่อได้ดีพอสมควร

ฟีเจอร์เด่น ต่างกันตรงไหน?
แม้จะใช้ Driver ขนาด 11 มม. เหมือนกัน แต่ Baseus แบ่งความสามารถด้านเสียงของทั้งสองรุ่นออกจากกันค่อนข้างชัดเจน
Baseus Bowie MC2
- 11 mm Dynamic Driver
- รองรับ Hi-Res Audio
- รองรับ Codec LDAC
- ช่วงความถี่ 20Hz – 40kHz
- SuperBass 3.0
- Low Latency 38ms
- ไมโครโฟน 4 ตัว พร้อม AI ENC
- Bluetooth 6.0
- มาตรฐาน IP67
MC2 จึงเหมาะกับคนที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพเสียงมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่รองรับ LDAC และเปิดใช้งานไฟล์เสียงคุณภาพสูง
_batch_1.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
Baseus Bowie MC2 Air
- 11 mm Dynamic Driver
- รองรับ Codec SBC / AAC
- ช่วงความถี่ 20Hz – 20kHz
- AI SuperBass 2.0
- Low Latency 38ms
- ไมโครโฟน 4 ตัว พร้อม AI ENC
- Bluetooth 6.0
- มาตรฐาน IP67
MC2 Air ไม่มี LDAC และ Hi-Res Audio แบบ MC2 แต่ฟีเจอร์พื้นฐานยังถือว่าครบ โดยเฉพาะ Low Latency 38ms ที่ช่วยลดอาการเสียงกับภาพไม่ตรงกันเวลารับชมวิดีโอหรือเล่นเกม
_batch.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
ฟังเสียงแล้วเป็นอย่างไร?
จากการทดลองฟังจริง Baseus Bowie MC2 ให้รายละเอียดเสียงที่ค่อนข้างดีสำหรับหูฟังแบบ Open-Ear โดย Driver ขนาด 11 มม. สามารถให้เสียงที่มีเนื้อมีหนัง และเมื่อใช้งานร่วมกับระบบ Hi-Res Audio และ LDAC จะสังเกตได้ว่าเสียงมีความคมชัดและเก็บรายละเอียดได้ดีกว่า
โดยเฉพาะรายละเอียดของเครื่องดนตรีและเสียงร้องที่สามารถแยกออกจากกันได้ชัดขึ้น ขณะที่ย่านเบสมี SuperBass 3.0 เข้ามาช่วยเสริม ทำให้เสียงไม่บางจนเกินไปสำหรับหูฟังประเภทนี้
อย่างไรก็ตาม ด้วยรูปทรงของ MC2 ที่ค่อนข้างกว้างและตำแหน่ง Driver ไม่ได้อยู่ชิดช่องหูเหมือน In-Ear ระหว่างใช้งานจริงพบว่า หากต้องการเสียงที่ดังและเต็มมากขึ้น จำเป็นต้องเพิ่ม Volume ขึ้นมากกว่าที่คุ้นเคยเล็กน้อย
นี่เป็นลักษณะที่ควรพิจารณาของหูฟัง Open-Ear เพราะความดังที่ผู้ใช้ได้รับสามารถเปลี่ยนแปลงตามรูปทรงใบหูและตำแหน่งที่ Driver วางอยู่ด้วย
_batch_1.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
แล้ว Baseus Bowie MC2 Air เสียงเป็นอย่างไร?
สำหรับ Baseus Bowie MC2 Air แม้สเปกด้านเสียงจะไม่ได้จัดเต็มเท่า MC2 แต่จากการทดลองจริงกลับพบข้อดีที่น่าสนใจในเรื่องความดัง
ด้วยรูปทรงและตำแหน่งของตัวหูฟัง ทำให้เสียงเข้าหูได้ค่อนข้างตรงกว่า ส่งผลให้ระดับความดังที่ได้รับรู้สึกมากกว่า MC2 โดยไม่จำเป็นต้องเร่ง Volume ขึ้นสูงมาก
Character เสียงโดยรวมฟังง่าย เหมาะกับเพลงทั่วไป Podcast หรือ YouTube ขณะที่ AI SuperBass 2.0 ช่วยเติมย่านเสียงต่ำไม่ให้เสียงบางจนเกินไป
แต่ถ้าเปิดเพลงที่มีรายละเอียดเยอะและนำมาเปรียบเทียบกันตรงๆ MC2 จะได้เปรียบจาก LDAC และ Hi-Res Audio ซึ่งสามารถถ่ายทอดรายละเอียดเสียงได้มากกว่าอย่างสังเกตได้
การสวมใส่ รุ่นไหนสบายกว่า?
เรื่องนี้ MC2 Air มีความน่าสนใจ เพราะน้ำหนักเพียง 4.9 กรัมต่อข้าง ทำให้เวลาสวมใส่ต่อเนื่องรู้สึกเบา และเมื่อไม่ต้องมีจุกหูฟังเข้าไปอุดในช่องหู ก็ช่วยลดความอึดอัดสำหรับคนที่ไม่ชอบ In-Ear
อย่างไรก็ตาม จากการทดลองใช้งานพบว่า คนที่มีใบหูค่อนข้างหนาอาจสวม MC2 Air ได้ยากกว่าปกติ เนื่องจากพื้นที่ของตัวคล้องหูและรูปทรงของหูฟังอาจไม่เข้ากับใบหูของทุกคนเหมือนกัน
ดังนั้นหากมีโอกาสทดลองสวมก่อนซื้อก็จะดีที่สุด เพราะหูฟัง Open-Ear มีเรื่องสรีระของใบหูเข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่าหูฟังทั่วไป
ไมโครโฟนของทั้งคู่เป็นอย่างไร?
ทั้ง MC2 และ MC2 Air ใช้ระบบ 4-Mic AI ENC สำหรับช่วยลดเสียงรบกวนระหว่างสนทนา
จากการทดลองใช้งาน คุณภาพเสียงของไมโครโฟนทั้งสองรุ่นถือว่าทำได้ดีและไม่ได้แตกต่างกันอย่างชัดเจน สามารถใช้สนทนาโทรศัพท์หรือประชุมออนไลน์ในชีวิตประจำวันได้
อย่างไรก็ตาม ระบบดังกล่าวเป็น ENC สำหรับช่วยจัดการเสียงรบกวนของไมโครโฟน ไม่ใช่ ANC สำหรับตัดเสียงรบกวนที่ผู้สวมใส่ได้ยิน เนื่องจากแนวคิดของ Open-Ear คือการเปิดให้เรายังคงได้ยินเสียงรอบตัวอยู่
แบตเตอรี่ MC2 ใช้ได้นานกว่า
ด้านแบตเตอรี่ถือเป็นอีกจุดที่ทั้งสองรุ่นแตกต่างกัน โดย Baseus Bowie MC2 ใช้งานต่อเนื่องได้ประมาณ 13 ชั่วโมงต่อการชาร์จ และเมื่อรวมกับ Charging Case สามารถใช้งานได้สูงสุดประมาณ 60 ชั่วโมง หรือประมาณ 55 ชั่วโมงเมื่อเปิด Bass Boost
ขณะที่ Baseus Bowie MC2 Air ใช้งานต่อเนื่องประมาณ 11 ชั่วโมง และเมื่อรวม Charging Case อยู่ที่สูงสุดประมาณ 49 ชั่วโมง หรือประมาณ 40 ชั่วโมงเมื่อเปิด SuperBass
ทั้งสองรุ่นชาร์จผ่านพอร์ต USB Type-C และ MC2 Air ใช้เวลาชาร์จเต็มประมาณ 2 ชั่วโมง
จุดเด่นและข้อสังเกต
Baseus Bowie MC2
จุดเด่น
- รองรับ Hi-Res Audio และ LDAC
- Driver 11 มม. ให้รายละเอียดเสียงดี
- SuperBass 3.0
- แบตเตอรี่ใช้งานได้นานกว่า
- IP67
- ไมโครโฟน 4-Mic AI ENC
ข้อสังเกต
- รูปทรงค่อนข้างกว้าง
- อาจต้องเพิ่ม Volume มากขึ้นเพื่อให้ได้ความดังตามต้องการ
- ราคาสูงกว่า MC2 Air
Baseus Bowie MC2 Air
จุดเด่น
- น้ำหนักเบาเพียง 4.9 กรัมต่อข้าง
- เสียงดังได้ง่ายกว่าโดยไม่ต้องเร่ง Volume มาก
- Driver 11 มม.
- Low Latency 38ms
- IP67
- ราคาเข้าถึงง่ายกว่า
ข้อสังเกต
- ไม่รองรับ Hi-Res Audio และ LDAC
- รายละเอียดเสียงเป็นรอง MC2
- คนที่มีใบหูหนาอาจสวมใส่ได้ยาก
- แบตเตอรี่สั้นกว่า MC2

สรุปหลังลอง Baseus Bowie MC2 และ MC2 Air
หลังจากทดลองทั้งสองรุ่น ต้องบอกว่า Baseus Bowie MC2 และ MC2 Air มีบุคลิกต่างกันชัดกว่าที่หน้าตาบอก
ถ้าคุณเป็นคนที่อยากได้หูฟัง Open-Ear แต่ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพเสียง MC2 เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจกว่า เพราะได้ทั้ง Hi-Res Audio, LDAC, SuperBass 3.0 และแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานกว่า เมื่อเปิดเพลงคุณภาพสูงก็สามารถแสดงรายละเอียดของ Driver 11 มม. ออกมาได้ดี
แต่ต้องแลกกับรูปทรงที่ค่อนข้างกว้าง และจากที่ลอง หากอยากได้เสียงดังเต็มที่อาจต้องเร่งระดับเสียงเพิ่มขึ้นสักหน่อย
ส่วน MC2 Air จะเป็นรุ่นที่เข้าถึงง่ายกว่า น้ำหนักเบา และด้วยตำแหน่งของหูฟังทำให้ได้ความดังของเสียงง่ายกว่าโดยไม่ต้องเร่ง Volume มาก แม้รายละเอียดเสียงจะไม่ได้ไปสุดเท่า MC2 แต่สำหรับการฟังเพลง ดูวิดีโอ Podcast หรือใส่ออกกำลังกายทั่วไปก็ถือว่าเพียงพอ
ข้อเดียวที่อยากให้ลองก่อนซื้อคือเรื่องการสวมใส่ โดยเฉพาะคนที่มีใบหูค่อนข้างหนา เพราะรูปทรงของ MC2 Air อาจไม่เข้ากับหูของทุกคน
ราคาเปิดตัว
- Baseus Bowie MC2 Air ราคา 1,599 บาท มีสี Cosmic Black, Baby Pink และ Stellar White
- Baseus Bowie MC2 ราคา 2,299 บาท มีสี Cosmic Black, Stellar White และ Deepsea Blue
ทั้งสองรุ่นรับประกันสินค้า 12 เดือน โดยถ้ามองเรื่องความคุ้มค่า MC2 Air เหมาะกับคนที่อยากเริ่มใช้หูฟัง Open-Ear ในงบไม่สูงมาก ส่วนการเพิ่มเงินอีก 700 บาทไปที่ MC2 จะเหมาะกับคนที่จริงจังกับคุณภาพเสียงมากกว่า เพราะสิ่งที่เพิ่มเข้ามาอย่าง Hi-Res Audio, LDAC และแบตเตอรี่ที่ยาวขึ้น เป็นความแตกต่างที่สามารถสัมผัสได้จากการใช้งานจริง
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี




