อัปเดตแพตช์ครบ ทำไมยังถูกแฮก? เมื่อ AI ทำให้ภัยไซเบอร์รับมือยากกว่าเดิม

อัปเดตแพตช์ครบ ทำไมยังถูกแฮก? เมื่อ AI ทำให้ภัยไซเบอร์รับมือยากกว่าเดิม

อัปเดตแพตช์ครบ ทำไมยังถูกแฮก? เมื่อ AI ทำให้ภัยไซเบอร์รับมือยากกว่าเดิม
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ManageEngine ชี้ AI กำลังเขียนกติกาใหม่ของความปลอดภัยไซเบอร์ องค์กรที่ยังยึดติดกับ Patch Compliance อาจกำลังสร้าง "ภาพลวงตา" ของความปลอดภัย ถึงเวลาคิดใหม่ เพราะ Endpoint ที่ได้รับการจัดการอย่างดี ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยจากการโจมตีอีกต่อไป

ปัจจุบัน แม้องค์กรจำนวนมากจะลงทุนกับการบริหารจัดการ Endpoint และการอัปเดตแพตช์อย่างต่อเนื่อง แต่เหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า สะท้อนว่าในยุคที่ AI เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบของภัยคุกคาม การมีอุปกรณ์ที่ได้รับการบริหารจัดการอย่างดีเพียงอย่างเดียว อาจไม่ใช่เครื่องยืนยันว่าระบบขององค์กรมีความปลอดภัยอีกต่อไป

ณัฐวิชช์ ว่องสิทธิโรจน์ Regional Technical Head บริษัท ManageEngine กล่าวว่า สิ่งที่องค์กรกำลังเผชิญไม่ใช่เพียงวิวัฒนาการของการโจมตีไซเบอร์ แต่คือการเปลี่ยนแปลงของ "นิยามความปลอดภัย" ที่เคยใช้มาโดยตลอด การติดตั้งแพตช์ยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญของการป้องกันระบบ แต่ไม่ควรถูกใช้เป็นตัวชี้วัดหลักของความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามอีกต่อไป เพราะการมี Endpoint ที่ได้รับการจัดการอย่างดี ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยจากการโจมตีเสมอไป

ในมุมของ ManageEngine องค์กรควรเปลี่ยนจากการวัด "สิ่งที่ทำไปแล้ว" ไปสู่การวัด "ความสามารถในการรับมือความเสี่ยง" ไม่ว่าจะเป็นความรวดเร็วในการปิดช่องโหว่ที่มีความเสี่ยงสูง ความสามารถในการมองเห็นและควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลและระบบ รวมถึงความรวดเร็วในการฟื้นตัวเมื่อเกิดเหตุการณ์โจมตี เพราะเป้าหมายของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการติดตั้งแพตช์ให้ครบถ้วน แต่คือการลด Attack Surface สร้าง Cyber Resilience และตอบสนองต่อภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเปลี่ยนวิธีวัดความปลอดภัยยังนำไปสู่การเปลี่ยนวิธีประเมิน "ความน่าเชื่อถือ" ของผู้ใช้งานด้วย แม้ผู้ใช้งานจะผ่านการยืนยันตัวตนอย่างถูกต้อง แต่หากกำลังใช้งานอุปกรณ์ที่ถูกบุกรุกหรือมีมัลแวร์แฝงอยู่ การยืนยันตัวตนเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยได้อีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ ManageEngine จึงเห็นว่าองค์กรต้องประเมินทั้ง Identity และ Device Posture ควบคู่กัน โดยพิจารณาระดับความเสี่ยงของอุปกรณ์ สถานะการอัปเดต ความสอดคล้องกับนโยบายความปลอดภัย และพฤติกรรมที่ผิดปกติ เพื่อให้การตัดสินใจด้านความปลอดภัยสะท้อนสภาพความเสี่ยงที่แท้จริงของอุปกรณ์ทุกเครื่อง

cybersecurity_laptop_with_hol 

ความท้าทายยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อ AI กลายเป็นเครื่องมือของผู้โจมตี ณัฐวิชช์อธิบายว่า รูปแบบการรักษาความปลอดภัยที่อาศัยเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบและตอบสนองต่อการแจ้งเตือนทีละรายการกำลังกลายเป็นแนวทางที่ "ตั้งรับมากเกินไป" เมื่อ AI ช่วยให้ผู้ไม่หวังดีสามารถสร้างและดำเนินการโจมตีที่ซับซ้อนได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที องค์กรจึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ไปสู่การตรวจจับภัยคุกคามแบบอัตโนมัติ (Autonomous Detection)

การตอบสนองต่อเหตุการณ์แบบอัตโนมัติ (Autonomous Response) และการเรียนรู้เพื่อปรับตัวอย่างต่อเนื่อง (Continuous Learning) ขณะที่บทบาทของผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยจะเปลี่ยนจากการไล่ตามทุกการแจ้งเตือน ไปสู่การกำหนดนโยบาย กรอบกำกับดูแล และแนวทางควบคุม เพื่อให้ AI ทำงานได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

เมื่อความเร็วและความซับซ้อนของภัยคุกคามเพิ่มขึ้น การบริหารจัดการ Endpoint และการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ก็ไม่สามารถทำงานแยกจากกันได้อีกต่อไป เพราะองค์กรไม่สามารถปกป้องสิ่งที่มองไม่เห็น หรือบริหารจัดการสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การมองเห็นเพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้หมายความว่าระบบจะปลอดภัย หากยังไม่สามารถเชื่อมโยงการมองเห็น การควบคุม และการบังคับใช้นโยบายด้านความปลอดภัยเข้าด้วยกันได้

ManageEngine จึงมองว่า Unified Visibility ไม่ใช่เพียงการรวมข้อมูลจากทุก Endpoint ไว้ที่ศูนย์กลาง แต่คือความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูล การควบคุม และการบังคับใช้นโยบาย เพื่อให้องค์กรสามารถตัดสินใจและจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

holographic_command_center_mo 

ณัฐวิชช์ยังยกอีกหนึ่งตัวอย่างของ "ความเชื่อเดิม" ที่ยังคงสร้างความเสี่ยงให้หลายองค์กร นั่นคือการมองว่าเมื่อย้ายระบบขึ้นสู่คลาวด์แล้ว ผู้ให้บริการคลาวด์จะรับผิดชอบด้านความปลอดภัยทั้งหมด ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้ให้บริการรับผิดชอบเฉพาะความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่การปกป้องข้อมูล การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึง และการตั้งค่าระบบ ยังคงเป็นหน้าที่ขององค์กร หากยังเข้าใจบทบาทและความรับผิดชอบไม่ถูกต้อง ความเสี่ยงจากการกำหนดค่าที่ไม่เหมาะสม การจัดการสิทธิ์ที่ผิดพลาด และการรั่วไหลของข้อมูลก็จะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ท้ายที่สุด ManageEngine มองว่า AI ไม่ได้เปลี่ยนเพียงวิธีการโจมตีไซเบอร์เท่านั้น หากแต่กำลังบังคับให้องค์กรต้องเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยทั้งหมด จากเดิมที่มุ่งวัดประสิทธิภาพของการบริหารจัดการอุปกรณ์ ไปสู่การสร้างความสามารถในการลดความเสี่ยง มองเห็นภัยคุกคาม และตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างต่อเนื่อง เพราะในยุค AI ความมั่นคงปลอดภัยไม่ได้วัดจากจำนวนแพตช์ที่ติดตั้งหรือจำนวนอุปกรณ์ที่ได้รับการจัดการอีกต่อไป แต่คือความสามารถในการสร้าง Cyber Resilience ให้กับองค์กร ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการรับมือกับภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในอนาคต

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล