iPhone ชาร์จไม่เข้าทำไงดี? ลองเช็ก 8 จุดนี้ แก้ปัญหาด้วยตัวเอง ก่อนเสียเงินส่งศูนย์

iPhone ชาร์จไม่เข้าทำไงดี? ลองเช็ก 8 จุดนี้ แก้ปัญหาด้วยตัวเอง ก่อนเสียเงินส่งศูนย์

iPhone ชาร์จไม่เข้าทำไงดี? ลองเช็ก 8 จุดนี้ แก้ปัญหาด้วยตัวเอง ก่อนเสียเงินส่งศูนย์
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

iPhone ชาร์จไม่เข้า อย่าเพิ่งส่งศูนย์ ลองเช็ก 8 จุดนี้ อาจแก้ปัญหาได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง

iPhone ชาร์จไม่เข้า เป็นปัญหาที่สร้างความกังวลให้ผู้ใช้งาน โดยเฉพาะในช่วงที่แบตเตอรี่ใกล้หมดหรือหน้าจอดับสนิท หลายคนอาจรีบนำเครื่องไปให้ช่างตรวจสอบ ก่อนพบภายหลังว่าปัญหาเกิดจากสายชาร์จ ปลั๊กไฟ ฝุ่นในพอร์ต หรือการทำงานผิดปกติชั่วคราวของระบบเท่านั้น

สาเหตุของปัญหาอาจมาจากทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ตั้งแต่อุปกรณ์ชาร์จเสียหาย พอร์ตมีสิ่งสกปรก เครื่องมีอุณหภูมิสูง ไปจนถึงฟังก์ชันถนอมแบตเตอรี่ที่ทำให้การชาร์จหยุดอยู่ที่ระดับหนึ่ง

ก่อนส่งเครื่องเข้าศูนย์บริการ ลองตรวจสอบตามขั้นตอนต่อไปนี้ทีละข้อ โดยควรลองชาร์จใหม่หลังทำแต่ละขั้นตอน เพื่อช่วยหาว่าปัญหาเกิดจากจุดใด

1. ตรวจสอบปลั๊กไฟและการเชื่อมต่อทั้งหมด

เริ่มจากตรวจดูว่าสายชาร์จเชื่อมต่อกับ iPhone และอะแดปเตอร์แน่นหรือไม่ จากนั้นตรวจสอบว่าอะแดปเตอร์เสียบเข้ากับเต้าเสียบอย่างถูกต้อง โดยสามารถถอดแล้วเสียบใหม่ หรือลองเปลี่ยนไปใช้เต้าเสียบอื่นภายในบ้าน

หากชาร์จผ่านคอมพิวเตอร์ ฮับ USB หรือช่อง USB ภายในรถ ควรทดลองเปลี่ยนมาชาร์จกับอะแดปเตอร์ที่เสียบผนังโดยตรง เพราะแหล่งจ่ายไฟบางประเภทอาจให้กำลังไฟต่ำ ทำให้ชาร์จช้าหรือดูเหมือนว่าแบตเตอรี่ไม่เพิ่มขึ้น

2. ตรวจสอบสายชาร์จและอะแดปเตอร์

ตรวจสอบสาย USB-C หรือสาย Lightning ว่ามีรอยแตก ฉีกขาด หักงอ ขั้วต่อดำไหม้ หรือมีส่วนใดละลายหรือไม่ รวมถึงตรวจดูขาเสียบของอะแดปเตอร์ว่าหักหรืองอหรือไม่

หากพบความเสียหายควรหยุดใช้งานทันที ไม่ควรพันเทปแล้วนำกลับมาใช้ต่อ เพราะอาจเกิดความร้อนสูง ไฟฟ้าลัดวงจร หรือทำให้อุปกรณ์เสียหายมากขึ้น

วิธีตรวจสอบง่ายที่สุดคือทดลองสลับสายชาร์จ อะแดปเตอร์ และปลั๊กไฟทีละอย่าง หากเปลี่ยนสายแล้วชาร์จได้ แสดงว่าปัญหาอาจอยู่ที่สายเดิม แต่หากยังชาร์จไม่ได้ ควรตรวจสอบจุดอื่นต่อไป

3. เสียบชาร์จทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที

หากแบตเตอรี่หมดสนิท หน้าจออาจยังไม่แสดงสัญลักษณ์การชาร์จทันทีหลังเสียบสาย Apple แนะนำให้เสียบชาร์จทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที ก่อนตรวจสอบอีกครั้ง

ระหว่างนี้ควรวางเครื่องไว้เฉย ๆ และหลีกเลี่ยงการเปิดแอป เล่นเกม หรือใช้งานกล้อง เพราะกิจกรรมที่ใช้การประมวลผลสูงอาจทำให้ความเร็วในการชาร์จลดลง

4. บังคับรีสตาร์ต iPhone ให้ถูกวิธี

หากเสียบชาร์จแล้วหน้าจอยังคงเป็นสีดำหรือเครื่องไม่ตอบสนอง อาจเกิดจากระบบค้างชั่วคราว สามารถลองบังคับรีสตาร์ตได้ โดยวิธีกดปุ่มจะแตกต่างกันตามรุ่น

iPhone 8 หรือใหม่กว่า รวมถึง iPhone SE รุ่นที่ 2 และใหม่กว่า

  1. กดปุ่มเพิ่มเสียงแล้วปล่อยอย่างรวดเร็ว
  2. กดปุ่มลดเสียงแล้วปล่อยอย่างรวดเร็ว
  3. กดปุ่มด้านข้างค้างไว้จนเห็นโลโก้ Apple

iPhone 7 และ iPhone 7 Plus

กดปุ่มด้านข้างและปุ่มลดเสียงค้างไว้พร้อมกัน จนกระทั่งโลโก้ Apple ปรากฏขึ้น

iPhone 6s, iPhone SE รุ่นที่ 1 และรุ่นก่อนหน้า

กดปุ่มโฮมและปุ่มด้านข้างหรือปุ่มด้านบนค้างไว้พร้อมกัน จนกระทั่งเห็นโลโก้ Apple

โลโก้ Apple อาจใช้เวลานานกว่า 10 วินาทีจึงจะปรากฏขึ้น การบังคับรีสตาร์ตไม่ใช่การสำรองข้อมูลและไม่ใช่การล้างเครื่อง แต่ข้อมูลของงานที่ยังไม่ได้บันทึกก่อนเครื่องค้างอาจสูญหายได้

หลังจากบังคับรีสตาร์ตแล้ว หากเครื่องยังเปิดไม่ติด ให้ชาร์จทิ้งไว้อีกประมาณ 30 นาที แล้วลองตรวจสอบอีกครั้ง

iStockphoto

5. ตรวจสอบพอร์ตชาร์จว่ามีฝุ่นหรือสิ่งสกปรกหรือไม่

ฝุ่น เส้นใยจากกระเป๋า และเศษสิ่งสกปรกอาจสะสมอยู่ในพอร์ต USB-C หรือ Lightning จนทำให้หัวสายเสียบไม่สุดและไม่สัมผัสกับขั้วชาร์จอย่างเหมาะสม

ก่อนตรวจสอบควรถอดสายทั้งหมดและปิดเครื่อง หากมองเห็นสิ่งสกปรกจำนวนมาก ควรนำเครื่องให้ผู้เชี่ยวชาญทำความสะอาด ไม่ควรใช้เข็ม คลิปหนีบกระดาษ วัตถุโลหะ หรือของมีคมแหย่เข้าไป เพราะอาจทำให้ขั้วด้านในเสียหาย

ไม่ควรฉีดลมอัด เทน้ำ หรือนำน้ำยาทำความสะอาดใส่พอร์ตโดยตรง หากทำความสะอาดหัวสาย ให้ใช้ผ้านุ่ม แห้ง และไม่เป็นขุยเช็ดอย่างเบามือ

6. หากขึ้นแจ้งเตือนตรวจพบของเหลว อย่ารีบเสียบชาร์จซ้ำ

iPhone บางรุ่นจะแจ้งเตือนเมื่อตรวจพบความชื้นหรือของเหลวภายในช่องต่อ หากพบข้อความนี้ควรถอดสายออกทันที เพราะการชาร์จขณะที่พอร์ตเปียกอาจทำให้ขั้วต่อสึกกร่อนหรือเสียหายถาวร

ให้ถือเครื่องโดยคว่ำพอร์ตลง แล้วเคาะกับฝ่ามือเบา ๆ เพื่อให้ของเหลวส่วนเกินออกมา จากนั้นวางไว้ในพื้นที่แห้งและมีอากาศถ่ายเทอย่างน้อย 30 นาที ก่อนลองเสียบสายใหม่

หากยังมีข้อความแจ้งเตือน อาจต้องรอให้แห้งนานถึง 24 ชั่วโมง ไม่ควรใช้ไดร์เป่าผม แหล่งความร้อน ลมอัด สำลีพันก้าน หรือใส่เครื่องไว้ในถุงข้าวสาร เพราะอาจทำให้เครื่องเสียหายมากกว่าเดิม

7. ชาร์จหยุดที่ 80% อาจไม่ใช่อาการเสีย

หาก iPhone ชาร์จได้แต่หยุดอยู่ที่ประมาณ 80% ไม่ได้หมายความว่าแบตเตอรี่หรือที่ชาร์จเสียเสมอไป เพราะระบบอาจเปิดใช้งานการชาร์จเพื่อถนอมแบตเตอรี่ หรือกำหนดขีดจำกัดการชาร์จเอาไว้

สำหรับ iPhone 15 และรุ่นใหม่กว่า ผู้ใช้สามารถตั้งขีดจำกัดการชาร์จได้ หากตั้งไว้ต่ำกว่า 100% ระบบจะหยุดชาร์จเมื่อระดับแบตเตอรี่ใกล้ถึงค่าที่เลือก เพื่อช่วยลดเวลาที่แบตเตอรี่ต้องอยู่ในระดับประจุสูง

นอกจากนี้ หากเครื่องร้อนหรือเย็นเกินไป ระบบอาจหยุดพักการชาร์จชั่วคราว และจะกลับมาชาร์จต่อเมื่ออุณหภูมิแบตเตอรี่กลับมาอยู่ในช่วงปกติ ควรย้ายเครื่องกับที่ชาร์จไปยังบริเวณที่เย็นและมีอากาศถ่ายเท

8. ตรวจสอบข้อความ “ชาร์จช้า” หรือ “อุปกรณ์เสริมไม่รองรับ”

หากใช้ iOS รุ่นใหม่ สามารถเข้าไปที่ การตั้งค่า > แบตเตอรี่ เพื่อตรวจสอบสถานะการชาร์จ หากที่ชาร์จให้กำลังไฟต่ำ ระบบอาจแสดงข้อความว่า “ชาร์จช้า” ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเครื่องเสีย แต่หมายถึงสามารถชาร์จได้เร็วขึ้นด้วยอุปกรณ์ที่ให้กำลังไฟเหมาะสมกว่า

ส่วนข้อความ “อาจไม่รองรับอุปกรณ์เสริมนี้” อาจเกิดจากสายหรืออะแดปเตอร์เสียหาย อุปกรณ์ไม่รองรับ พอร์ตสกปรก หรือ iOS ยังไม่ได้อัปเดต ผู้ใช้ควรถอดสายแล้วเสียบใหม่ ทดลองใช้อุปกรณ์อื่น และตรวจสอบการอัปเดตระบบ

อาการที่พบ สาเหตุที่เป็นไปได้ สิ่งที่ควรลอง
เสียบแล้วหน้าจอไม่ขึ้น แบตเตอรี่หมดสนิทหรือระบบค้าง ชาร์จ 30 นาที แล้วบังคับรีสตาร์ต
สายขยับแล้วติด ๆ ดับ ๆ สายเสียหรือพอร์ตมีสิ่งสกปรก เปลี่ยนสายและตรวจสอบพอร์ต
หยุดชาร์จที่ประมาณ 80% ระบบถนอมแบตเตอรี่ ขีดจำกัดการชาร์จ หรือเครื่องร้อน ตรวจสอบการตั้งค่าแบตเตอรี่และอุณหภูมิ
ขึ้นข้อความตรวจพบของเหลว พอร์ตหรือหัวสายมีความชื้น ถอดสายและปล่อยให้แห้ง
ขึ้นข้อความชาร์จช้า อะแดปเตอร์หรือแหล่งจ่ายไฟมีกำลังต่ำ ทดลองใช้ที่ชาร์จ USB-C ที่เหมาะสม
ขึ้นข้อความอุปกรณ์เสริมไม่รองรับ อุปกรณ์เสีย ไม่รองรับ พอร์ตสกปรก หรือซอฟต์แวร์เก่า เปลี่ยนอุปกรณ์ ทำความสะอาด และอัปเดต iOS

อาการแบบไหนควรหยุดใช้และนำเครื่องเข้ารับบริการ

หากตรวจสอบตามขั้นตอนทั้งหมดแล้ว iPhone ยังไม่เปิดติดหรือชาร์จไม่ได้ อาจมีปัญหาที่แบตเตอรี่ พอร์ตชาร์จ แผงวงจร หรืออุปกรณ์ภายใน ซึ่งควรได้รับการตรวจจาก Apple หรือผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาต

ควรหยุดใช้งานและถอดสายชาร์จทันที หากพบอาการต่อไปนี้

  • เครื่องหรืออะแดปเตอร์ร้อนผิดปกติจนสัมผัสไม่ได้
  • มีกลิ่นไหม้ ควัน หรือเสียงผิดปกติ
  • แบตเตอรี่บวมจนหน้าจอหรือฝาหลังแยกออก
  • สายชาร์จหรือหัวต่อมีรอยไหม้และละลาย
  • พอร์ตชาร์จหลวม หัก หรือมีขั้วด้านในเสียหาย
  • ชาร์จทิ้งไว้แล้วแบตเตอรี่ไม่เพิ่มขึ้นเลย
  • เครื่องเปิดติดเฉพาะตอนเสียบสายและดับทันทีเมื่อถอด

ไม่ควรแกะเครื่องหรือเปลี่ยนแบตเตอรี่ด้วยตัวเองหากไม่มีความเชี่ยวชาญ เพราะแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ได้รับความเสียหายอาจเกิดความร้อนสูงหรือไฟไหม้ได้

iStockphoto

สรุป iPhone ชาร์จไม่เข้า ควรเช็กอะไรก่อนส่งซ่อม

เมื่อพบว่า iPhone ชาร์จไม่เข้า ควรเริ่มจากตรวจสอบปลั๊กไฟ สายชาร์จ อะแดปเตอร์ และพอร์ต จากนั้นเสียบชาร์จทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที หากหน้าจอยังไม่ตอบสนองจึงลองบังคับรีสตาร์ตตามวิธีของแต่ละรุ่น

อย่าลืมตรวจสอบข้อความแจ้งเตือนเรื่องของเหลว อุปกรณ์เสริมไม่รองรับ ขีดจำกัดการชาร์จ และอุณหภูมิของเครื่อง เพราะบางกรณีเป็นการทำงานตามปกติของระบบ ไม่ใช่ความเสียหายของแบตเตอรี่

หากทดลองทุกวิธีแล้วไม่สำเร็จ หรือพบความร้อน กลิ่นไหม้ แบตเตอรี่บวม และความเสียหายของพอร์ต ควรหยุดใช้งานและนำเครื่องเข้ารับบริการ เพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติมและลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

แหล่งอ้างอิง

  1. Apple Support: หาก iPhone ชาร์จไม่เข้า
  2. Apple Support: หาก iPhone เปิดไม่ติดหรือหน้าจอเป็นสีดำ
  3. Apple Support: การแจ้งเตือนตรวจพบของเหลวใน iPhone
  4. Apple Support: ขีดจำกัดการชาร์จและการชาร์จเพื่อถนอมแบตเตอรี่
  5. Apple Support: ความเร็วในการชาร์จ iPhone
  6. Apple Support: อุปกรณ์เสริมอาจไม่รองรับ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล