Siemens ชี้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล เปลี่ยนอนาคตระบบไฟฟ้าทั่วโลก

ซีเมนส์ (Siemens) เปิดเผยผลสำรวจจากรายงาน Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025 ซึ่งรวบรวมความคิดเห็นของผู้บริหารกว่า 1,400 คนทั่วโลก พบว่า "ความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า" กลายเป็นความท้าทายอันดับต้น ๆ ของภาครัฐและภาคธุรกิจ ขณะที่เทคโนโลยีอย่าง AI, Smart Grid และ Digital Twin กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับระบบพลังงานให้มีประสิทธิภาพและรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น
ความมั่นคงด้านพลังงาน แซงหน้าพลังงานหมุนเวียน
ผลสำรวจระบุว่า ปัจจุบันหลายประเทศให้ความสำคัญกับ "Resilient Energy Supply" หรือความมั่นคงในการจัดหาพลังงานมากที่สุด แซงเป้าหมายการขยายการใช้พลังงานหมุนเวียนที่เคยเป็นอันดับหนึ่งในช่วงก่อนหน้า
แม้ว่าการลงทุนด้านพลังงานสะอาดยังเติบโตต่อเนื่อง แต่ผู้บริหารจำนวนมากมองว่าการมีระบบไฟฟ้าที่เสถียรและรองรับความต้องการใช้ไฟในอนาคตได้ ถือเป็นโจทย์ที่ต้องเร่งดำเนินการควบคู่กัน

AI และ Smart Grid กำลังเปลี่ยนระบบไฟฟ้า
รายงานระบุว่าเทคโนโลยีดิจิทัลกำลังเป็นหัวใจของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ไม่ว่าจะเป็น
- Artificial Intelligence (AI)
- Smart Grid
- Grid Software
- Smart Meter
- Digital Twin
เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถติดตามข้อมูลแบบเรียลไทม์ วิเคราะห์ความต้องการใช้ไฟฟ้า คาดการณ์ปัญหาล่วงหน้า และบริหารโครงข่ายไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อนาคตของระบบไฟฟ้าคือ Autonomous Grid
อีกหนึ่งแนวคิดที่ Siemens ให้ความสำคัญคือ Autonomous Grid หรือโครงข่ายไฟฟ้าที่สามารถวิเคราะห์ ตัดสินใจ และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้เองโดยอัตโนมัติ
ยกตัวอย่างเช่น หากระบบตรวจพบว่าพลังงานจากโซลาร์เซลล์ผลิตได้มากกว่าความต้องการ ก็สามารถสั่งชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าหรือกระจายพลังงานไปยังพื้นที่อื่นโดยอัตโนมัติ รวมถึงแยกพื้นที่ที่เกิดปัญหาและฟื้นฟูระบบไฟฟ้าได้เอง (Self-healing Grid) เพื่อลดผลกระทบจากไฟฟ้าดับ
Data Center และ EV ทำให้ไทยต้องใช้ไฟมากขึ้น
รายงานยังชี้ว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเช่นกัน จากการผลักดันประเทศสู่การเป็น Tech Hub ของภูมิภาค การลงทุนใน Data Center และการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน การติดตั้งโซลาร์เซลล์ทั้งในภาคธุรกิจและครัวเรือน ก็ทำให้ระบบไฟฟ้าแบบเดิมต้องปรับตัวเพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าจากหลายแหล่งพร้อมกัน ซึ่งแตกต่างจากระบบผลิตไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ในอดีต
ผู้บริหารส่วนใหญ่เชื่อว่า AI คุ้มค่าต่อการลงทุน
จากผลสำรวจในภาคพลังงาน พบว่า
- 63% เชื่อว่าระบบอัตโนมัติช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารโครงข่ายไฟฟ้า
- 62% มองว่าภูมิภาคของตนพร้อมนำระบบอัตโนมัติมาใช้งาน
- 61% ระบุว่าข้อจำกัดด้านกฎระเบียบยังเป็นอุปสรรคสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
ผลสำรวจสะท้อนว่า แม้เทคโนโลยีจะพร้อมใช้งานแล้ว แต่กฎหมาย มาตรฐานข้อมูล และการเชื่อมโยงระบบระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องเร่งพัฒนาให้ทันกับเทคโนโลยี

อนาคตระบบพลังงานจะเดินหน้าสู่ 3D
Siemens มองว่าระบบพลังงานในอนาคตจะขับเคลื่อนด้วยแนวคิด 3D ได้แก่
- Decentralized - ผลิตไฟฟ้าจากหลายแหล่งมากขึ้น
- Democratized - ทุกภาคส่วนสามารถผลิตและใช้พลังงานร่วมกันได้
- Digital - ใช้ข้อมูลและ AI บริหารจัดการระบบแบบเรียลไทม์
แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ระบบไฟฟ้ามีความยืดหยุ่น รองรับพลังงานสะอาด และตอบสนองต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น
จากผลสำรวจของ Siemens สะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัลอย่าง AI, Smart Grid และระบบอัตโนมัติ เพื่อทำให้โครงข่ายไฟฟ้ามีความมั่นคง ยืดหยุ่น และพร้อมรองรับความต้องการใช้พลังงานในยุค Data Center, รถยนต์ไฟฟ้า และเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


