Siemens ชี้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล เปลี่ยนอนาคตระบบไฟฟ้าทั่วโลก

Siemens ชี้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล เปลี่ยนอนาคตระบบไฟฟ้าทั่วโลก

Siemens ชี้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล เปลี่ยนอนาคตระบบไฟฟ้าทั่วโลก
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ซีเมนส์ (Siemens) เปิดเผยผลสำรวจจากรายงาน Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025 ซึ่งรวบรวมความคิดเห็นของผู้บริหารกว่า 1,400 คนทั่วโลก พบว่า "ความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า" กลายเป็นความท้าทายอันดับต้น ๆ ของภาครัฐและภาคธุรกิจ ขณะที่เทคโนโลยีอย่าง AI, Smart Grid และ Digital Twin กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับระบบพลังงานให้มีประสิทธิภาพและรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น

ความมั่นคงด้านพลังงาน แซงหน้าพลังงานหมุนเวียน

ผลสำรวจระบุว่า ปัจจุบันหลายประเทศให้ความสำคัญกับ "Resilient Energy Supply" หรือความมั่นคงในการจัดหาพลังงานมากที่สุด แซงเป้าหมายการขยายการใช้พลังงานหมุนเวียนที่เคยเป็นอันดับหนึ่งในช่วงก่อนหน้า

แม้ว่าการลงทุนด้านพลังงานสะอาดยังเติบโตต่อเนื่อง แต่ผู้บริหารจำนวนมากมองว่าการมีระบบไฟฟ้าที่เสถียรและรองรับความต้องการใช้ไฟในอนาคตได้ ถือเป็นโจทย์ที่ต้องเร่งดำเนินการควบคู่กัน 

01resilientenergysupplyis

AI และ Smart Grid กำลังเปลี่ยนระบบไฟฟ้า

รายงานระบุว่าเทคโนโลยีดิจิทัลกำลังเป็นหัวใจของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ไม่ว่าจะเป็น

  • Artificial Intelligence (AI)
  • Smart Grid
  • Grid Software
  • Smart Meter
  • Digital Twin

เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถติดตามข้อมูลแบบเรียลไทม์ วิเคราะห์ความต้องการใช้ไฟฟ้า คาดการณ์ปัญหาล่วงหน้า และบริหารโครงข่ายไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

02mostsaythebenefitsofa

อนาคตของระบบไฟฟ้าคือ Autonomous Grid

อีกหนึ่งแนวคิดที่ Siemens ให้ความสำคัญคือ Autonomous Grid หรือโครงข่ายไฟฟ้าที่สามารถวิเคราะห์ ตัดสินใจ และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้เองโดยอัตโนมัติ

ยกตัวอย่างเช่น หากระบบตรวจพบว่าพลังงานจากโซลาร์เซลล์ผลิตได้มากกว่าความต้องการ ก็สามารถสั่งชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าหรือกระจายพลังงานไปยังพื้นที่อื่นโดยอัตโนมัติ รวมถึงแยกพื้นที่ที่เกิดปัญหาและฟื้นฟูระบบไฟฟ้าได้เอง (Self-healing Grid) เพื่อลดผลกระทบจากไฟฟ้าดับ 

Data Center และ EV ทำให้ไทยต้องใช้ไฟมากขึ้น

รายงานยังชี้ว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเช่นกัน จากการผลักดันประเทศสู่การเป็น Tech Hub ของภูมิภาค การลงทุนใน Data Center และการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน การติดตั้งโซลาร์เซลล์ทั้งในภาคธุรกิจและครัวเรือน ก็ทำให้ระบบไฟฟ้าแบบเดิมต้องปรับตัวเพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าจากหลายแหล่งพร้อมกัน ซึ่งแตกต่างจากระบบผลิตไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ในอดีต 

ผู้บริหารส่วนใหญ่เชื่อว่า AI คุ้มค่าต่อการลงทุน

จากผลสำรวจในภาคพลังงาน พบว่า

  • 63% เชื่อว่าระบบอัตโนมัติช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารโครงข่ายไฟฟ้า
  • 62% มองว่าภูมิภาคของตนพร้อมนำระบบอัตโนมัติมาใช้งาน
  • 61% ระบุว่าข้อจำกัดด้านกฎระเบียบยังเป็นอุปสรรคสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

ผลสำรวจสะท้อนว่า แม้เทคโนโลยีจะพร้อมใช้งานแล้ว แต่กฎหมาย มาตรฐานข้อมูล และการเชื่อมโยงระบบระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องเร่งพัฒนาให้ทันกับเทคโนโลยี

pic3-rs

อนาคตระบบพลังงานจะเดินหน้าสู่ 3D

Siemens มองว่าระบบพลังงานในอนาคตจะขับเคลื่อนด้วยแนวคิด 3D ได้แก่

  • Decentralized - ผลิตไฟฟ้าจากหลายแหล่งมากขึ้น
  • Democratized - ทุกภาคส่วนสามารถผลิตและใช้พลังงานร่วมกันได้
  • Digital - ใช้ข้อมูลและ AI บริหารจัดการระบบแบบเรียลไทม์

แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ระบบไฟฟ้ามีความยืดหยุ่น รองรับพลังงานสะอาด และตอบสนองต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น 

จากผลสำรวจของ Siemens สะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัลอย่าง AI, Smart Grid และระบบอัตโนมัติ เพื่อทำให้โครงข่ายไฟฟ้ามีความมั่นคง ยืดหยุ่น และพร้อมรองรับความต้องการใช้พลังงานในยุค Data Center, รถยนต์ไฟฟ้า และเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล