ETDA เดินหน้า Digital Trust Thailand 2026 ดัน Digital ID 2.0 ยกระดับธุรกรรมดิจิทัลไทยสู่มาตรฐานโลก
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/hi/0/ud/325/1625886/etda.jpgETDA เดินหน้า Digital Trust Thailand 2026 ดัน Digital ID 2.0 ยกระดับธุรกรรมดิจิทัลไทยสู่มาตรฐานโลก

ETDA เดินหน้า Digital Trust Thailand 2026 ดัน Digital ID 2.0 ยกระดับธุรกรรมดิจิทัลไทยสู่มาตรฐานโลก

แชร์เรื่องนี้

ETDA หรือ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เดินหน้าผลักดันโครงสร้างพื้นฐานความเชื่อมั่นทางดิจิทัลของประเทศไทย ผ่านงานประชุมนานาชาติ Digital Trust Thailand 2026 – ดิจิทัลไทย มาตรฐานโลก เพื่อยกระดับบริการดิจิทัลไทยให้ปลอดภัย เชื่อถือได้ และพร้อมเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากล

หัวใจสำคัญของงานครั้งนี้คือการขับเคลื่อน Digital Trust Ecosystem และ Digital ID 2.0 ให้กลายเป็นรากฐานสำคัญของรัฐบาลดิจิทัล เศรษฐกิจดิจิทัล และบริการออนไลน์ในอนาคต โดยเฉพาะการทำธุรกรรมที่ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือ เช่น การยืนยันตัวตนออนไลน์ การลงนามเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ และการใช้เอกสารดิจิทัลข้ามหน่วยงาน

 9g8a3450_0

Digital Trust สิ่งที่คนไทยต้องรู้

Digital Trust หรือความเชื่อมั่นทางดิจิทัล คือระบบและมาตรฐานที่ทำให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่า การทำธุรกรรมออนไลน์มีความปลอดภัย ตรวจสอบได้ และเชื่อถือได้ ไม่ว่าจะเป็นการยืนยันตัวตน การลงนามเอกสาร การใช้บริการภาครัฐ หรือการทำธุรกรรมของภาคธุรกิจ

ในยุคที่หลายบริการย้ายขึ้นออนไลน์ ตั้งแต่เสียภาษี ย้ายทะเบียนบ้าน ตรวจสอบสิทธิรักษาพยาบาล ไปจนถึงการเซ็นสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ ความเชื่อมั่นจึงไม่ใช่เรื่องเสริมอีกต่อไป แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญไม่ต่างจากอินเทอร์เน็ต ไฟฟ้า หรือระบบชำระเงิน

Digital ID หัวใจของการบริการ

ภายในงาน Digital Trust Thailand 2026 มีการเน้นย้ำบทบาทของ Digital ID หรือระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการออนไลน์ได้อย่างปลอดภัยและสะดวกขึ้น

รัฐบาลมีเป้าหมายผลักดัน Digital ID ให้พัฒนาไปสู่ National Trust Services ตามกรอบ Digital ID Framework ระยะที่ 2 พ.ศ. 2568–2570 เพื่อขยายจากการวางรากฐานไปสู่การใช้งานจริงในวงกว้าง ครอบคลุมทั้งประชาชน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานภาครัฐ

9g8a3397_0

ONE ID แนวคิดเชื่อมข้อมูลรัฐ ลดภาระประชาชน

อีกหนึ่งทิศทางสำคัญคือแนวคิด ONE ID หรือข้อมูลดิจิทัลรายบุคคลที่เชื่อมโยงฐานข้อมูลจากหน่วยงานรัฐเข้าด้วยกัน เพื่อให้การบริการประชาชนทำได้ตรงจุด รวดเร็ว และลดภาระด้านเอกสาร

หากแนวคิดนี้เกิดขึ้นได้เต็มรูปแบบ ประชาชนจะสามารถเข้าถึงบริการภาครัฐแบบไร้รอยต่อมากขึ้น ไม่ต้องกรอกข้อมูลซ้ำหลายหน่วยงาน ไม่ต้องเดินทางไปติดต่อราชการบ่อยเหมือนเดิม และสามารถใช้ระบบ Single Sign-On ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล

บริการรัฐเชื่อม Digital ID แล้วกว่า 1,797 บริการ

ETDA ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยเชื่อมต่อระบบ Digital ID เข้ากับบริการต่าง ๆ โดยเฉพาะบริการ e-Service ของภาครัฐแล้วกว่า 1,797 บริการ ครอบคลุมบริการสำคัญ เช่น การเสียภาษี การย้ายทะเบียนบ้าน และการตรวจสอบสิทธิการรักษาพยาบาล

ขณะเดียวกัน มีบัญชีผู้ใช้งานสะสมผ่านบริการสำคัญ เช่น Thai ID, ทางรัฐ, หมอพร้อม, เป๋าตัง และ NDID รวมมากกว่า 162.63 ล้านบัญชี ณ เดือนเมษายน 2569 ตัวเลขนี้สะท้อนว่าคนไทยเริ่มคุ้นเคยกับการใช้บริการดิจิทัลมากขึ้น และต้องการระบบยืนยันตัวตนที่ปลอดภัย ใช้งานง่าย และรองรับชีวิตประจำวันจริง

Digital ID 2.0 จะครอบคลุมมากกว่าเดิม

ก้าวต่อไปของ ETDA คือการผลักดัน Digital ID 2.0 เพื่อขยายการใช้งานให้ครอบคลุมกลุ่มผู้ใช้งานที่หลากหลายขึ้น ไม่ใช่เฉพาะประชาชนทั่วไปเท่านั้น แต่รวมถึง นิติบุคคล คนต่างด้าว และกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการออนไลน์ของภาครัฐได้สะดวกและเท่าเทียมมากขึ้น

แนวทางนี้ถือว่าสำคัญ เพราะบริการดิจิทัลของประเทศจะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้จริง ไม่ว่าจะเป็นบุคคลทั่วไป ผู้ประกอบการ ธุรกิจขนาดเล็ก แรงงานต่างชาติ หรือกลุ่มที่อาจมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี

9g8a3411_0

ภาคธุรกิจได้ประโยชน์จาก e-Signature และ IDSP

นอกจากภาครัฐแล้ว ภาคธุรกิจก็เป็นอีกกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จาก Digital Trust โดย ETDA เดินหน้าส่งเสริมการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของนิติบุคคลผ่าน Integrated Document Signing Platform หรือ IDSP

แพลตฟอร์มนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการจัดทำและลงนามเอกสารสำคัญ เช่น e-Contract และการลงนามแทนนิติบุคคล ให้มีความน่าเชื่อถือ ตรวจสอบได้ และลดขั้นตอนงานเอกสารแบบเดิม

หากระบบเหล่านี้ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย ธุรกิจจะสามารถลดเวลาการจัดการเอกสาร ลดต้นทุนการดำเนินงาน และทำธุรกรรมระหว่างองค์กรได้รวดเร็วขึ้น โดยยังคงมาตรฐานความปลอดภัยและความถูกต้องตามกฎหมาย

นอกจากนี้เทคโนโลยีที่ถูกพูดถึงในงานคือ Verifiable Credential และ Digital Document Wallet ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนสามารถจัดเก็บและใช้งานเอกสารสำคัญในรูปแบบดิจิทัลได้ปลอดภัยขึ้น จุดเด่นคือผู้ใช้สามารถเลือกเปิดเผยเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นได้ เช่น ต้องการยืนยันอายุ ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลบัตรทั้งหมด หรือใช้เอกสารดิจิทัลเพื่อยืนยันสิทธิ์บางอย่างโดยไม่ต้องส่งสำเนาเอกสารหลายชุดเหมือนในอดีต

เทคโนโลยีเหล่านี้อาจกลายเป็นพื้นฐานสำคัญของบริการดิจิทัลข้ามหน่วยงานในอนาคต ทั้งด้านการศึกษา การแพทย์ การเงิน การจ้างงาน และบริการภาครัฐ

งาน Digital Trust Thailand 2026 รวมผู้เชี่ยวชาญกว่า 300 คน

งาน Digital Trust Thailand 2026 – ดิจิทัลไทย มาตรฐานโลก จัดขึ้นที่ Prestige Hall ชั้น 11 โรงแรม Grande Centre Point Prestige Bangkok โดยมีผู้เข้าร่วมจากภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ให้บริการ Trust Service หน่วยงานกำกับดูแล ผู้เชี่ยวชาญด้าน Cybersecurity และ Digital Technology จากไทยและต่างประเทศรวมกว่า 300 คน

ภายในงานมีทั้ง Keynote, Special Talk, Panel Discussion, Exhibition, Business Matching และ Workshop รวมกว่า 17 Sessions เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง อัปเดตเทคโนโลยี และถอดบทเรียนการพัฒนา Digital Trust จากระดับโลกมาประยุกต์ใช้กับประเทศไทย

ภายในงานยังมีการพูดถึงเทคโนโลยีความปลอดภัยยุคใหม่หลายด้าน เช่น Passkeys สำหรับการยืนยันตัวตนออนไลน์ตามมาตรฐานสากล, ระบบนิเวศแบบ Decentralized, การผสาน AI เข้ากับระบบความเชื่อมั่นดิจิทัล และ Post-Quantum Cryptography เพื่อเตรียมรับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในอนาคต

ประเด็นเหล่านี้สะท้อนว่า Digital Trust ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของเอกสารหรือการลงชื่อออนไลน์ แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานความปลอดภัยของประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อโลกกำลังเข้าสู่ยุค AI และภัยไซเบอร์มีความซับซ้อนมากขึ้น

ปั้นคนรุ่นใหม่สู่โซลูชัน Digital Trust

อีกไฮไลต์ของงานคือการมอบรางวัลแก่ทีมผู้ชนะจากกิจกรรม ETDA Boot Camp 2026 ซึ่งเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่และนักพัฒนาได้ต่อยอดไอเดียด้าน Digital ID, Verifiable Credential และ Digital Document Wallet ไปสู่โซลูชันที่ใช้งานได้จริง

การเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม ถือเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญของการสร้าง Digital Trust Ecosystem เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้จะไม่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยนักพัฒนา ผู้ประกอบการ และผู้ใช้งานจริงร่วมกันผลักดัน

Digital Trust จะช่วยคนทั่วไปอย่างไร?

สำหรับผู้ใช้ทั่วไป Digital Trust อาจดูเป็นคำเทคนิค แต่ผลลัพธ์ที่สัมผัสได้จริงคือความสะดวกและความปลอดภัยในการใช้บริการออนไลน์ เช่น

  • ยืนยันตัวตนเพื่อใช้บริการภาครัฐได้ง่ายขึ้น
  • ลดการใช้สำเนาบัตรประชาชนและเอกสารกระดาษ
  • เซ็นเอกสารออนไลน์ได้อย่างน่าเชื่อถือ
  • ตรวจสอบที่มาของเอกสารดิจิทัลได้
  • ลดความเสี่ยงจากเอกสารปลอม
  • เลือกเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวเฉพาะเท่าที่จำเป็น
  • ทำธุรกรรมออนไลน์กับหน่วยงานต่าง ๆ ได้ปลอดภัยขึ้น

ธุรกิจไทยจะได้อะไรจาก Digital ID 2.0

ในฝั่งธุรกิจ Digital ID 2.0 และ e-Signature จะช่วยให้การทำธุรกรรมออนไลน์มีความคล่องตัวมากขึ้น โดยเฉพาะการลงนามในสัญญา การทำธุรกรรมระหว่างองค์กร การยืนยันตัวตนนิติบุคคล และการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่ตรวจสอบได้

สิ่งนี้จะช่วยลดทั้งต้นทุน เวลา และความซับซ้อนของเอกสาร โดยเฉพาะองค์กรที่ต้องทำงานกับคู่ค้า ลูกค้า หรือหน่วยงานรัฐจำนวนมาก หากทุกระบบเชื่อมโยงกันได้ดี ธุรกิจไทยจะสามารถแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัลได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ETDA มองว่า การสร้าง Digital Trust ของไทยต้องสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อรองรับการเชื่อมโยงกับ Cross-border Digital ID ในอนาคต หรือการยืนยันตัวตนดิจิทัลข้ามประเทศ หากเกิดขึ้นจริง จะช่วยให้บริการดิจิทัลของไทยสามารถเชื่อมต่อกับต่างประเทศได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกรรมระหว่างประเทศ การค้า การลงทุน การศึกษา หรือบริการดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน

ดังนั้นแล้ว การจัดงาน Digital Trust Thailand 2026 ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังเร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านความเชื่อมั่นดิจิทัลอย่างจริงจัง โดยมี Digital ID 2.0, e-Signature, Verifiable Credential และ Digital Document Wallet เป็นเครื่องมือสำคัญ

สำหรับประชาชน สิ่งนี้จะช่วยให้การใช้บริการภาครัฐและบริการออนไลน์ปลอดภัย สะดวก และลดภาระเอกสารมากขึ้น ส่วนภาคธุรกิจจะได้ประโยชน์จากการทำธุรกรรมที่รวดเร็ว ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

ในวันที่ทุกอย่างกำลังกลายเป็นดิจิทัล ความเชื่อมั่นจึงเป็นเรื่องใหญ่ เพราะหากผู้ใช้ไม่มั่นใจว่าระบบปลอดภัย การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลก็จะเกิดขึ้นได้ไม่เต็มที่ แต่หากประเทศไทยสร้าง Digital Trust Ecosystem ได้แข็งแรง ก็จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลในระยะยาว