Amazfit เปิดตัวสมาร์ทวอทช์ใหม่ Cheetah 2 Pro, Cheetah 2 Ultra และ Bip Max เริ่ม 3,690 บาท

Amazfit ประเทศไทยเปิดตัวสมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่พร้อมกัน 3 รุ่น ตอบโจทย์ผู้ใช้สายสุขภาพ นักวิ่งถนน นักวิ่งเทรล และสายออกกำลังกายจริงจัง ได้แก่ Amazfit Bip Max, Amazfit Cheetah 2 Pro และ Amazfit Cheetah 2 Ultra โดยราคาเริ่มต้นที่ 3,690 บาท รอบนี้ Amazfit วางตำแหน่งของแต่ละรุ่นค่อนข้างชัด โดย Bip Max เน้นความคุ้มค่าและการใช้งานประจำวัน ส่วน Cheetah 2 Pro เจาะกลุ่มนักวิ่งถนนและมาราธอน ขณะที่ Cheetah 2 Ultra เป็นรุ่นท็อปสำหรับนักวิ่งเทรล อัลตร้ามาราธอน และสายผจญภัยที่ต้องการแบตเตอรี่ยาวนานพร้อมแผนที่ออฟไลน์เต็มรูปแบบ
Amazfit Cheetah 2 Pro

Amazfit Cheetah 2 Pro ถูกออกแบบมาสำหรับนักวิ่งถนนและนักวิ่งมาราธอน ภายใต้แนวคิด “Refined Performance” เน้นตัวเรือนเบา ทนทาน หน้าจอสว่าง และฟีเจอร์วิเคราะห์การวิ่งเชิงลึกสำหรับคนที่ต้องการพัฒนา Performance หรือทำลายสถิติส่วนตัว
ตัวเรือนผลิตจาก ไทเทเนียมเกรด 5 ซึ่งเป็นวัสดุที่ให้ทั้งความแข็งแรงและน้ำหนักเบา โดยตัวเรือนหนักเพียง 45.6 กรัม ไม่รวมสาย หน้าจอปกป้องด้วย Sapphire Glass ทนต่อรอยขีดข่วน และมีปุ่มควบคุมแบบ Physical จำนวน 4 ปุ่ม เหมาะกับการใช้งานระหว่างวิ่งจริง โดยเฉพาะเวลามือเปียกเหงื่อหรืออยู่ในจังหวะเร่งความเร็ว
หน้าจอ AMOLED 3,000 nits มองชัดกลางแดด
รุ่นนี้ใช้หน้าจอ AMOLED ขนาด 1.32 นิ้ว ความสว่างสูงสุด 3,000 nits ทำให้มองข้อมูลสำคัญ เช่น Pace, อัตราการเต้นหัวใจ, Running Power หรือแผนที่นำทางได้ชัดเจน แม้วิ่งกลางแดดหรือช่วงเช้ามืด
แบตเตอรี่สูงสุด 20 วัน GPS แม่นยำสูง 31 ชั่วโมง
ด้านแบตเตอรี่ Amazfit Cheetah 2 Pro ใช้งานทั่วไปได้นานสูงสุด 20 วัน และหากเปิดโหมด GPS แม่นยำสูง สามารถใช้งานต่อเนื่องได้นานสูงสุด 31 ชั่วโมง เพียงพอสำหรับการซ้อมระยะยาว การแข่งมาราธอน หรือกิจกรรมกลางแจ้งตลอดวัน
วิเคราะห์การวิ่งระดับโปร พร้อม Zepp Coach
ฟีเจอร์ที่โดดเด่นคือการวิเคราะห์การวิ่งเชิงลึก เช่น Running Posture, Vertical Oscillation, Ground Contact Time, Lactate Threshold, VO2 Max และ Running Power แบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยให้นักวิ่งเข้าใจฟอร์มการวิ่งและลดการสูญเสียพลังงาน นอกจากนี้ยังมี Zepp Coach โค้ช AI ส่วนตัวสำหรับช่วยสร้างแผนการฝึกซ้อมเฉพาะบุคคล และรองรับการนำเข้าแผนซ้อมจากแพลตฟอร์มอย่าง TrainingPeaks และ Intervals.icu

Amazfit Bip Max
Amazfit Bip Max เป็นสมาร์ทวอทช์ระดับเรือธงของซีรีส์ Bip ที่มาในแนวคิด “MAX” เน้นความครบเครื่องในราคาที่เข้าถึงง่าย เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไป สายสุขภาพ และคนที่ออกกำลังกายหลายรูปแบบ
จอ AMOLED 2.07 นิ้ว สว่าง 3,000 nits
จุดเด่นแรกคือหน้าจอ AMOLED ขนาดใหญ่ 2.07 นิ้ว ความสว่างสูงสุด 3,000 nits ทำให้มองข้อมูลได้ชัดแม้อยู่กลางแจ้ง พร้อมรองรับการปรับขนาดตัวอักษรได้ 6 ระดับ เหมาะกับผู้ใช้หลายช่วงวัย
แบตเตอรี่ 550mAh ใช้งานสูงสุด 20 วัน
Amazfit Bip Max มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 550mAh ใช้งานทั่วไปได้นานสูงสุด 20 วัน ใช้งานหนักได้นานสูงสุด 10 วัน และเปิด GPS ต่อเนื่องได้นานสูงสุด 40 ชั่วโมง เหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้งหรือการเดินป่าหลายวัน
มีแผนที่ออฟไลน์และพื้นที่เก็บข้อมูล 4GB
อีกหนึ่งการอัปเกรดสำคัญของซีรีส์ Bip คือพื้นที่เก็บข้อมูลภายใน 4GB รองรับ Independent Offline Maps ดาวน์โหลดแผนที่ออฟไลน์ได้ ทั้งแผนที่ภูมิประเทศ แผนที่เส้นทางสกี และแผนที่เส้นชั้นความสูง
นอกจากนี้ยังรองรับการจัดเก็บเพลงและพอดแคสต์แบบออฟไลน์ เพื่อฟังผ่านหูฟัง Bluetooth ขณะออกกำลังกายโดยไม่ต้องพกสมาร์ทโฟน รวมถึงรองรับ Mini-apps มากกว่า 100 รายการ
BioTracker 6.0 พร้อม BioCharge
ด้านสุขภาพ Bip Max ใช้เซ็นเซอร์ BioTracker 6.0 PPG วัดอัตราการเต้นหัวใจแบบละเอียดระดับวินาที และมีฟีเจอร์ BioCharge สำหรับวิเคราะห์พลังงานของร่างกายทั้งด้านกายและใจตลอด 24 ชั่วโมง โดยอ้างอิงจากข้อมูลการนอน ความเครียด และกิจกรรมในแต่ละวัน

Amazfit Cheetah 2 Ultra
Amazfit Cheetah 2 Ultra เป็นรุ่นเรือธงสำหรับนักวิ่งเทรล สายผจญภัย และผู้ที่ต้องการนาฬิกาที่พร้อมลุยในระยะทางไกล ภายใต้แนวคิด “Endurance & Navigation” โดยเน้นแบตเตอรี่ระดับอึด ระบบนำทางแม่นยำ และโครงสร้างทนทาน
ตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 ผ่านมาตรฐานทางทหาร
ตัวเรือนและขอบหน้าปัดผลิตจาก ไทเทเนียมเกรด 5 พร้อมกระจก Sapphire Glass และผ่านการทดสอบมาตรฐานทางทหาร เพื่อรองรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่สมบุกสมบัน
รุ่นนี้ยังมีปุ่ม Physical 4 ปุ่ม เช่นเดียวกับ Cheetah 2 Pro เพื่อให้ควบคุมได้ง่ายระหว่างวิ่งเทรลหรือกิจกรรมกลางแจ้งที่ต้องใส่ถุงมือ มือเปียก หรืออยู่ในสภาพอากาศไม่แน่นอน
จอ AMOLED 1.5 นิ้ว พร้อมแบตสูงสุด 30 วัน
Amazfit Cheetah 2 Ultra ใช้หน้าจอ AMOLED ขนาด 1.5 นิ้ว ใหญ่กว่ารุ่น Pro เพื่ออ่านแผนที่และข้อมูลการวิ่งได้ง่ายขึ้น ส่วนแบตเตอรี่ใช้งานทั่วไปได้นานสูงสุด 30 วัน และใช้งาน GPS โหมดแม่นยำสูงได้นานกว่า 60 ชั่วโมง
แผนที่สีออฟไลน์ พื้นที่เก็บข้อมูล 64GB
ฟีเจอร์ที่ทำให้รุ่น Ultra ต่างจากรุ่นอื่นคือพื้นที่เก็บข้อมูลภายในขนาดใหญ่ถึง 64GB รองรับ Full-Color Offline Maps แผนที่สีออฟไลน์เต็มรูปแบบ พร้อมแผนที่ภูมิประเทศ แผนที่เส้นชั้นความสูง และแผนที่รีสอร์ทสกีทั่วโลก
นอกจากนี้ยังรองรับ GPS แบบ Dual-band ใช้งานร่วมกับดาวเทียม 6 ระบบ และเสาอากาศรับสัญญาณโพลาไรซ์แบบวงกลม ช่วยให้นำทางแบบ Turn-by-turn ได้แม่นยำขึ้นในพื้นที่ซับซ้อน เช่น ป่า ภูเขา หรือเส้นทางเทรลที่สัญญาณอาจถูกรบกวน
ไฟฉายในตัว พร้อมโหมด SOS
Cheetah 2 Ultra มาพร้อมไฟฉาย LED ในตัว ปรับระดับความสว่างได้ รองรับทั้งแสงสีขาวและแสงสีแดง รวมถึงโหมด SOS และ Safety Light เพื่อเพิ่มความปลอดภัยระหว่างวิ่งเช้ามืด วิ่งกลางคืน หรือแข่งขันรายการที่ต้องข้ามเวลาค่ำคืน
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
รองรับ HYROX พร้อมเปิดตัว Amazfit Team ในไทย
นอกจากการเปิดตัวสมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่ Amazfit Thailand ยังประกาศเปิดตัว Amazfit Team รุ่นใหม่ ซึ่งเป็นคอมมูนิตี้นักกีฬาไทยอย่างเป็นทางการ ครอบคลุมทั้งกลุ่ม Road Running, Trail Running และการแข่งขันฟิตเนสระดับโลกอย่าง HYROX
ในระดับสากล Amazfit ยังประกาศความร่วมมือกับ HYROX ต่อเนื่องอีก 3 ปี ในฐานะ Global Wearable Device Partner โดยสมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่ทั้ง 3 รุ่นจะมีฟังก์ชันสำหรับติดตามและวัดผลการแข่งขัน HYROX ในแต่ละสเตชันได้อย่างละเอียด
สรุปราคา Amazfit รุ่นใหม่ในไทย
| รุ่น | จุดเด่น | สี | วันวางจำหน่าย | ราคา |
|---|---|---|---|---|
| Amazfit Bip Max | จอ 2.07 นิ้ว, แบต 20 วัน, แผนที่ออฟไลน์, GPS 40 ชั่วโมง | Silver, Dark Blue, Carbon Gray | 25 พฤษภาคม 2569 | 3,690 บาท |
| Amazfit Cheetah 2 Pro | ไทเทเนียม, จอ 3,000 nits, GPS 31 ชั่วโมง, ฟีเจอร์วิ่งระดับโปร | Titanium | 25 พฤษภาคม 2569 | 16,900 บาท |
| Amazfit Cheetah 2 Ultra | ไทเทเนียม, แผนที่สีออฟไลน์, ความจำ 64GB, GPS 60+ ชั่วโมง | - | 6 มิถุนายน 2569 | 21,900 บาท |
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



