Saab ชี้ระบบป้องกันภัยทางอากาศยุคใหม่ ต้องรับมือโดรนด้วยเทคโนโลยสุดล้ำ

ปฏิเสธไม่ได้แล้วสำหรับเรื่อง ภัยคุกคามทางอากาศในยุคใหม่ไม่ได้มีแค่เครื่องบินรบหรือขีปนาวุธอีกต่อไป เพราะ โดรน หรือ Uncrewed Aerial Systems: UAS กลายเป็นเทคโนโลยีที่เข้าถึงง่ายขึ้น ต้นทุนต่ำลง แต่มีขีดความสามารถสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในมิติทางทหารและความมั่นคงพลเรือน
ล่าสุด Saab บริษัทด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศและความมั่นคงจากสวีเดน ได้เผยแนวคิดเกี่ยวกับระบบป้องกันภัยทางอากาศสำหรับประเทศไทย โดยระบุว่า การรับมือภัยคุกคามยุคโดรนจำเป็นต้องใช้แนวทางแบบ หลายชั้น ยืดหยุ่น และเชื่อมโยงการทำงานของระบบต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ไม่ใช่พึ่งพาอาวุธหรือระบบใดระบบหนึ่งเพียงอย่างเดียว รายละเอียดเป็นอย่างไร Sanook Hitech ได้พูดคุยกับผู้บริหารได้มีเรื่องที่น่าสนใจดังนี้

โดรนเปลี่ยนสมการความมั่นคงทางอากาศ
Saab ระบุว่า โดรนในปัจจุบันสามารถปฏิบัติการได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งบินสูง บินต่ำ เคลื่อนที่เร็วหรือช้า และบางประเภทมีสัญญาณที่ตรวจจับได้ยาก อีกทั้งยังสามารถปฏิบัติการแบบเดี่ยวหรือเป็นกลุ่ม รวมถึงอาจถูกปล่อยจากพื้นที่ใกล้เป้าหมายโดยตรง
ความหลากหลายนี้ทำให้การรับมือโดรนไม่สามารถใช้วิธีเดียวแก้ได้ทุกสถานการณ์ เพราะแต่ละกรณีต้องการกระบวนการที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การตรวจจับ การระบุตัวตน การประเมินภัยคุกคาม ไปจนถึงการรบกวนหรือทำลายเป้าหมาย

แนวคิด “Drone Equation” ต้องเลือกวิธีรับมือให้เหมาะกับภัยคุกคาม
ประเด็นที่ Saab หยิบขึ้นมาคือสิ่งที่เรียกว่า “สมการของโดรน” หรือ Drone Equation ซึ่งหมายถึงการเลือกใช้ระบบตอบสนองให้เหมาะสมกับระดับภัยคุกคาม ไม่ใช่ใช้ระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูงราคาแพงกับโดรนต้นทุนต่ำทุกกรณี
แนวทางนี้มีความสำคัญทั้งในแง่ประสิทธิภาพการปฏิบัติการ ต้นทุนด้านลอจิสติกส์ และความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรด้านความมั่นคง เพราะบางสถานการณ์อาจเหมาะกับการใช้สงครามอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรบกวนสัญญาณ ขณะที่บางกรณีอาจต้องใช้การตอบสนองแบบกายภาพที่แม่นยำกว่า
ระบบป้องกันแบบหลายชั้นคือหัวใจสำคัญ
Saab มองว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศยุคใหม่ควรมีโครงสร้างแบบหลายชั้น ตั้งแต่เซนเซอร์ตรวจจับระยะไกล เรดาร์ ระบบตรวจจับด้วยแสง ระบบบัญชาการและควบคุม ไปจนถึงระบบตอบสนองต่อภัยคุกคาม
ในระบบลักษณะนี้ เซนเซอร์หลายประเภทจะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างภาพสถานการณ์ที่ครบถ้วน ก่อนส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบ Command and Control เพื่อช่วยให้ผู้ปฏิบัติการเลือกวิธีรับมือที่เหมาะสมกับสถานการณ์จริงได้มากขึ้น

สงครามอิเล็กทรอนิกส์และ AI จะมีบทบาทมากขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจในมุมเทคโนโลยีคือ Saab ให้ความสำคัญกับการบูรณาการระบบเซนเซอร์ ซอฟต์แวร์ และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ากับระบบตรวจการณ์และระบบบัญชาการ โดยเฉพาะในกลุ่มโซลูชัน C5ISR ที่ต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมากเพื่อช่วยตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
ในเอกสารข้อมูลของ Saab ระบุว่า บริษัทมีความเชี่ยวชาญด้านเซนเซอร์มากกว่า 70 ปี และมีประสบการณ์ด้านระบบเตือนภัยล่วงหน้าและควบคุมทางอากาศ หรือ AEW&C มากกว่า 30 ปี โดยมีผลิตภัณฑ์สำคัญ เช่น เรดาร์ตระกูล Giraffe และระบบ GlobalEye AEW&C
Saab กับบทบาทในประเทศไทย
Saab ระบุว่า บริษัทมีความร่วมมือกับประเทศไทยมายาวนานกว่า 40 ปี โดยสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถด้านการป้องกันภัยทางอากาศและระบบเฝ้าระวังแบบบูรณาการให้กับกองทัพไทย
ในประเทศไทย Saab มีบทบาทตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1980 ผ่านการจัดหาอุปกรณ์ด้านการป้องกันประเทศ เช่น Carl-Gustaf, เรดาร์ Giraffe และระบบขีปนาวุธ RBS70 ก่อนจะมีการจัดตั้งสำนักงานในกรุงเทพฯ ในปี 2543 เพื่อรองรับแผนยกระดับระบบป้องกันภัยทางอากาศของไทย
Gripen, Erieye และระบบดาต้าลิงก์ของไทย
หนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือโครงการ Peace Suvarnabhumi ที่กองทัพอากาศไทยจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen, ระบบตรวจการณ์ทางอากาศ Saab 340 Erieye AEW และระบบบัญชาการและควบคุมแบบบูรณาการ
ปัจจุบันประเทศไทยมีเครื่องบิน Gripen C/D จำนวน 12 เครื่อง พร้อมระบบ Saab 340 Erieye AEW และระบบบัญชาการและควบคุมที่เชื่อมโยงผ่านดาต้าลิงก์ความเร็วสูงที่มีความปลอดภัย ช่วยให้เกิดการรับรู้สถานการณ์ครอบคลุมทั้งมิติทางอากาศ ภาคพื้นดิน และทางทะเล
เทคโนโลยีของ Saab ไม่ได้มีแค่เครื่องบินรบ
แม้คนจำนวนมากอาจรู้จัก Saab จากเครื่องบินรบ Gripen แต่พอร์ตโฟลิโอของบริษัทกว้างกว่านั้นมาก โดยครอบคลุมอากาศยาน ระบบอาวุธ ระบบบัญชาการและควบคุม เซนเซอร์ ระบบใต้น้ำ และโซลูชันดิจิทัลด้านความมั่นคง
Saab ระบุว่าในปี 2568 บริษัทมียอดขาย 79,000 ล้านโครนาสวีเดน หรือประมาณ 2.75 แสนล้านบาท มีพนักงานประมาณ 28,000 คน ดำเนินธุรกิจใน 30 ประเทศ และให้บริการครอบคลุม 100 ประเทศทั่วโลก พร้อมลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา 12,600 ล้านโครนาสวีเดน หรือประมาณ 43,000 ล้านบาท
จากที่เห็นตเองบอกว่า ประเด็นของ Saab ไม่ได้เป็นแค่ข่าวด้านยุทโธปกรณ์ แต่สะท้อนทิศทางเทคโนโลยีความมั่นคงยุคใหม่ที่กำลังเปลี่ยนจากระบบเดี่ยวราคาแพง ไปสู่ระบบที่เชื่อมโยงหลายองค์ประกอบเข้าด้วยกัน ทั้งเรดาร์ เซนเซอร์ AI ระบบบัญชาการ สงครามอิเล็กทรอนิกส์ และโซลูชันต่อต้านโดรน
ในโลกที่โดรนสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ทั้งในสนามรบและพื้นที่พลเรือน ระบบป้องกันภัยทางอากาศจึงต้องไม่ใช่แค่ “ยิงได้ไกล” หรือ “แรงกว่าเดิม” แต่ต้องรู้ว่าอะไรคือภัยคุกคาม ควรตอบสนองอย่างไร และใช้ทรัพยากรให้เหมาะสมกับสถานการณ์มากที่สุด
สรุปปิดท้าย
จากภาพรวมที่ผ่านมานั้น Saab ชี้ว่า การป้องกันภัยทางอากาศยุคใหม่ต้องรับมือกับภัยคุกคามที่ซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะโดรนที่มีต้นทุนต่ำ เข้าถึงง่าย และปรับใช้ได้หลากหลาย การพึ่งพาระบบใดระบบหนึ่งเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ
แนวทางที่ Saab เสนอคือระบบป้องกันแบบหลายชั้น เชื่อมโยงเซนเซอร์ เรดาร์ ระบบบัญชาการ สงครามอิเล็กทรอนิกส์ และระบบตอบสนองเข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถเลือกวิธีรับมือได้เหมาะสมกับระดับภัยคุกคาม
สำหรับประเทศไทย Saab มองว่าประเทศไทยมีรากฐานด้านระบบเฝ้าระวังและบัญชาการที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว โดยโอกาสสำคัญในระยะต่อไปคือการต่อยอดระบบเหล่านี้ให้ยืดหยุ่น เชื่อมโยง และพร้อมรับภัยคุกคามทางอากาศรูปแบบใหม่มากขึ้น
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



