ทรูฯ เผยรายได้ไตรมาส 1/2569 กำไรต่อเนื่อง 5 ไตรมาส จ่ายปันผล 4.8 พันล้าน

ทรู คอร์ปอเรชั่น รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2569 โดยบริษัทสามารถทำกำไรสุทธิหลังหักภาษีได้ 6.6 พันล้านบาท ถือเป็นการทำกำไรต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ติดต่อกัน หลังเดินหน้าปรับโครงข่าย ลดต้นทุน และบริหารค่าใช้จ่ายหลังการควบรวมกิจการ
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมรายได้ยังมีแรงกดดันบางส่วน โดยเฉพาะธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิก หรือ PayTV ที่ลดลง ขณะที่ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตบ้านยังเป็นแรงหนุนสำคัญของบริษัทในไตรมาสนี้

กำไรสุทธิ 6.6 พันล้านบาท พร้อมจ่ายปันผลระหว่างกาล
ในไตรมาส 1/2569 ทรูฯ มีกำไรสุทธิหลังหักภาษี 6.6 พันล้านบาท และคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลรวม 4.8 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 0.14 บาทต่อหุ้น โดยมีอัตราการจ่ายเงินปันผลอยู่ที่ 73%
ตัวเลขกำไรที่เพิ่มขึ้นมาจากหลายปัจจัย ทั้งการลดต้นทุนด้านโครงข่าย การได้ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ การรับรู้ผลประโยชน์จากการควบรวมกิจการ และการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง
รายได้บริการลดลงเล็กน้อย แต่ EBITDA ยังโต
รายได้จากการให้บริการไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่าย หรือ IC อยู่ที่ 4.1 หมื่นล้านบาท ลดลง 0.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน และลดลง 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน สาเหตุหลักมาจากรายได้ของธุรกิจ PayTV ที่ลดลง ขณะที่รายได้จากธุรกิจมือถือและอินเทอร์เน็ตบ้านยังช่วยประคองภาพรวมไว้ได้
ด้าน EBITDA อยู่ที่ 2.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยอัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการอยู่ที่ 68.3%
ลูกค้ามือถือเพิ่ม 614,000 เลขหมาย
ในฝั่งธุรกิจมือถือ ทรูฯ ระบุว่าจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้น 614,000 เลขหมาย เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ส่งผลให้จำนวนผู้ใช้บริการมือถือรวมอยู่ที่ 48.1 ล้านเลขหมาย
ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการรักษาฐานลูกค้า การบริหารอัตราการเลิกใช้บริการ และการเข้าร่วมโครงการ “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา” ของกระทรวงศึกษาธิการ
ขณะที่จำนวนผู้ใช้บริการ 5G อยู่ที่ 18.4 ล้านราย ณ สิ้นไตรมาส สะท้อนว่าฐานผู้ใช้บริการบนเครือข่ายยุคใหม่ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
อินเทอร์เน็ตบ้านโตสูงสุดหลังควบรวม
ธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้านเป็นอีกส่วนที่น่าจับตา โดยมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น 36,000 ราย ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นการเติบโตสูงสุดนับตั้งแต่การควบรวมกิจการ
ปัจจัยสนับสนุนมาจากการปรับปรุงโครงข่ายให้ทันสมัย ความเสถียรของบริการที่ดีขึ้น และปัญหาระบบเครือข่ายขัดข้องในธุรกิจออนไลน์ที่ลดลง
ต้นทุนลดลงหลังสิ้นสุดสัญญาเช่าโครงข่ายกับ NT
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ไม่รวมค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ลดลง 29.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีปัจจัยสำคัญจากการสิ้นสุดสัญญาเช่าโครงข่ายกับ NT ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568
ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านโครงข่ายลดลง 25.2% จากการได้ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ และการประหยัดต้นทุนจากการพัฒนาโครงข่าย
อย่างไรก็ตาม รายได้รวมลดลง 9.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายได้ภายหลังการสิ้นสุดสัญญาเช่าโครงข่ายกับ NT

หนี้ลดลง แต่ยังต้องจับตาการลงทุนโครงข่าย
อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA หรือ Leverage อยู่ที่ 3.8 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 ลดลงจากปีก่อนและไตรมาสก่อน สะท้อนทิศทางการบริหารหนี้ที่ดีขึ้น
ส่วนค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน หรือ CAPEX ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 4.3 พันล้านบาท คิดเป็นประมาณ 9% ของยอดขายในช่วงเวลาดังกล่าว
อย่างไรในภาพรวมไตรมาส 1/2569 ของทรูฯ ถือว่ายังอยู่ในทิศทางที่ดีในแง่กำไรและการลดต้นทุน โดยเฉพาะการทำกำไรต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 และการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล แต่ในอีกด้านหนึ่ง รายได้จากการให้บริการยังลดลงเล็กน้อย และธุรกิจ PayTV ยังคงเป็นจุดกดดันที่ต้องจับตา ขณะที่ธุรกิจมือถือ อินเทอร์เน็ตบ้าน และฐานผู้ใช้ 5G ยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของบริษัทในระยะต่อไป
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



