สพฐ. ดันโมเดล GPAS 5 Steps ปั้นเด็กไทยเป็น "นวัตกร" ที่ฉลาดเหนือ AI

ในยุคที่ AI ตอบคำถามได้แทบทุกอย่าง หลายคนตั้งคำถามว่า "แล้วเด็กไทยยังต้องเรียนอะไร?" เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมโรงเรียนราชวินิต มีการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่เปรียบเสมือนการติดตั้ง "ระบบปฏิบัติการทางความคิด" (Thinking OS) ใหม่ให้กับเด็กไทย เพื่อเปลี่ยนจากผู้รับข้อมูล (Passive Learning) สู่การเป็น "ผู้สร้างนวัตกรรม" (Active Learning) อย่างเต็มตัว
ดร.ศักดิ์สิน โรจนสราญรมย์ ประธานสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ชี้ชัดว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักสูตร แต่อยู่ที่ "วิธีสอน" โมเดล GPAS 5 Steps จึงถูกนำมาใช้เพื่อฝึกให้เด็กคิดเป็นระบบผ่าน 5 ขั้นตอนสำคัญ


- Gathering (รวบรวม): ฝึกการสังเกตและรวบรวมข้อมูลอย่างมีหลักการ
- Processing (ประมวลผล): วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาความหมายและแนวทาง
- Applying 1 (ประยุกต์ใช้): นำความรู้ไปลงมือทำในสถานการณ์จริง
- Applying 2 (สร้างนวัตกรรม): สรุปความรู้และนำเสนอผลงานสู่สังคม
- Self-Regulating (ประเมินตนเอง): สะท้อนคิดเพื่อพัฒนาและกำกับทิศทางการเรียนรู้
อีกข้อคิดจากงานนี้ที่น่าสนใจมากคือ "เราไม่ควรเรียน AI เพียงอย่างเดียว" หากพื้นฐานการคิดไม่แข็งแกร่ง เด็กจะกลายเป็นเพียงผู้คัดลอกคำตอบจาก AI เท่านั้น เช่นเด็กก็จะเสริมสร้างเรื่องการจดจำ และสามารถคิดวิเคราะห์และสร้างิส่งหใม่ โดยทั้งหมดจะสัมพันธ์กับ AI สิ่งที่ได้คือการเป็นพลเมืองดิจิทัลที่ดีต่อไป
ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ สพฐ. ย้ำว่าการเรียนรู้ต้องทำให้เด็ก "เก่ง ดี และมีความสุข" การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เริ่มต้นจากผู้บริหาร 37 คน และครู 220 คน จากกว่า 70 โรงเรียน ที่พร้อมจะเปลี่ยนตัวเองจาก "ผู้บรรยาย" มาเป็น "ผู้ออกแบบการเรียนรู้" เพื่อเปิดพื้นที่ให้เด็กได้ปล่อยศักยภาพที่ AI เลียนแบบไม่ได้ "สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่เปลี่ยนเด็ก แต่คือเปลี่ยนวิธีคิดของครูเอง... เมื่อห้องเรียนมีชีวิต เด็กจะกล้าตั้งคำถามที่ AI ก็ตอบแทนไม่ได้" — เสียงสะท้อนจากคุณครูผู้เข้าร่วมอบรม
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



