5 สาเหตุยอดฮิตและวิธีแก้ปัญหาให้แอร์กลับมาเงียบกริบ

5 สาเหตุยอดฮิตและวิธีแก้ปัญหาให้แอร์กลับมาเงียบกริบ

5 สาเหตุยอดฮิตและวิธีแก้ปัญหาให้แอร์กลับมาเงียบกริบ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

หากคุณกำลังเปิดแอร์บ้านเพื่อทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิ แต่อยู่ดีๆ แอร์เจ้ากรรมก็ส่งเสียงดัง ทั้งเสียงสั่น เสียงจี๊ด หรือเสียงเหมือนมีอะไรหลุดอยู่ข้างใน ปัญหานี้ไม่ได้แค่รำคาญใจ จนมองว่าแอร์มีปัญหาอะไรหรือไม่

วันนี้ Sanook Hitech จะมาเจาะปัญหานี้กันว่าทำไมแอร์ตัวดีถึงดังได้

ปัญหาแอร์ดังจากไหน?

ก่อนจะตามช่าง เรามาลองทำตัวเป็นนักสืบ ,kตรวจสอบเบื้องต้นกันก่อนครับว่าเสียงดังเกิดจาก 5 สิ่งต่างๆ ดังนี้

gettyimages-2206342744-170667

1. เสียงสั่นสะเทือน "กึกๆ" ที่ตัวเครื่อง

เรื่องแรกคือเสียงดัง กึกๆ ส่วนใหญ่เกิดจากน็อตหรือข้อต่อต่างๆ ของฝาครอบแอร์หลวม หรือตัวล็อกแผ่นกรองฝุ่นใส่ไม่แน่น ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนขณะเครื่องทำงาน ลองเอามือกดที่ฝาครอบแอร์เบื้องต้น ถ้าเสียงหายไป ให้เช็กน็อตแต่ละจุดแล้วขันให้แน่น หรือจัดระเบียบแผ่นกรองฝุ่นให้เข้าที่ครับ

2. เสียงลมดัง "ฟิ้วๆ" หรือเสียงสั่นกระพือ 

เมื่อเสียงดังฟิ้วๆ ส่วนใหญ่ เกิดจาก "พัดลมกรงกระรอก" หรือพัดลมระบายความเย็นมีฝุ่นเกาะหนาเกินไปจนเสียสมดุล หรือมีเศษใบไม้/สิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าไป วิธีแก้นั้น ถ้าเป็นแค่ฝุ่นเกาะ การล้างแอร์แบบฉีดล้างพัดลมจะช่วยได้ทันทีครับ แต่ถ้ามีเสียงดังเหมือนของกระแทก ควรรีบปิดแอร์แล้วเช็กว่ามีอะไรติดอยู่ข้างในไหม

3. เสียงจี๊ดๆ เหมือนเหล็กสีกัน

หากคุณได้ยินว่ามีเสียเหล็กสีกันให้เดาไว้ได้เลยว่า มอเตอร์พัดลมเริ่มเสื่อมสภาพ ลูกปืนข้างในแห้งหรือแตก ทำให้เกิดเสียงแหลมสูงขณะหมุน โดยมากแล้วการแก้ปัญหาของอาการนี้แก้ยากด้วยตัวเองครับ ต้องให้ช่างมาหยอดน้ำมันหล่อลื่น หรือถ้าเป็นหนักอาจต้องเปลี่ยนมอเตอร์ใหม่

4. เสียงดังจากคอยล์ร้อนนอกห้อง 

แต่บางครั้งบางครั้งเสียงไม่ได้ดังจากในห้อง แต่ดังมาจาก "คอมเพรสเซอร์" ที่ตั้งอยู่นอกหน้าต่าง โดยมากจะเกิดจาก ยางรองขาตั้งคอยล์ร้อนเสื่อมสภาพจนแข็งตัว ทำให้แรงสั่นสะเทือนจากเครื่องส่งผ่านไปยังผนังบ้านโดยตรง แนะนำให้เปลี่ยนลูกยางรองขาตั้งใหม่ (ราคาไม่แพงครับ) หรือเช็กว่ามีสิ่งของวางพิงคอยล์ร้อนอยู่หรือไม่

อย่าปล่อยให้ "แอร์เสียงดัง" กลายเป็นเรื่องชินหู เพราะนอกจากจะกวนการนอนแล้ว มันยังสะท้อนถึงการทำงานที่หนักเกินไปของเครื่อง ซึ่งจะตามมาด้วย "ค่าไฟที่พุ่งสูงขึ้น" และอายุการใช้งานที่สั้นลง ดังนั้นการที่จะเช็ีกว่าแอร์ดังหรือไม่ง่ายสุดคือการลองล้างแอร์ทุก 6 เดือนก็ถือเป็นการดูแลที่ดีอีกแบบหนึ่ง

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล