พอร์ต USB แต่ละสี ต่างกันยังไง? สีไหน-แบบไหนใช้เสียบอะไรบ้าง สรุปให้ครบ!

พอร์ต USB แต่ละสี ต่างกันยังไง? สีไหน-แบบไหนใช้เสียบอะไรบ้าง สรุปให้ครบ!

พอร์ต USB แต่ละสี ต่างกันยังไง? สีไหน-แบบไหนใช้เสียบอะไรบ้าง สรุปให้ครบ!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ไขความลับ "สี" ของพอร์ต USB: ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่บอกความแรง!

เคยสงสัยไหมครับ? เวลาเราก้มดูช่องเสียบ USB (USB Type-A) หลังคอมพิวเตอร์หรือข้างโน้ตบุ๊ก ทำไมบางช่องเป็นสีฟ้า บางช่องเป็นสีดำ หรือบางเครื่องก็มีสีแดงโผล่มา?

ความจริงแล้ว สีเหล่านี้ไม่ใช่การตกแต่งเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เป็น "รหัสมาตรฐาน" ที่บอกให้เรารู้ว่าพอร์ตนั้นมีความเร็วแค่ไหน และมีความสามารถพิเศษอะไรบ้าง เพื่อให้เราเลือกเสียบใช้งานอุปกรณ์ได้เต็มประสิทธิภาพที่สุดครับ

พอร์ต USB มีกี่แบบกี่สี? แตกต่างกันอย่างไร?

สีขาว (USB 1.x)

นี่คือมาตรฐานยุคบุกเบิกที่ปัจจุบันแทบจะหาไม่เจอแล้วในอุปกรณ์รุ่นใหม่ๆ

  • ความเร็ว: สูงสุดเพียง 12 Mbps

  • เหมาะสำหรับ: อุปกรณ์ที่ไม่ต้องการการส่งข้อมูลมาก เช่น เมาส์ หรือ คีย์บอร์ด รุ่นเก่า

สีดำ (USB 2.0)

เป็นพอร์ตที่เราคุ้นเคยกันดีที่สุด และยังคงมีให้เห็นในคอมพิวเตอร์ปัจจุบัน

  • ความเร็ว: สูงสุด 480 Mbps (High Speed)

  • เหมาะสำหรับ: อุปกรณ์เสริมทั่วไปที่ไม่เน้นความเร็ว เช่น ตัวรับสัญญาณเมาส์ไร้สาย, คีย์บอร์ด, หรือเครื่องพิมพ์

สีน้ำเงิน (USB 3.0 / 3.1 Gen 1)

เมื่อเข้าสู่ยุคที่ข้อมูลมีขนาดใหญ่ขึ้น สีน้ำเงินจึงถูกนำมาใช้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของ "SuperSpeed"

  • ความเร็ว: สูงสุด 5 Gbps (เร็วกว่าสีดำถึง 10 เท่า!)

  • เหมาะสำหรับ: External Hard Drive, Flash Drive รุ่นใหม่ๆ ที่ต้องการโอนถ่ายไฟล์ขนาดใหญ่ เช่น หนัง 4K หรือไฟล์งานกราฟิก

สีฟ้าสว่าง / Teal (USB 3.1 Gen 2)

สีนี้มักจะพบในเมนบอร์ดราคาแพง หรือโน้ตบุ๊กสายทำงานระดับโปร

  • ความเร็ว: สูงสุดถึง 10 Gbps (SuperSpeed+)

  • เหมาะสำหรับ: อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลความเร็วสูงพิเศษ (SSD External) หรือการเชื่อมต่อที่ต้องการแบนด์วิดท์สูง

สีเขียว (USB 3.1 Gen 2)

บางผู้ผลิตใช้สีเขียวเพื่อบ่งบอกว่าเป็นพอร์ตความเร็วสูงระดับ 10 Gbps (คล้ายกับสีฟ้าสว่าง) เพื่อให้โดดเด่นและแยกแยะง่าย

  • ความเร็ว: สูงสุดถึง 10 Gbps (SuperSpeed+)

สีแดง หรือ สีส้ม (High Power / Always On)

พอร์ตสีนี้ไม่ได้บอกแค่เรื่องความเร็ว (ซึ่งมักจะเร็วระดับ 10 Gbps) แต่มี "ไม้ตาย" อยู่ที่การจ่ายไฟ

  • ความสามารถพิเศษ: มักเป็นพอร์ตแบบ Always On คือคุณสามารถเสียบชาร์จมือถือหรือแท็บเล็ตได้ แม้จะปิดคอมพิวเตอร์ไปแล้ว (แต่ยังเสียบปลั๊กไฟหลักอยู่) และมักจะจ่ายกระแสไฟได้แรงกว่าพอร์ตปกติ ทำให้ชาร์จไฟได้เร็วขึ้น

สีเหลือง (Sleep-and-Charge)

มีความคล้ายคลึงกับสีแดง คือเน้นเรื่องการจ่ายไฟเป็นหลัก

  • ความสามารถพิเศษ: ออกแบบมาเพื่อชาร์จอุปกรณ์โดยเฉพาะ แม้คอมพิวเตอร์จะอยู่ในโหมด Sleep หรือปิดเครื่องอยู่ก็ตาม มักพบในโน้ตบุ๊กบางยี่ห้อเพื่อให้คุณใช้เครื่องเป็นเหมือน Power Bank เคลื่อนที่ได้นั่นเอง

ข้อควรระวังก่อนใช้งาน

ถึงแม้จะมีมาตรฐานสีข้างต้น แต่ผู้ผลิตบางรายอาจจะเลือกใช้สีตาม "ธีม" ของแบรนด์ตัวเอง (เช่น Razer มักใช้สีเขียว หรือแบรนด์เกมมิ่งบางเจ้าใช้สีแดงทั้งหมด) ดังนั้นวิธีที่ชัวร์ที่สุดคือ:

  1. ดูสัญลักษณ์ข้างพอร์ต: เช่น รูปสายฟ้า (ชาร์จไฟ) หรือตัวอักษร "SS" (SuperSpeed)
  2. อ่านคู่มือประจำเครื่อง: เพื่อความแม่นยำที่สุดครับ

บทสรุป: เลือกเสียบให้ถูกช่อง เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

การสังเกต "สี" ของพอร์ต USB ไม่ใช่แค่เรื่องของความใส่ใจในรายละเอียด แต่มันคือการ Optimizing หรือการรีดประสิทธิภาพอุปกรณ์ไอทีที่เรามีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุดครับ

  • ถ้าจะโอนไฟล์งานใหญ่ๆ ลง Thumb Drive: ให้มองหาช่อง สีน้ำเงิน สีฟ้า หรือสีเขียว ก่อนเสมอ เพื่อประหยัดเวลาในการรอ
  • ถ้าจะเสียบเมาส์ คีย์บอร์ด หรือเครื่องพิมพ์: ใช้ช่อง สีดำ หรือสีขาว ก็เพียงพอแล้ว เพื่อเก็บช่องความเร็วสูงไว้ใช้กับอุปกรณ์ที่จำเป็นกว่า
  • ถ้าจะชาร์จมือถือผ่านคอมพิวเตอร์: มองหาช่อง สีแดง สีส้ม หรือสีเหลือง เพราะจะช่วยให้แบตเตอรี่เต็มไวขึ้น และบางเครื่องยังชาร์จทิ้งไว้ได้แม้จะปิดหน้าจอไปแล้ว

โลกของไอทีอาจจะดูซับซ้อน แต่ถ้าเราเข้าใจสัญลักษณ์เล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ชีวิตดิจิทัลของคุณก็จะง่ายและรวดเร็วขึ้นอีกเยอะครับ!

ขอบคุณข้อมูลจาก

  1. Vnix Group
  2. Thaiware
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล