4 ความเสี่ยง! ถ้าคุณใช้มือถือหน้าจอแตกที่ส่งผลร้ายโดยไม่รู้ตัว

หลายคนใช้งานมือถือเป็นประจำและเกิดอยู่ดีๆ วางแล้วอยู่ดีๆ มันไหลลงพื้นแล้วพบว่า กระจกแตก! แต่บางคนบอกว่า อ้าวไม่ได้ตรงที่จุดที่สัมผัส เลยตัดสินใจ "ใช้ต่อ" ไปก่อน เพราะความเสียดายเงินหรือขี้เกียจไปเปลี่ยน แต่รู้หรือไม่ว่า การฝืนใช้ฟิล์มกันรอยมีรอยแตกแบบนี้อาจจะตามมาด้วยสิ่งที่แพงกว่าค่าฟิล์ม
Sanook Hitech จะมาเฉลยกันว่าความเสียหายหายอะไรที่เกิดขึ้นหากคุณใช้ฟิล์มเหล่านี้ต่อบ้าง
4 เหตุผลที่ไม่ควรใช้ฟิล์มกันรอยแตกต่อ

1. ไม่มีการปกป้องแล้ว
หลักการทำงานของฟิล์มกระจก (Tempered Glass) คือการรับแรงกระแทกแทนหน้าจอจริง เมื่อฟิล์มแตก นั่นหมายความว่ามันได้ทำหน้าที่พลีชีพไปแล้ว โครงสร้างความแข็งแรง (Structural Integrity) จะหายไปทันที หากทำตกครั้งต่อไป "แรงกระแทกจะส่งผ่านไปยังหน้าจอจริงโดยตรง" เพราะฟิล์มที่ร้าวไม่สามารถกระจายแรงได้อีกแล้ว
2. นิ้วพัง! ภัยเงียบจากเศษกระจก
รอยร้าวเล็กๆ ที่เรามองไม่เห็น อาจมีเศษกระจกขนาดไมครอนหลุดออกมาตลอดเวลาที่คุณไถหน้าจอ โดยเฉพาะสายเกมเมอร์ที่ต้องสไลด์นิ้วเร็วๆ เสี่ยงมากที่จะโดนบาด หรือเศษกระจกตำนิ้วโดยไม่รู้ตัว ยิ่งถ้าบ้านไหนมีเด็กเล็กเอาไปเล่น อันตรายยิ่งกว่าที่คิด

3. ทัชเพี้ยน!
แรงกดทับที่ไม่เท่ากันบริเวณรอยแตก อาจส่งผลต่อระบบสัมผัส (Digitizer) ทำให้เกิดอาการทัชเพี้ยน, ทัชไม่ไป หรือเกิดอาการ Ghost Touch (หน้าจอลั่นเอง) ยิ่งไปกว่านั้น หากปล่อยไว้นานๆ แรงกดจากรอยแตกอาจไปกดทับหน้าจอแสดงผลจริงจนเกิดจุดดำ หรือ Dead Pixel ได้ในระยะยาว
4. แหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดี
รอยร้าวบนฟิล์มคือร่องลึกที่ทำความสะอาดไม่ได้ มันจะกลายเป็นคอนโดมิเนียมสุดหรูของคราบเหงื่อ, ฝุ่น, ความชื้น และแบคทีเรีย ต่อให้เช็ดหน้าจอยังไง สิ่งสกปรกเหล่านี้ก็ยังฝังแน่นอยู่ในรอยแตก ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพผิวหน้าเวลาเรายกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูคุย
แต่ถ้าไม่แตกวิธีที่ไม่อยากให้เชื้อโรคบุกนั้นก็ง่ายๆ แค่เช็ดทำความสะอาดสักหน่อยก็ได้
การเปลี่ยนฟิล์มใหม่ทันที คือการซื้อประกันความเสี่ยงที่ถูกที่สุด อย่ารอให้จอจริงแตกก่อนแล้วค่อยนึกเสียดายทีหลัง แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าจอในแตกด้วยก็จะเป็นอีกเรื่องนะ
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



