สพฐ. ดันโมเดล "GPAS 5 Steps" ปั้นเด็กไทยเป็น "นวัตกร" แก้โจทย์ PISA ด้วยกระบวนการคิดเชิงระบบ

ในยุคที่ AI เก่งขึ้นทุกวัน "การท่องจำ" แทบจะไม่มีความหมายอีกต่อไป โจทย์ใหญ่ของการศึกษาไทยวันนี้จึงไม่ใช่การอัดเนื้อหาเพิ่ม แต่เป็นการ "อัปเกรดระบบปฏิบัติการ" (OS) ทางความคิดให้กับเด็กไทย ล่าสุด สพฐ. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ได้โชว์เคสความสำเร็จของโมเดลการเรียนรู้ใหม่ Active Learning ผ่านกระบวนการ GPAS 5 Steps ที่เปลี่ยนห้องเรียนธรรมดา ให้กลายเป็น Incubator บ่มเพาะนวัตกรตัวจริง!
ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. ระบุชัดเจนว่า การเรียนยุคใหม่ต้องเปลี่ยนจาก Passive เป็น Active Learning โดยใช้ "กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ" (Systematic Thinking) เป็นแกนหลัก เพื่อให้เด็กสามารถ คิดวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลได้ ลงมือทำและแก้ปัญหาหน้างาน และสร้างสรรค์นวัตกรรมของตัวเองได้
ด้าน ผศ.วรวัฒน์ ทิพย์จ้อย จาก มรภ.อุดรธานี ชี้เป้าว่า Key Success ของระบบนี้คือการ "เปลี่ยน Role ของครู" จากผู้ป้อนข้อมูล (Feeder) มาเป็น "โค้ช" (Coach/Facilitator)
โมเดลนี้ถูกนำไปทำ Sandbox (พื้นที่นำร่อง) ในภาคอีสาน 10 จังหวัด ผลลัพธ์ที่ได้น่าทึ่งมากครับ เพราะครูเริ่มให้นักเรียนหยิบจับทรัพยากรในชุมชนมาพัฒนาเป็นโปรดักต์จริง สร้างรายได้จริง เป็นการเรียนรู้แบบ Project-based ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่ทฤษฎีในกระดาษ

ประเด็นที่น่าสนใจจาก ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ คือเรื่องคะแนนสอบระดับโลกอย่าง PISA ที่เด็กไทยมักจะทำได้ไม่ดี ท่านมองว่าการแก้ปัญหานี้ไม่ใช่การ "ติวข้อสอบ" แต่ต้องแก้ที่ Source Code ของวิธีการเรียน
"PISA วัดทักษะการแก้ปัญหา ไม่ใช่ความจำ" ดังนั้น GPAS 5 Steps จึงเข้ามาตอบโจทย์ตรงนี้เป๊ะๆ เพราะมันฝึกให้เด็กคิดเป็นระบบ เชื่อมโยงตรรกะ และหาทางออกอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นสกิลเดียวกับที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมหรือสร้างนวัตกรรมนั่นเอง
ในงานสัมมนาวิชาการที่ มทร.อีสาน (ศูนย์หนองระเวียง) มีการนำผลงานนวัตกรรมของนักเรียนและครูมาจัดแสดงกว่า 367 รายการ จาก 61 โรงเรียน พิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่อติดตั้งระบบความคิดที่ถูกต้อง เด็กไทยตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงมัธยม ก็สามารถสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมระดับอินเตอร์ได้
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี




