Cloudflare คืออะไร ทำไมล่มทีสะเทือนวงการ

Cloudflare คืออะไร ทำไมล่มทีสะเทือนวงการ

Cloudflare คืออะไร ทำไมล่มทีสะเทือนวงการ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

หากคุณกำลังเข้าเว็บ หรือใช้งาน Application ที่เป็นเว็บพื้นฐาน (Webbase) ไม่ได้ และตอนนี้มีคนบอกจากระบบหนึ่งที่มีชื่อว่า Cloudflare ใช้งานไม่ได้ แล้วมันคืออะไร

​วันนี้ Sanook Hitech จะพาไปทำความรู้จักกับยักษ์ใหญ่ผู้อยู่เบื้องหลังความเร็วและความปลอดภัยของอินเทอร์เน็ตโลก และวิเคราะห์ว่าทำไมการล้มลงของยักษ์ตนนี้ถึงสร้างแรงสั่นสะเทือนมหาศาล

 setup-amazon-ec2-s3-waf-cloud

​Cloudflare คืออะไร? 

สำหรับ Cloudflare นั้นคือตัวกลางที่เป็นแหล่งกระจายเพื่อให้เข้าเว็บไซต์ได้ ในทางเทคนิค Cloudflare ให้บริการหลักๆ 3 ส่วน คือ

    • CDN (Content Delivery Network): แทนที่จะให้ผู้ใช้งานทุกคนวิ่งไปดึงข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์หลัก ที่อาจจะตั้งอยู่อเมริกา Cloudflare จะก๊อปปี้ข้อมูลหน้าเว็บ ไปวางไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ของตัวเองที่มีอยู่ทั่วโลก (Edge Server) เมื่อคนไทยเข้าเว็บ ก็ดึงข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์ในไทย ทำให้เว็บโหลดเร็วขึ้นมหาศาล
    • Security & DDoS Protection: Cloudflare ทำหน้าที่เป็นโล่กำบังคอยกรอง Traffic ว่าใครคือคนจริงๆ ใครคือแฮกเกอร์ หรือใครคือบอทที่ยิงถล่ม (DDoS) ก่อนที่จะปล่อยให้ผ่านไปถึงเซิร์ฟเวอร์จริง
    • DNS (Domain Name System): บริการแปลงชื่อเว็บเป็น IP Address (เช่น 1.1.1.1 อันโด่งดัง) ซึ่งช่วยให้การเชื่อมต่อรวดเร็วและเป็นส่วนตัวมากขึ้น

​ทำไมเว็บไซต์ทั่วโลกถึงเลือกใช้ Cloudflare?

  • ​ความเร็ว การใช้ Cloudflare จะช่วยลด Latency ได้จริง ทำให้เว็บโหลดไว UX ดีขึ้น
  • ​ความปลอดภัย (Security): ป้องกันการโจมตีได้เกือบทุกรูปแบบ โดยเฉพาะ DDoS Attack ขนาดใหญ่
  • ​ประหยัด Bandwidth: เพราะ Cloudflare ส่งข้อมูล Cache ให้ลูกค้าแทน เจ้าของเว็บจึงประหยัดค่า Data Transfer ที่เซิร์ฟเวอร์หลัก
  • ​ฟรีและง่าย: มีแพ็กเกจฟรีที่ทรงพลังมากพอสำหรับเว็บทั่วไป ทำให้ Market Share สูงลิ่ว

​เมื่อ Cloudflare "ล่ม" เกิดผลกระทบอะไรบ้าง? 

​และอย่างที่รู้กันว่า Cloudflare เป็นเหมือน "ด่านหน้า" ของเว็บไซต์มหาศาล จากข้อมูลระบุว่าดูแล Traffic ราวๆ 20% ของทั้งโลกอินเทอร์เน็ต เมื่อเกิดปัญหาระบบล่ม ผลกระทบจึงรุนแรงเป็นลูกโซ่ ดังนี้:

​1. เว็บไซต์และแอปพลิเคชันเข้าใช้งานไม่ได้

​กระทบที่เห็นชัดที่สุด ผู้ใช้จะเจอหน้าจอ Error 500 หรือ 502 Bad Gateway เพราะเบราว์เซอร์พยายามเชื่อมต่อผ่าน Cloudflare แต่ "ด่านหน้า" ไม่ตอบสนอง ทำให้ไปไม่ถึงเซิร์ฟเวอร์จริง

​2. API พัง (Backend Failure)

​ไม่ใช่แค่หน้าเว็บ แต่บริการเบื้องหลัง ของแอปมือถือจำนวนมากเรียกใช้ API ผ่าน Cloudflare เมื่อระบบล่ม แอปธนาคาร, แอปสั่งอาหาร หรือระบบล็อกอิน อาจจะใช้งานไม่ได้ แม้หน้าตาแอปจะเปิดขึ้นมาได้ปกติก็ตาม

​3. ผลกระทบเชิงธุรกิจ (Business Impact)

​จะมีผลกระทบมากมายเช่น

  • เว็บ E-commerce ที่ล่มไป 1 ชั่วโมง อาจหมายถึงยอดขายหายไปหลายล้านบาท
  • ผู้ใช้ทั่วไปอาจไม่รู้ว่าเป็นที่ Cloudflare แต่จะโทษว่า "แอปนี้ห่วย" หรือ "เว็บนี้ล่มบ่อย"
  • และแพลตฟอร์มเทรดคริปโตฯ หรือหุ้น มักใช้ Cloudflare เพื่อความปลอดภัย หากล่มในช่วงตลาดผันผวน ย่อมเกิดความเสียหายต่อนักลงทุน

​4. ช่องโหว่ความปลอดภัยชั่วคราว

​หากระบบป้องกันล่ม แฮกเกอร์อาจฉวยโอกาสนี้โจมตีเซิร์ฟเวอร์ต้นทางโดยตรง (ถ้าทราบ IP จริง) แต่โดยปกติ Cloudflare ออกแบบมาให้ "Fail Closed" คือถ้าพังก็ตัดการเชื่อมต่อเลย เพื่อความปลอดภัยมากกว่าจะปล่อยให้ Traffic รั่วไหล

​การที่โลกอินเทอร์เน็ตพึ่งพาบริการจากผู้ให้บริการรายใหญ่อย่าง Cloudflare (หรือเจ้าอื่นๆ อย่าง AWS, Google Cloud) ช่วยยกระดับมาตรฐานเว็บให้เร็วและปลอดภัยขึ้นมาก แต่ในขณะเดียวกัน มันก็สร้าง Single Point of Failure (จุดตายจุดเดียว) ขึ้นมา

แต่การล่มครั้งนี้ อาจจะต้องทำให้มีการรับมือ เพื่อให้วางแผนป้องกันเพื่อไม่ให้สะดุดและเข้าได้ต่อเนื่องกันต่อไป ... 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล