
Apple เพิ่งปล่อย iOS 26.2 beta ให้นักพัฒนาได้ทดลองใช้กันไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และล่าสุดก็ได้ยืนยันแล้วว่าผู้ใช้งานทั่วไปจะได้รับอัปเดตตัวเต็มกันในเดือนธันวาคมนี้แน่นอน แต่อัปเดตครั้งนี้มาพร้อมฟีเจอร์ใหม่และการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจหลายอย่าง แต่วันนี้เรามาดู 8 ฟีเจอร์เด่นๆ ที่จะมาใน iOS 26.2 มาให้ดูกันครับ

ฟีเจอร์ที่ต่อยอดจาก iOS 26.1 ที่เพิ่มตัวเลือก "Clear" และ "Tinted" ใน iOS 26.2 จะมี Slider (แถบเลื่อน) ใหม่ ในเมนูการปรับแต่งหน้าจอล็อก ให้เราสามารถปรับความทึบ-ความโปร่ง (Opacity) ของเอฟเฟกต์ "Liquid Glass" บนนาฬิกาได้ละเอียดขึ้น ว่าอยากให้ตัวเลขชัดเจน หรือดูเป็นฝ้าเบลอๆ มากแค่ไหน

ฟีเจอร์ที่หลายคนรอคอย! ในที่สุด Apple Music ก็รองรับการ แสดงเนื้อเพลงแบบออฟไลน์ (Offline Lyrics) แล้ว ทำให้คุณสามารถดูเนื้อเพลง (Lyrics) ของเพลงโปรดได้ แม้ว่าจะไม่ได้เชื่อมต่อ Wi-Fi หรือสัญญาณมือถือก็ตาม

Apple ได้ปรับปรุงเกณฑ์การคำนวณคะแนนการนอนหลับ (Sleep Score) ทั้งใน iOS 26.2 และ watchOS 26.2 โดยมีการปรับช่วงคะแนนใหม่ (เช่น Very Low เดิมคือ 0-29 เปลี่ยนเป็น 0-40) เพื่อให้การประเมินผลสะท้อนคุณภาพการนอนหลับได้แม่นยำยิ่งขึ้น โดยฟีเจอร์นี้จะแสดงผลในแอป Health และแอป Sleep บน Apple Watch

ปกติแอป Reminders (เตือนความจำ) จะทำได้แค่ "แจ้งเตือน" (Notification) แต่ในอัปเดตนี้ คุณสามารถตั้งให้มัน "ปลุก" (Alarm) ได้แล้ว เมื่อเพิ่มรายการแจ้งเตือนและเลือกเวลา ให้เปิดสวิตช์ "Urgent" (เร่งด่วน) เมื่อถึงเวลาที่กำหนด เสียงปลุกจะดังขึ้นมาทันที

แอป Podcasts ได้รับการปรับปรุง 3 อย่างใหม่ ได้แก่

แม้ในไทยจะยังไม่เปิดให้บริการเต็มรูปแบบ แอป Apple News มีการปรับดีไซน์ใหม่ โดยเพิ่มแท็บ "Following" (กำลังติดตาม) แยกออกมาโดยเฉพาะ และเพิ่มปุ่มลัดสำหรับเข้าถึงหัวข้อต่างๆ อย่างรวดเร็ว เช่น กีฬา, ปริศนา, การเมือง, ธุรกิจ และอาหาร

จากเดิมที่ต้องใช้ไฟแฟลช LED ด้านหลังเครื่องอย่างเดียว (Accessibility) ตอนนี้ iOS 26.2 ได้เพิ่มตัวเลือกให้ "หน้าจอ" (Screen) กะพริบ เมื่อมีการแจ้งเตือนเข้ามาได้แล้ว โดยสามารถไปตั้งค่าได้ที่ Settings > Accessibility > Audio & Visual > Flash for Alerts และเลือกได้ว่าจะใช้ LED Flash, Screen หรือใช้ทั้งคู่

ฟีเจอร์ "แปลภาษาแบบสดๆ" ผ่าน AirPods ที่เปิดตัวใน iOS 26 จะขยายพื้นที่ให้บริการไปยังสหภาพยุโรป (EU) ใน iOS 26.2 นี้ (หลังจากที่ต้องใช้เวลาปรับปรุงให้เข้ากับกฎ Digital Markets Act ของ EU)
ฟีเจอร์นี้จะช่วยให้เราเข้าใจคู่สนทนาที่พูดคนละภาษาได้แบบเรียลไทม์ โดยต้องใช้คู่กับ AirPods Pro 2, AirPods Pro 3 หรือ AirPods 4 (รุ่นมี ANC) และต้องใช้ iPhone 15 Pro (หรือใหม่กว่า) ที่เปิดใช้งาน Apple Intelligence ถึงจะทำงาน
ดังนั้นแล้วใครที่รอคอยฟีเจอร์ใหม่ๆ ใน iOS 26.2 ใหม่ทั้งหมดคงต้องรออีกไม่นานหลังจากนี้