เจี้ยไช้พลิกเกม! ใช้ Active Learning GPAS 5 Steps + AI สร้างนวัตกรไทย

เจี้ยไช้พลิกเกม! ใช้ Active Learning GPAS 5 Steps + AI สร้างนวัตกรไทย

เจี้ยไช้พลิกเกม! ใช้ Active Learning GPAS 5 Steps + AI สร้างนวัตกรไทย
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ในยุคที่เทคโนโลยีดิสรัปทุกวงการ ระบบการศึกษาของไทยกลับยังคงเป็นเหมือน Legacy System ที่เก่าแก่และอุ้ยอ้าย เราเผชิญกับ Paradox ที่น่าเศร้า คือเด็กไทยเรียนหนัก แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นการถูกจัดอันดับท้ายๆ ของโลกด้านการคิดวิเคราะห์ ผู้เรียนจำนวนมากถูกตั้งโปรแกรมให้เป็นเพียงบอทที่ท่องจำข้อมูลเพื่อนำไปสอบวัดผล ในขณะที่ระบบเดิมยังคงย่ำอยู่กับที่ โรงเรียนเอกชนการกุศลเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรี กลับลุกขึ้นมาท้าทายสมการนี้ ด้วยการประกาศติดตั้ง "ระบบปฏิบัติการทางการศึกษา" เวอร์ชั่นใหม่ ที่อาจเป็นโมเดลต้นแบบให้กับการปฏิรูปทั้งประเทศ

batch_213697_0 

เรื่องราวนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อโรงเรียนสอนภาษาจีนเจี้ยไช้ ที่ไม่เก็บค่าเล่าเรียน ได้ตัดสินใจทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าการให้โอกาสทางการศึกษาฟรี นั่นคือการสร้าง "นวัตกร" โดยเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ได้มีการลงนามความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ซึ่งไม่ใช่แค่การจับมือกันธรรมดา แต่คือการประกาศว่าจะติดตั้ง Framework การเรียนรู้ที่ชื่อว่า Active Learning GPAS 5 Steps เข้าไปเป็นแกนหลักของทุกห้องเรียน

batch_213698_0
batch_213700_0

GPAS 5 Steps ทำงานเหมือนอัลกอริทึมที่ถูกออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนผู้เรียนจากการเป็นฝ่ายรับ (Passive) มาเป็นผู้สร้าง (Active) โดยเริ่มต้นจากการ

  • Gathering ที่นักเรียนไม่ได้เริ่มจากการเปิดหน้าหนังสือแล้วท่องจำ แต่ถูกฝึกให้เป็นนักวิจัยที่ต้องรวบรวมข้อมูลจากหลากหลายแหล่ง จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอน
  • Processing ที่เปรียบเหมือนการวิเคราะห์ Big Data เด็กๆ จะถูกฝึกให้แยกแยะ จัดกลุ่ม และเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อหาแก่นของปัญหา ไม่ใช่แค่จำได้ แต่ต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้ง หัวใจสำคัญอยู่ที่ขั้นตอน
  • Applying and Constructing ที่นักเรียนต้องนำความเข้าใจนั้นมาประยุกต์ใช้สร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ผ่านชิ้นงานหรือโครงงาน เหมือนโปรแกรมเมอร์ที่กำลังสร้างซอฟต์แวร์ขึ้นมาจริงๆ เมื่อสร้างผลงานได้แล้ว ก็ต้องเข้าสู่เฟสของการนำเสนอในขั้น
  • Applying the Communication Skill เพื่อฝึกฝนการสื่อสารความคิดที่ซับซ้อนออกมาอย่างมีประสิทธิภาพ และขั้นสูงสุดคือ
  • Self-Regulating ที่ผู้เรียนต้องรู้จักกำกับและทบทวนกระบวนการคิดของตนเอง (Metacognition) ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นที่สุดของการเรียนรู้ตลอดชีวิตในโลกยุคใหม่

โมเดลที่โรงเรียนเจี้ยไช้กำลังทดลองใช้นี้ จึงเปรียบเสมือนการตบหน้าระบบการศึกษาแบบเก่าอย่างรุนแรง และตั้งคำถามว่าในเมื่อโรงเรียนการกุศลเล็กๆ ที่ไม่มีค่าเทอมสามารถติดตั้งระบบการเรียนรู้ที่สร้างนักคิดและนวัตกรได้ แล้วทำไมโรงเรียนรัฐที่มีทรัพยากรมหาศาลถึงยังคงใช้ระบบการสอนแบบบรรยายที่ล้าหลังและผลิตผู้เรียนเพื่อการสอบเพียงอย่างเดียว นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของโรงเรียน แต่คือการพิสูจน์ว่าการปฏิรูปการศึกษาสามารถเริ่มได้จากห้องปฏิบัติการเล็กๆ ที่มีวิสัยทัศน์ใหญ่พอ ความร่วมมือในกรอบเวลา 3 ปีนี้ จึงเป็นมากกว่าข้อตกลง แต่คือประกายไฟที่อาจลุกลามเผาทำลายระบบเก่าที่ฉุดรั้งอนาคตของเด็กไทย และเป็นความหวังที่บอกว่า "เด็กไทยคิดเป็นได้ ถ้าเรากล้าเปลี่ยน OS การสอน"

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล