[Hands On] OPPO Find X3 Pro อีกมือถือที่ยังคงน่าค้นหา กับฟีเจอร์กล้อง Microscope ครั้งแรกบนมือถือ

[Hands On] OPPO Find X3 Pro อีกมือถือที่ยังคงน่าค้นหา กับฟีเจอร์กล้อง Microscope ครั้งแรกบนมือถือ

หลังจาก OPPO Find X3 Pro ได้เผยโฉมในตลาดโลกไม่นาน ล่าสุดนี้ในประเทศไทยได้มีการจัดงานเปิดตัวที่เรียกได้ว่าอลังการงานสร้างอย่างมากเลยครับ ทีม Sanook Hitech ได้มีโอกาสจับสัมผัสมือถือเรือธงรุ่นนี้มาเล่าให้คุณได้ฟังสั้นๆ คาดว่าอีกไม่นานคงจะได้ทดลองใช้งานอย่างจริงจัง มันจะดีแค่ไหน เรามาดูกันกับรีวิวชุดนี้

แรกเห็นดีไซน์ของ OPPO Find X3 Pro

ด้านหน้าของเครื่องจะมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลพันล้านสีแบบ LTPO AMOLED และมีกล้องหน้าอยู่มุมซ้ายมาให้และมี Ear Peach ที่เป็นลำโพงภายในตัว ความละเอียดหน้าจอถือว่าทำได้เยอะมากถึงระดับ QHD+

batch_20210318_191825
batch_20210318_191828
batch_20210318_191834

รอบตัวเครื่องเป็นอะลูมิเนียมและมีปุ่มกดที่บางแยบ แต่ขอบเครื่องค่อนข้างบางและกลมกลืนไปถึงด้านหลังเลยครับ ส่วนช่องใส่ซิมอยู่ด้านล่างคู่กับ USB-C พร้อมกับลำโพงตัวหลัก

batch_20210318_191817

ด้านหลังอออกแบบผสมผสานระหว่าง อะลูมิเนียมเป็นแบบเฟรม และ ด้านหลังมีกระจกแบบ glass-sandwich มีควาหนาและเป็น Layer ส่วนสีสันมีให้เลือกทั้งสีน้ำเงิน และ สีดำ ครับ พร้อมกับติดตั้งกล้องไว้ด้านบนไว้ทั้งหมด 4 ตัวด้วยกันาพรวมอถือว่าเป็นมือถือที่ออกแบบบให้จับได้ถนัดมือและมีน้ำหนักที่เบากว่าคู่แข่งบางตัวพอสมควร บางตัวเบากว่านิดหน่อยเท่านั้นครับ แต่ถ้าคนชอบมือถือที่ดีไซน์บางเบาคงชอบมือถือรุ่นนี้ครับ

batch_20210318_192057

คุณสมบัติเด่นที่น่าสนใจของ OPPO Find X3 Pro

สเปกของ OPPO Find X3 Pro

  • หน้าจอ LTPO AMOLED พิกเซล ขนาด 6.7  นิ้วความละเอียดระดับ 3216x1440 พิกเซล พร้อมค่า Refresh Rate ระดับ 5 - 120Hz 
  • ขนาดตัวเครื่อง 163.6 x 74 x 8.3 มม.
  • น้ำหนัก 193 กรัม
  • ชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 888
  • กราฟิก : Adreno 660
  • หน่วยความจำ RAM ขนาด 12GB LPDDR5 3200MHz
  • หน่วยความจำภายในความจุ 256GB
  • การเชื่อมต่อ WiFi 802.11 B/G/N/AC/AX หรือ Wi-Fi 6, Bluetooth 5.1, 5G / 4G
  • ลำโพง Stereo ทั้งบนและล่างปรับจูนโดย Harman / Kardon
  • กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล
  • กล้องดิจิทัลด้านหลังจำนวน 3 ตัว แบ่งออกเป็น
    • กล้องหลังความละเอียด 50 ล้านพิกเซล ใช้เซนเซอร์ Sony IMX766 ขนาดเซนเซอร์ 1/1.56 นิ้ว รูรับแสง F/1.8 พร้อม OIS, EIS, Omni-directional PDAF
    • กล้องหลัง 50 ล้านพิกเซล ใช้เซนเซอร์ Sony IMX766 เลนส์ Ultra Wide รูรับแสง F/2.2
    • กล้อง Telephoto ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง F/2.4 รองรับการซูมแบบ Optical 2x, Hybrid Zoom 5x และ ซูมไกลสุด Digital Zoom 20x
    • กล้องตัวที่ 3 มีขนาด 3 ล้านพิกเซล เป็นเลนส์ Macro ที่สามารถซูมและเข้าใกล้ได้ เรียกอีกชื่อว่า Telemacro โดยสามารถเจาะเข้าไปได้ 60 เท่า และยังรองรับการถ่ายวิดีโอแบบ Full HD อีกด้วย
  • ตัวเครื่องกันน้ำกันฝุ่น : IP68
  • ระบบปลดล็อค Face Recognition Optical Finger Print ในหน้าจอ
  • แบตเตอรี่ความจุ 4500mAh
  • รองรับระบบชาร์จไฟเร็ว SuperVOOC กำลัง 65W(แบบสาย), รองรับชาร์จไร้สาย AirVOOC Wireless กำลัง 30W จ่ายไฟออก หรือ Power Share กำลัง 10W
  • ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย Color OS 11.2
  • สี ฟ้า และ ดำ

 เห็นสเปกแล้วก็ไม่ได้แตกต่างจากมือถือเรือธงแต่สิ่งที่ OPPO เลือกใช้และทำให้แตกต่างคือระบบระบายอากาศ ที่พาความร้อนออกจากแผ่นทองแดงที่ออกแบบอย่างดีครับ

ระบบปฏิบัติการของ OPPO Find X3 Pro มาพร้อมกับ Color OS 11.2 และ Android 11 ที่ให้ประสิทธิภาพการทำงานที่ลื่นไหลและมีฟีเจอร์ที่พอดีกับการใช้งานของคนทั่วไป แล้วและยังมีลำโพงเล่นที่แบบครบเครื่องอยู่ครับ แต่เรื่องที่โดดเด่นของมือถือรุ่นนี้คือฟีเจอร์การปรับการแสดงผลของสีสันได้หลากหลายรูปแบบ

ผ่านหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.7 นิ้ว สีสันที่แสดงผลออกมาจะถูกเรียกว่า 1 Billion Colour Display QHD+ ปลุกสีสันในชีวิตมากกว่าที่เคย พร้อม Adaptive Refresh Rate 120Hz ที่ให้ความลื่นไหลไม่มีสะดุดและสามารถปรับการแสดงผลให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์ได้ นอกจากนี้ยังมาพร้อม Colour Vision Enhancement ทำให้คนที่มีสายตาพกพร่องในเรื่องของการมองสี หรือ ตาบอดสี ช่วยให้เห็นสีสันได้ดีมากขึ้น

ยังไม่หมดครับมือถือรุ่นนี้ยังสามารถแสดงผลค่า Refresh Rate ระหว่าง 5 – 120 Hz พร้อมกับค่า Touch Sampling Rate ที่ 120Hz 

ในเรื่องของกล้อง OPPO Find X3 Pro จัดหนักมาด้วยกล้องทั้งหมดดังนี้

batch_20210318_191716

  • กล้องหลังความละเอียด 50 ล้านพิกเซล ใช้เซนเซอร์ Sony IMX766 ขนาดเซนเซอร์ 1/1.56 นิ้ว รูรับแสง F/1.8 พร้อม OIS, EIS, Omni-directional PDAF
  • กล้องหลัง 50 ล้านพิกเซล ใช้เซนเซอร์ Sony IMX766 เลนส์ Ultra Wide รูรับแสง F/2.2
  • กล้อง Telephoto ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง F/2.4 รองรับการซูมแบบ Optical 2x, Hybrid Zoom 5x และ ซูมไกลสุด Digital Zoom 20x
  • กล้องตัวที่ 3 มีขนาด 3 ล้านพิกเซล เป็นเลนส์ Macro ที่สามารถซูมและเข้าใกล้ได้ เรียกอีกชื่อว่า Telemacro โดยสามารถเจาะเข้าไปได้ 60 เท่า และยังรองรับการถ่ายวิดีโอแบบ Full HD อีกด้วย
  • กล้องหน้ายังคงได้ความละเอียด 32 ล้านพิกเซลวางตำแหน่งซ้ายมือด้านบน

batch_20210318_183236

เห็นสเปกของกล้องถือว่ามาเมแน่นอนเพราะครั้งนี้มีการเลือกใช้เซนเซอร์ทั้งกล้องหลังที่ใช้เซนเซอร์เหมือนกันทั้งหมด 2 ตัวดัวยกัน นั่นคือเลนส์มุมกว้าง และ เลนส์หลัก ยังคงให้ผลในการโฟกัสที่รวดเร็วเหมือนเดิมน และยังมีมาพร้อมกับการเก็บรายละเอียดพันล้านสี หรือ 10-bit Color ทำกับเมื่อคุณถ่ายภาพมาแล้ว สีสันจะตรงและเหมือนกับตาคุณเห็นอีกด้วยครับ

ในเรื่องการถ่ายวิดีโอก็มีฟีเจอร์ Pro Video ที่เพิ่มคุณสมบัติทั้ง HDR ที่เก็บรายละเอียดของสีได้ดีมากขึ้น แต่น่าเสียดายที่ทีม Sanook Hitech สังเกตว่า กล้องที่จะต้องใช้ระยะในการซูมนั้นไม่ได้ใส่ระบบกันสั่นแบบ OIS มาให้เหมือนกับกล้องหลักและ Ultra Wide

ความละเอียดในการถ่ายวิดีโอของ OPPO Find X3 Pro ยังคงทำได้แค่ 4K 60 FPS เท่านั้น อาจจะไม่ได้เยอะเหมือนกับคู่แข่ง แต่ผลดีคือ ทุกรูปแบบของ OPPO Find X3 Pro ยังคงสามารถตั้งค่าให้เป็นโหมดโปรได้ทั้งหมด

batch_20210318_193631_1

แต่ทีเด็ดของรุ่นนี้คือโหมด Microscope ที่สามารถส่องเข้าหาวัตถุ แบบใกล้มาก โดยสามารถเก็บรายละเอียดได้คมชัดนผ่านกล้อง Telemacro ความละเอียด 3 ล้านพิกเซล ให้กำลังขยายสูงสุด 60 เท่าครับ ถ้าโหมดนี้ทำงานวงแหวนของกล้อง Macro จะเปิดไฟเพื่อให้ส่องเข้าไปได้ใกล้ง่ายมากขึ้น

ส่วนแบตเตอรี่ของเครื่องให้ขนาด 4500 mAh ใหญ่กว่าเดิม แต่ระบบชาร์จไฟสายกำลัง 65W แบบ SuperVOOC 2.0 เหมือนเดิม และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ OPPO นำระบบชาร์จไฟไร้สายแบบ AirVOOC กำลัง 30W มาใช้ แถมยังทำ Reverse Wireless Share กำลัง 10W มาให้ด้วยครับ

รวบรัดตัดความกับ OPPO Find X3 Pro

เรียกได้ว่าจัดหนักมากสำหรับ OPPO แต่ส่งสิ่งที่พวกเข้าเน้นไม่ได้เหมือนกับเรือธงรุ่นอื่นเพราะมีการออกแบบเครื่องที่มีความละมุม พร้อมกับสเปกหน้าจอที่แสดงผลได้คมชัดสีสันตรง และยังมีกล้องที่ให้สีสันที่สดใสมากขึ้นเช่นเดียวกัน และราคาเปิดตัวตัวที่ 33,990 บาท ก็ถือว่าไม่เลวร้ายครับ เห็นแบบนี้แล้วอยากเป็นเจ้าของสามารถจองได้แล้ววันนี้แต่จะรับของได้ช่วงต้นเดือน เมษายน นี้ครับ

ส่วนรายละเอียดเต็มๆ ของมือถือรุ่นนี้ทีม Sanook Hitech ขอนำไปทดสอบแล้วมารีวิวเต็มๆ ให้คุณได้อ่านเร็วๆ นี้ครับ