แกะกล่อง "iPhone 12 Pro" มือถือรุ่นล่าสุดกับดีไซน์ใหม่หมดจาก Apple ก่อนเข้าไทยอย่างเป็นทางการ

แกะกล่อง "iPhone 12 Pro" มือถือรุ่นล่าสุดกับดีไซน์ใหม่หมดจาก Apple ก่อนเข้าไทยอย่างเป็นทางการ

 กลับมาแล้วกับรีวิวจากทีม Sanook Hitech ครั้งนี้ ขอเชิญพบกับมือถือที่หลายคนอยากได้ และพูดถึงกันอย่างต่อเนื่องและลุ้นกันหนักมากว่าจะเข้าประเทศไทยเมื่อไหร่กับ iPhone 12 Pro โดยเครื่องที่ได้มานั้นต้องบอกกับคุณผู้อ่านว่า มันคือ เครื่องหิ้ว” กับการรีวิวสัมผัสจริงเพียงแค่ 1 คืน เราจะได้อะไรมาเล่าให้คุณฟังบ้างนั้น มาเริ่มกันดีกว่า

แกะกล่อง iPhone 12 Pro

ก่อนที่เราจะไปดูเรื่องอื่นๆ เรามาดูกล่อง iPhone กันต่อ ถ้าใครดูภาพแล้วคงต้องบอกว่า “กล่องแค่นี้เองหรอ!!!” ใช่ครับกล่องแค่นี้ โดยภายในนั้นประกอบไปด้วยทุกอย่างที่ทำจากกระดาษแข็งทั้งหมดมีอุปกรณ์ให้ดังนี้

  • ตัวเครื่อง iPhone 12 Pro
  • สายชาร์จไฟ USB-C To Lightning Port เป็นสายธรรมดา
  • คู่มือ, เข็มจิ้มถาดใส่ซิม, สติ๊กเกอร์ Apple

แค่นี้แหล่ะครับ เขาเน้นเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อมเลยตัดอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นออกเช่น Adaptor และ หูฟัง EarPods ออก แต่หาซื้อได้ชิ้นละ 690 บาท

รูปร่างและดีไซน์ของ iPhone 12 Pro

เริ่มต้นกับด้านหน้าของ iPhone 12 Pro กันก่อน ขนาดหน้าจอใหญ่กว่า iPhone 11 Pro แบบเห็นได้ชัดมาก โดยขนาดของเครื่องอยู่ที่ 6.1 นิ้ว ซึ่งใหญ่กว่าเดิม 0.4 นิ้ว และความละเอียดหน้าจอก็เพิ่มขึ้นด้วย พร้อมกับส่วนบนสุดมีกล้องหน้าความละเอียด 12 ล้านพิกเซล และมีเซนเซอร์จำนวนมากทำงานกับระบบกล้อง ช่วยละลายหลังได้และยังทำงานกับ Face ID ส่วนล่างของหน้าจอนั้นไม่ได้มีอะไร เว้นแค่ปุ่มสัมผัสเพื่อผลักหน้าจอกลับหน้าหลัก หรือ เปิด Apps ก่อนหน้านี้ และกระจกทั้งหมดครอบด้วย Ceramic Shield

batch_dsc04001
batch_dsc04004
batch_dsc04005

รอบตัวเครื่องจะแตกต่างกับ iPhone 12 ไปเลยโดยตัวเครื่องนี้จะมาพร้อมกับบอดี้สแตนเลสที่เงาวับเลยครับ จะประกอบไปด้วยฝั่งซ้ายของเครื่องมีปุ่ม เปิด / ปิดเสียงแจ้งเตือนและเสียงเรียกเข้า พร้อมกับปุ่มปรับระดับเสียง, ช่องใส่ซิมอยู่ด้านล่างสุด แต่ว่าข้อสังเกต ช่องใส่ซิมการ์ดจะต้องกดให้สุดเพราะถ้าไม่กดมันจะไม่สามารถเห็นซิมการ์ดได้

batch_dsc03991

batch_dsc03952

ฝั่งข้างขวามีปุ่มสำหรับเปิด / ปิดตัวเครื่องโดยปุ่มนี้ไม่ได้ทำหน้าที่แค่นั้นเพราะยังมีเรื่องอื่นๆ เช่น

  • กดปุ่มข้างขวาค้างไว้ = เรียก Siri ให้ทำงาน
  • กดปุ่มข้างขวา พร้อมกับปุ่มเพิ่งเสียงแล้วปล่อย = Capture Screen
  • กดปุ่มข้างขวา พร้อมกับปุ่มเพิ่มเสียงแล้วค้างไว้ = ปิดเครื่อง

ส่วนบนมีแค่เส้นของเสาอากาศเท่านั้นและโชว์สีของเครื่อง

batch_dsc03997

ส่วนใต้นั้นมาพร้อมกับไมโครโฟนตัวเครื่อง, ลำโพงขนาดใหญ่ ล้อมรอบช่องเสียบแบบ Lightning Port

batch_dsc03954

พลิกด้านหลังมาพร้อมกับกล้องความละเอียด 12 ล้านพิกเซลทั้งหมด 3 ตัวด้วยกัน และเพิ่มความเป็นรุ่น Pro จะมี LiDAR และมีไมโครโฟนของตัวเครื่องมาให้ และด้านหลังไม่ได้เป็นโลหะแต่เป็นกระจกแบบด้าน ตรงข้ามกับ iPhone 12 ด้านข้างจะเป็นอลูมิเนียม และ ด้านหลังเป็นกระจก

batch_dsc03988

ภาพรวมการออกแบบ

ตัวเครื่องจับได้ถนัดมือมากขึ้นน้ำ หนักเบากว่าเดิม สามารถพิมพ์ได้มือเดียวจริงๆ สักที โดยความกว้างของ iPhone 12 Pro นั้นลดลงกว่า iPhone 11, iPhone XR จึงมีส่วน ความบางนั้นไม่ได้บางลงกว่ารุ่นที่แล้วมากนักแต่ก็ถือว่าเป็นการพัฒนาที่ดีขึ้น แต่ถ้าไม่ได้สนใจขอบแทบจะเป็น iPhone 11 Pro ที่สูงขึ้นและขอบเหลี่ยมขึ้นนั่นเอง

ส่วนสีสันก็มีให้เลือก 4 สีได้แก่ Pacific Blue, Silver, Graphite, Gold

เปิดเครื่องลองใช้งาน iPhone 12 Pro

รายละเอียดสเปกของ iPhone 12 Pro

  • ขนาดตัวเครื่อง 146.7 x 71.5 x 7.4มิลลิเมตร   
  • น้ำหนัก 189 กรัม  
  • หน้าจอขนาด 6.1 นิ้ว ใช้หน้าจอ Super Retina XDR (OLED)
  • ความละเอียดหน้าจอ : 1170 x 2532 อัตราส่วน 19.5:9 รองรับการแสดงผล HDR10+ Dolby Vision True-Tone และ Wide Color Gamut
  • กระจกหน้าจอ : Ceramic Shield
  • มาตรฐานการกันน้ำ IP68  กันน้ำได้ลึกสุด 6 เมตร
  • ชิปเซ็ต : Apple A14 Bionic | GPU : เป็นของ Apple เองเป็นแบบ 4 Core 
  • RAM: 6GB
  • ความจำในตัว :128 / 256 /512GB 
  • เพิ่มความจำผ่าน iCloud Storage   
  • ระบบปฏิบัติการ : iOS 14.1
  • การเชื่อมต่อ WiFi 6 (AX), GPS, 5G, Bluetooth 5.0 NFC และรองรับ Lightning Port
  • รองรับ eSIM และ Nano SIM      
  • ระบบเสียง : ลำโพง Stereo ทั้งด้านบนและล่าง รองรับ Dolby ATMOS
  • กล้องมีหลังประกอบด้วย 3 ตัวด้วยกันประกอบด้วย   
    • กล้องหลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง F1.6 มาพร้อมกับ LED Flash รองรับการถ่ายวิดีโอ 4K 24/30/60 FPS, Full HD 30/60/120/240, Timelaspe ทั้งกลางวันและกลางคืน 
    • กล้องมุมกว้าง ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล มีค่ารูรับแสง F2.4 มุมมอง120 องศา 
    • กล้อง Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ซูมได้ 2 เท่าแบบ Optical
    • LiDAR Sensor
  • กล้องหน้าความละเอียด 12 ล้านพิกเซล  
  • แบตเตอรี่ ขนาด 2815 mAh แต่รองรับกำลังชาร์จไฟ (18W) รองรับทั้ง ชาร์จไร้สาย (15W)
  • ระบบความปลอดภัย สแกนหน้าแบบ Face ID
  • สี : Silver, Graphite (สีเทาดำ), Gold(ตัวเครื่องหลังไม่ทองมาแต่ขอบเครื่องจะเป็นสีทอง), Pacific Blue

ผลการทดสอบประสิทธิภาพ / การทดลองเล่นเกม

ผลการทดสอบประสิทธิภาพของ AnTuTu ทำได้ที่ = 591,319 คะแนน

 batch_dsc04045

เห็นแบบนี้เมื่อทดลองเล่นเกมผลที่ได้ก็คือ ทำได้ลื่นไหลดี โดยความเร็วในการประมวลผลทำได้ดีกว่าแบบเห็นได้ชัดเจนมากครับ สิ่งที่อาจจะดูน่าเป็นห่วงกับมือถือรุ่นนี้เมื่อเทียบกับคู่แข่งคือ เรื่องของ Refresh Rate ที่ยังไงก็สู้กับ Android ไม่ได้ แต่ว่ามันก็ไม่ถึงกับแย่ครับ

การเชื่อมต่อไร้สาย / ระบบนำทาง

iPhone 12 / 12 Pro จะมาพร้อมกับเทคโนโลยี 5G เพียงแต่ว่าเครื่องที่ได้ทดลองใช้ผมได้ลองใส่ซิมของค่ายมือถือที่รองรับ 5G แล้ว พบว่า ตัวเครื่องไม่ขึ้นให้กด 5G อาจจะเป็นเพราะเรื่องของตัวเครื่องยังไม่ได้เข้าสู่การลงทะเบียนการรองรับ 5G ในประเทศไทย ก็เป็นได้ อาจจะต้องรอกันต่อไป

แต่ที่เหลือทั้ง 4G ก็รองรับความเร็วสูง, WiFi 6 สามารถต่อเชื่อมได้และ Bluetooth เวอร์ชั่น 5.0 ส่วนการนำทางถือว่าบอกพิกัดได้ไวมากขึ้น อาจจะเพราะเป็นเรื่องของชิป Modem ใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม ส่วนสัญญาณ จับได้ดีครับไม่มีคลื่นตก

การแสดงผลหน้าจอ / ระบบเสียง

batch_20201103_205143

การแสดงผลของหน้าจอ Super Retina XDR ความละเอียด 2532x1170 มากกว่า FHD+ เล็กน้อย และหน้าจอมีค่าการตอบสนอง หรือ Refresh Rate แค่ 60 Hz เท่าเดิม แต่ได้สีสันที่สดใสและคมมากขึ้น

batch_dsc03992
batch_dsc04004

แต่ระบบเสียงถือว่าเซอร์ไพรส์มากๆ เพราะการทดลองใช้ฟังเพลงทั้งกลางห้างเปิดดังสุด หรือจะเป็นในบ้านเปิดดังเช่นเดียวกัน ให้รายละเอียดที่คมชัดและดังกว่ารุ่นเดิม คาดว่าเพราะตัวเครื่อง iPhone 12 Pro จะมีลำโพงที่ใหญ่ขึ้นกว่า รุ่นเดิมเล็กน้อยแต่ส่งผลได้มาก และเสียงรองรับ Dolby ATMOS เช่นเคย

ระบบปฏิบัติการ / ฟีเจอร์ / ระบบความปลอดภัย

batch_ip_ui

iPhone 12 Series ทุกรุ่นมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ iOS 14 ที่ตอนนี้พัฒนาเป็น 14.1 เรียบร้อย โดยจุดเด่นคือการ Custom ที่ระบบปฏิบัติการสามารถเปลี่ยนหน้าตาจากมีแค่เปิด Apps ให้ใส่ Widget ได้ และรวมถึงมีการแบ่งโปรแกรมต่างๆ ที่เรียกได้ว่าครบเครื่อง

สิ่งที่เป็นจุดเด่นของ iPhone 12 Pro คือคุณสามารถแก้ไขภาพและวิดีโอแบบจบในที่เดียวใน Gallery ได้แต่ว่ายังไม่ถึงกับตัดต่อได้นะครับ ถ้าเป็นแฟนไอโฟนคงชอบแน่นอน แต่ว่าฝั่งตรงข้ามเขากลับทำได้นานแล้ว ส่วนเรื่องของ LiDAR นั้นทำได้คล้ายกับ iPad Pro ทั้งเรื่องการวัดความสูง การช่วยทำงานของ AR ผ่านโปรแกรมภายนอกที่รองรับเช่นเดียวกันครับ

ทั้งนี้ระบบความปลอดภัยมาพร้อมกับระบบสแกนใบหน้า Face ID เช่นเคย

เปิดกล้องลองถ่ายภาพด้วย iPhone 12 Pro

สำหรับกล้องของ iPhone 12 Pro มีให้ทั้งหมด 4 ตัวกับ 1 เซนเซอร์ได้แก่

กล้องหลัง

    • กล้องหลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง F1.6 มาพร้อมกับ LED Flash รองรับการถ่ายวิดีโอ 4K 24/30/60 FPS, Full HD 30/60/120/240, Timelaspe ทั้งกลางวันและกลางคืน 
    • กล้องมุมกว้าง ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล มีค่ารูรับแสง F2.4 มุมมอง120 องศา 
    • กล้อง Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ซูมได้ 2 เท่าแบบ Optical
    • LiDAR Sensor

กล้องหน้า ให้ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล และมี 3D Mapping ทำให้โหมดของการถ่ายภาพละลายหลังทำได้ดี

ฟีเจอร์สำหรับการถ่ายภาพ

สำหรับเมนูกล้องของ iPhone 12 Pro ไม่ได้แตกต่างจากรุ่นที่แล้วอย่าง iPhone 11 Series เช่นเดียวกัน ทั้งนี้การทดลองใช้ถือว่าใช้งานง่ายอยู่แล้ว แต่ว่าเมนูที่จะเลือกตั้งค่านั้นค่อนข้างห่างไกลไปหน่อยถ้าจับมาอยู่ใกล้ๆ ไม่ได้อยู่ด้านบนจะทำให้กดง่าย แต่เชื่อว่าถ้าใช้ iPhone มาสักพักคงจะต้องปรับตัวอยู่ด้วยกันได้

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก iPhone 12 Pro

batch_img_e0001

ระยะ Ultra Wide

batch_img_0046ระยะ 1x

ระยะ 2x

ระยะ 10x

ในภาพกลางวันนั้นทีมได้ทดลองถ่ายกับตึกอาจจะไม่ได้ทำอะไรมากเพราะได้รับเครื่องก็ช่วงเย็นแล้ว ภาพที่ออกมานั้นยังเก็บรายละเอียดได้และรู้สึกคมขึ้นกว่าแต่ก่อนค่อนข้างมากเลยครับ และการใช้ถ่ายในสถานที่เช่นในห้างและแสงปกติการซูมทำได้ที่ 10X ถือว่าสอบผ่านเพราะเก็บรายละเอียดได้

batch_img_0103
batch_img_0110
batch_img_0114
batch_img_0144
แต่ทีมได้ทดลองกับภาพแสงน้อยค่อนข้างมาก เมื่อทดลองถ่าย ถ้าเทียบกับ iPhone 11 Pro ทำได้ดีขึ้นกว่าเดิมตรงที่เก็บรายละเอียดจะคมชัด และยังมีแสงและเงาที่เหมาะสม

batch_20201103_210806
batch_20201103_211547



batch_20201103_214242

แต่ว่าเมื่อเทียบกับ คู่แข่งอย่าง Galaxy Note20 Ultra แล้ว เมื่ออาจจะมีการได้อย่างเสียอย่าง โดย Samsung จะได้ความสว่างมากกว่า แต่ถ้าการถ่ายภาพบางอย่างอาจจะมีความวุ้นเกิดขึ้นเมื่อซูมโฟกัสเข้าไปในภาพ แต่ถ้าเรื่องของการถ่ายแสงนั้น Samsung ยังคงทำได้ดีกว่า แต่ทั้งหมดต้องขึ้นกับสภาพแวดล้อมและเวลาในการกดว่า มีการเปลี่ยนแปลงขอแสงแค่ไหน

batch_img_0057

batch_img_e0094

batch_img_e0099

ส่วนภาพอื่นๆ นั้นเมื่อทดลองการถ่ายภาพออกมาถือว่าทำได้ดี และที่สำคัญคือ LiDAR จะช่วยทำให้การถ่ายภาพ Portrait Mode เก็บรายละเอียดได้ดีไม่แพ้เก็บกับคน และช่วยให้หลอดดูดน้ำไม่หายแล้ว

ลองถ่ายวิดีโอด้วย iPhone 12 Pro

ส่วนวิดีโอของ iPhone 12 Pro นั้นเบื้องต้นความละเอียดละเอียดสูงสุด 4K 60 FPS และ Full HD รองรับได้ที่ 240 FPS เช่นเดียวกัน เมื่อเห็นแบบนี้อาจจะดูธรรมดา แต่ถ้าจะบอกว่า นี่คือมือถือที่ออกแบบให้รองรับการถ่ายวิดีโอในแบบ Dolby Vision ตัวแรก แต่ว่าเท่าที่ได้ลองนั้น ยังไม่เปิดทำให้การถ่ายวิดีโออกมายังดูธรรมดาอยู่ครับ แต่ยังดีที่ใน Gallery แก้ไขวิดีโอได้สวยงามมากขึ้นได้ถือว่าน่าดีใจมาก การซูมรองรับได้แค่ 6 เท่า

ส่วนระบบกันสั่น OIS ซึ่ง iPhone 12 Pro ยังไม่มี Sensor Shift หรือระบบขยับเซนเซอร์เพื่อลดความสั่นไหว ก็ทำได้ดีแต่ว่าเลนส์ Ultra Wide ไม่ได้ใส่มา ส่วน Telephoto มาจะใส่เข้ามาให้แต่ถามว่า ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก ถ้าอยากได้วิดีโอนิ่งๆ อาจจะต้องรอ Firmware ใหม่หรือถ้าใจร้อน ซื้อ Gimbal ไปเลยดีกว่า

กล้องหน้า 12 ล้านพิกเซลถ่ายภาพออกมาเป็นอย่างไร

batch_ip_fcam

ถือว่าทำได้ดีขึ้นโดยเฉพาะในพื้นที่แสงน้อยเก็บรายละเอียดและสีสันดีกว่ารุ่นเดิมแบบเห็นได้ชัด สิ่งที่น่าเสียดายกับมือถือรุ่นนี้คือ แม้ว่าการถ่ายวิดีโอกล้องหน้าจะรองรับ 4K แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ยังพบ Noise อยู่พอสมควรสำหรับกล้องของ iPhone 12 Pro ในโหมดวิดีโอด้วยกล้องหน้า

แบตเตอรี่ / ระบบการชาร์จไฟ

 

อีกเรื่องที่หลายคนถาม แบตฯ ของ iPhone 12 Pro จะหมดเร็วอย่างที่สื่อนอกเผยแพร่มาก่อนหน้านี้หรือไม่ ด้วยขนาดแบตเตอรี่ 2815 mAh ถือว่าเล็กกว่าเดิมพอสมควร ทีม Sanook Hitech ได้รับเครื่องมาตั้งแต่เวลา 17:00 และทดลองการถ่ายภาพจบทั้งหมดและเล่นเกมต่างๆ จบในเวลา 22:00 พบว่า แบตเตอรี่จาก 72% ตั้งแต่เริ่มทดลอง จนจบการทดลองแบตเตอรี่คงเหลือ 25% โดยเน้นเรื่องของการเปิดดูจอ Social Network ใช้งานกล้อง, ลองใช้นำทาง, และ เล่นระบบปฏิบัติการในเครื่อง และเครื่องใช้แค่ 4G เท่านั้น ถือว่าลงค่อนข้างไว อาจจะต้องรอให้ Firmware นิ่ง เพราะจริงๆ แล้ว iOS 14 ค่อนข้างกินไฟดุพอสมควร แต่ถ้าปรับแล้วยังคงเป็นแบบนี้ ก็เท่ากับว่า ถ้าใครอยากใช้นานๆ ยังคงแนะนำให้ซื้อ iPhone 11 จะดีกว่า

ส่วนระบบการชาร์จไฟ รองรับกำลังสูงสุด 20W แบบสาย และชาร์จไฟไร้สายแบบ Qi รองรับกำลัง 7.5 W และ MagSafe ที่ใช้ร่วมกันที่ชาร์จโดยเฉพาะจะได้กำลัง 15W ซึ่งทีม Sanook Hitech ได้ทดลองชาร์จไฟแบบสายผ่านอุปกรณ์ Power Bank จากค่ายหนึ่งที่รองรับเทคโนโลยี PD จ่ายไฟให้ iPhone สูงสุด 18W จากแบตเตอรี่ 25% ขึ้นมาที่ 78% ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ถือว่าไวมาก แต่เชื่อว่าถ้าปล่อยให้เต็มอาจจะใช้เวลาประมาณ 40 นาทีเพราะช่วงที่เกินกว่า 80% นั้น iPhone จะทำการลดการจ่ายไฟเพื่อถนอมแบตเตอรี่ นั่นเอง

สำหรับคนที่จะใช้ MagSafe อย่าลืมไปอ่านคำแนะนำได้ที่ลิงค์นี้

สรุปหลังจากทีม Sanook Hitech ได้ทดลองใช้ iPhone 12 Pro ในระยะ 8 ชั่วโมง แต่มีความหมายที่สำคัญมาก

8 ชั่วโมงกับการอยู่กับ iPhone 12 Pro เล่นทุกอย่างจนเรียกได้ว่าครบแล้วต้องพูดเลยว่า

ถือว่าประทับใจดีในหลายเรื่อง เช่น เครื่องเหลี่ยมจับได้ถนัดมือพร้อมกับดีไซน์ดูย้อนยุค แม้ว่ากล้องที่มีการเพิ่มค่ารูรับแสงถ่ายภาพกลางคืนดีขึ้น ประสิทธิภาพดีขึ้น แม้จะไม่มากนักแถมรองรับ 5G, WiFi 6 ทำให้ดูมีอนาคตและก้าวกระโดด แต่ว่า สิ่งที่ต้องปรับปรุงก็คือเรื่องของการเกิดรอยเพราะอาจจะเกิดได้ง่ายเพราะความเงาของเครื่อง, ช่องเสียบ Lightning Port ที่ยังไม่มาตรฐาน และแบตเตอรี่ที่ซดไปหน่อย กับ MagSafe ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่อาจจะต้องรอดูการพัฒนา

batch_dsc03947

แต่หากถามถึงราคาตอนนี้ ทีมยังไม่สามารถบอกราคาได้จนกว่าทาง Apple จะมีการเปิด หรือ ทำราคาหลุดออกมา เอง แต่หากให้ ทีม Sanook Hitech เดาราคา iPhone 12 Pro แล้วก็สมควรมีราคาอยู่ในช่วงประมาณ 36,000 – 46,000 บาท มีทอน น่าจะเหมาะสมเพราะใกล้เคียงกับตอนเปิด iPhone 11 Pro แต่ทั้งนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้เพราะปีนี้ iPhone เปิดตัวทั้งหมด 4 รุ่น คงต้องรอดูกันต่อไป คาดว่า ถ้าโชคดีเจอกันกลางเดือนนี้ แต่ถ้าโชคร้ายอาจจะวางจำหน่ายต้นเดือนธันวาคม สำหรับในประเทศไทย

แต่ระหว่างนี้ถ้าใครอยากซื้อเครื่องหิ้วก็สามารถทำได้แต่ราคาก็อย่างที่ทราบกันดีว่าสูงและบางทีอาจจะมาช้าเนื่องจากความสะดวกในการขนส่งนะครับ

เห็นแบบนี้แล้ว iPhone 12 Pro เหมาะกับใคร คำตอบขอแบ่งเป็น 2 คำตอบดังนี้

  • ถ้าคุณใช้มือถือ iPhone หรืออื่นๆ มานานอยากได้ประสบการณ์ใหม่และอยากลอง iPhone สักครั้งแบบจัดหนักจัดเต็ม และไม่อยากได้มือถือขนาดใหญ่เกิน 5 นิ้ว สามารถเลือกรุ่นนี้ได้เลย
  • ถ้าคุณเบื่อ iPhone 11 Pro เพราะคุณใช้มันราวกับกล้องถ่ายภาพ ต้องการภาพกลางคืนจบๆ กว่าเดิม วิดีโอสีสันที่ใช่ ก็เลือกรุ่นนี้ได้เลย

เพราะว่าถ้าคุณแค่ต้องการมือถือ iPhone 5G เท่านั้นที่เหลือ ไม่ได้แคร์อะไรมากมาย ไม่ควรเพิ่มมาเอารุ่นนี้คบแค่ iPhone 12 ก็พอ หรือต้องการความเป็นที่สุด iPhone 12 Pro Max น่าจะตอบโจทย์กว่า ส่วนถ้าเกิดต้องการเครื่องเล็กพกง่าย iPhone 12 Mini ก็เป็นทางเลือกที่ดี

เพราะจริงๆ แล้วถ้าคนที่ขยับจาก 11 มา 12 นั้นต้องดูให้ดีว่า คุณพร้อมที่จะรับความเสี่ยงทั้งแบตเตอรี่ที่หมดไวขึ้น กับเรื่องของ 5G ที่คุณอาจจะต้องจ่ายเงินค่ารายเดือนเพิ่มหรือไม่ อาจจะต้องพิจารณาในข้อนี้ ด้วยครับ

ขอบคุณร้าน @AM4YOUGadget ที่สนับสนุนเครื่องรีวิว iPhone 12 Pro ครับ

จุดเด่น

  • บอดี้ภาพรวมสวยงามดูแพงและตั้งได้แล้ว
  • ประสิทธิภาพถือว่าแรงสะใจและใช้งานได้ดี
  • กล้องหลังครบทุกช่วงการใช้งาน
  • การถ่ายวิดีโอให้ความคมชัดดี
  • ระบบชาร์จไฟเร็วมีให้เลือกทั้ง Wireless Charge และ แบบสาย
  • เป็นครั้งแรกที่ iPhone รุ่นโปรมีหลากหลายสี
  • LiDAR สาระพัดประโยชน์นอกจากการถ่ายภาพ

ข้อสังเกต

  • ขอบสแตนเลส เสี่ยงเป็นรอยง่ายมาก
  • ความแตกต่างของกล้องรุ่นที่แล้วกับรุ่นนี้อาจจะยังไม่ว้าวเท่าไหร่
  • LiDAR ช่วยกับโหมด Portrait มากกว่า
  • แบตเตอรี่หมดไวระดับ วิกฤติ
  • MagSafe อุปกรณ์ยังใหม่ต้องรอการ Support ที่มากกว่านี้
  • ยังยึดติดใช้ Lightning Port