รีวิว Samsung Galaxy Watch eSIM ครั้งแรกที่ Samsung ทำนาฬิกาโทรออกได้ แต่ยังลุยได้ 

รีวิว Samsung Galaxy Watch eSIM ครั้งแรกที่ Samsung ทำนาฬิกาโทรออกได้ แต่ยังลุยได้ 

กลับมาพบกับการรีวิว Smart Phone และ Gadget ต่างๆ จาก Sanook! Hitech กันอีกครั้ง ในครั้งนี้ทีมได้รับ Samsung Galaxy Watch eSIM ซึ่งเป็น Smart Watch ที่มีระบบปฏิบัติการ Tizen OS แต่ว่ายังคงได้การติดตั้งซิมการ์ดในแบบ eSIM เข้าไปด้วย จะดีจริงไหมเรามาดูรีวิวกันดีกว่า 

รูปลักษณ์และดีไซน์ของ Samsung Galaxy Watch eSIM 

เริ่มต้นกับหน้าปัดมาพร้อมกับหน้าจอ OLED ขนาด หน้าปัดที่ได้รีวิวเป็น 42 มิลลิเมตร เล็กลงกว่าหน่อยหนึ่งเมื่อเทียบกับ 46 มิลลิเมตร นอกจากนี้ยังเป็นแบบสัมผัสได้ โดยคุณสามารถเลือกหน้าปัดได้ตามใจชอบจากข้างใน 

รอบตัวเครื่องไม่ได้ดูหนา แต่ทำจากสแตนเลสอย่างดี ปุ่มกดอยู่ทางขวา ประกอบด้วย 

  • ปุ่มล่างเป็นปุ่ม เมนู และกดกลับหน้าหลัก  
  • ปุ่มด้านบนเป็นปุ่ม Back เท่านั้น 

ฝั่งซ้ายเป็นลำโพงตัวเครื่องที่ส่งเสียงได้และใช้โทรได้ด้วย

สายสามารถถอดเปลี่ยนได้ และมีให้เลือกเปลี่ยนได้ การเปลี่ยนเหมือนกับนาฟิกาทั่วไป 

sa_watch_e_005
sa_watch_e_006

ล่างสุดมาพร้อมกับ Heart Rate Sensor และมีระบบ Wireless Charge  

sa_watch_e_007

ความรู้สึกที่ได้สัมผัส / สีสันของเครื่อง 

ยังคงเป็น Smart Watch ที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่เท่าไหร่ สามารถใส่ทั่วไปได้ทันที แต่อาจจะมีปัญหาที่น้ำหนักมากไปสักหน่อยเท่านั้นเอง  สำหรับ Samsung Galaxy Watch eSIM ทั้ง 2 ขนาดจะมีสีเงินและสีดำให้เลือกเท่านั้น 

เปิดเครื่องลองใช้งาน Samsung Galaxy Watch eSIM 

ลองเปิดเครื่อง Samsung Galaxy Watch eSIM ยังคงทำงานได้รวดเร็วเหมือนเดิม และการตกแต่งหน้าตายังคงเป็นแบบสไตล์ของ Tizen OS แต่ก็มีความใกล้เคียงกับ Smart phone หน้าตาและ Font ยังคงเหมือนกัน สามารถสั่งงานง่ายผ่านการบิดที่วงแหวน หรือสัมผัสหน้าจอได้เช่นเดียวกัน 

ฟีเจอร์ที่โดดเด่นนั้นมีทั้งเชื่อมต่อกับมือถือทั้ง WiFi, Bluetooth ได้ง่ายดาย โดยมีโปรแกรมต่างๆ เช่น 

  • การวัดความสูง หรือ Alti-Barometer 
  • การวัดความดันชีพจร (Heart Rate Monitor) 
  • โปรแกรมการออกกำลังกาย 15 รูปแบบผ่าน Samsung Health 
  • การแสดงผลข่าวสาร 
  • หน้าปัดนาฬิกาที่เปลี่ยนได้หลายแบบ 
  • สามารถแจ้งเตือนของมือถือปรากฏที่เครื่องได้เลย 

นอกจากนี้ในส่วนของ Quick Setting มีการเปลี่ยนแปลงเพราะคุณสามารถเลือกเปิดปิดการเชื่อมต่อ ทั้งคลื่นมือถือ, Bluetooth, WiFi ได้ผ่านการปัดครั้งเดียว ไม่ต้องเข้าหน้าต่างอื่นให้วุ่นวาย 

ส่วนการควบคุมผ่าน Application Samsung Galaxy Wearable ยังสามารถอัปเดท Firmware, ปรับหน้าปัดนาฟิกา, ลบ Widget และ อื่นๆ อีกมากมายได้เลย 

และมาถึงเรื่องที่หลายคนอยากรู้แล้วสำหรับว่าการนำ eSIM เข้าไปใส่ในมือถือรุ่นนี้ทำได้อย่างไร ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า มันไม่ใช่แบบเดียวกับ iPhone ที่ไปทำ eSIM แต่มันคือการทำ Number Pairing ก็คือการนำเบอร์ต่างๆ เข้าไปใส่นาฬิกา การทำงานจะสมบูรณ์ ก็ต่อเมื่อ คุณปิด Bluetooth เท่านั้น เมื่อมือถือตัดขาดจากมือถือถึงจะเปิด eSIM ขึ้นมาได้ และคุณสามารถโทรออก / ส่ง SMS หรือจะโหลด Apps ของนาฬิกาผ่านเจ้าเรือนนี้ได้เลย 

คำถามว่ามีค่าบริการไหม คำตอบคือ มีครับ เช่นค่ายที่ผมไปทำเป็นของดีแทค จะตกเดือนละ 199 บาท แต่จะมีโปรโมชั่นฟรี ขึ้นอยู่กับเบอร์ของคุณเองครับ 

และการทำนั้นสามารถทำได้เลยแม้ว่าคุณจะติดสัญญาอะไรอยู่ก็ตาม ซึ่งคุณจะต้องใช้ Application Galaxy Wearable โปรแกรมจะรองรับอยู่แล้วครับ 

แบตเตอรี่ / ระบบชาร์จไฟ 

ด้วยความที่แบตเตอรี่ของ Samsung Galaxy Watch eSIM มีการขยายขึ้นเป็น 420 mAh ทำให้เมื่อลองใช้งานในแบบ eSIM ก็สามารถอยู่ได้เกือบ 2 วันได้สบาย แต่ถ้าปิดการเชื่อมต่อทั้งหมด จะประหยัดไฟมากพอสมควร 

การชาร์จไฟนอกจากแท่นชาร์จที่สามารถทำให้ไฟเต็มภายใน 30 นาที ก็สามารถใช้ได้ได้ทั้งวัน(ได้ไฟ 50%) แต่ถ้าชาร์จไฟเต็มจาก 20% จะใช้เวลาเต็มทั้งหมดเกือบ 1:30 - 2 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความเร็วของที่ชาร์จ แล้วแถมยังยังรองรับ Wireless Power Share จาก Samsung Galaxy Note 10, Samsung Galaxy S10 Series ได้เช่นเดียวกัน 

สรุปหลังทีม Sanook! Hitech ได้ทดลองใช้ Samsung Galaxy Watch eSIM  

ถึงแม้ฟีเจอร์ของ Samsung Galaxy Watch eSIM ไม่ได้แตกต่างจาก Smart Watch ของ Samsung มากเท่าไหร่ แต่การเพิ่ม eSIM เข้ามาทำให้สามารถสร้างประโยชน์ได้เยอะมากพอสมควร จนเรียกว่าส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นมานั้น คุ้มค่าสำหรับคนที่ต้องการ Smart Watch ที่ติดต่อสื่อสารได้อย่างต่อเนื่อง 

Samsung Galaxy Watch eSIM มีราคาเปิดตัวอยู่ที่ 11,900 บาท โดยให้เลือกทั้งขนาด 44 มิลลิเมตร และ 46 มิลลิเมตรด้วยกัน แต่ความสามารถไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่ 

แต่การหาซื้อจะต้องไปซื้อกับผู้ให้บริการ ซึ่งจะได้ราคาลดลง แต่อาจจะมีการซื้อกับโปรโมชั่นหรือการทำ Number Pairing (คนละแบบกับการทำ Multi SIM ซึ่งย้อนกลับไปดูได้ในรีวิว) ดังนั้นถ้าใครอยากได้ Apple Watch แต่ว่า ตัวเองใช้ Android ติดใจที่โทรออกได้โดยไม่ต้องพึ่งมือถือ นี่ก็คือทางเลือกเดียวที่คุณหาซื้อได้แล้ววันนี้ 

จุดเด่น 

  • ขนาดไม่ใหญ่เกินไป 
  • ความลื่นไหลทำได้ดีมาก 
  • มี eSIM ทำให้อิสระจากมือถือมากขึ้น 
  • โปรแกรมต่างๆ ครบ 
  • ลงน้ำได้สบายๆ 

ข้อสังเกต 

  • แบตเตอรี่ยังไม่อึดเท่าไหร่ 
  • การทำ Number Pairing อาจจะยังยุ่งยากต้องให้ศูนย์บริการทำเท่านั้น (เหมือน Apple Watch
  • ความสามารถเพิ่มเติมน้อยไปหน่อย 

ติดตามSanook! Hitech

ครบเครื่องเรื่องมือถือ พร้อมอัปเดตทุกเทรนด์ไอที ที่คุณจะไม่พลาด