รีวิว SCENE Driveguard 400 และ 800 กล้องติดหน้ารถรุ่นใหม่ล่าสุดให้ภาพคมชัดราคาไม่แพง

รีวิว SCENE Driveguard 400 และ 800 กล้องติดหน้ารถรุ่นใหม่ล่าสุดให้ภาพคมชัดราคาไม่แพง

 กลับมาพบกับรีวิว Gadget และมือถือใหม่จาก Sanook! Hitech กันอีกครั้ง ในรอบนี้เราจะมารีวิว กล้องติดหน้ารถรุ่นใหม่จากทาง SCENE มาพร้อมกันทั้งหมด 2 รุ่นเลยทีเดียว มาดูกันว่าในรุ่น Drive Guard ทั้ง 2 รุ่นจะแตกต่างอย่างไร และน่าใช้หรือไม่ 

รูปลักษณ์และหน้าตาของ SCENE Driveguard 400 / 800 

เริ่มต้นกับกล้องหน้า SCENE Driveguard 400 และ 800 มีหน้าตาที่เหมือนกันเลยทั้งคู่ มีความแตกต่างระหว่างรุ่น 400 หรือ 800 จะเป็นโลโก้สีทอง และสีเงินเท่านั้น พร้อมกับเลนส์กล้องหน้าที่ความความกว้างพอสมควร มีความกว้างขนาด 150 องศา 

รอบตัวเป็นพลาสติกที่ทนทานในเรื่องความแข็งแรง และทนความร้อนได้สูงพอสมควร ฝั่งขวาจะมีปุ่มสั่งงานทั้ง OK เพื่อกดเปลี่ยน, Memory, Lock File, ปุ่มเปิดปิด หรือ ปิดหน้าจอ 

ฝั่งซ้ายจะมีช่องใส่การ์ดความจำแบบ Micro SD รองรับได้สูงสุด 128GB ปุ่มเลื่อนเมนูขึ้น หรือ ลง รวมไปถึงการสั่งพัฒนา 

ส่วนบนของเครื่องจะมีช่องเสียบ Mini USB สำหรับจ่ายไฟกล้องหน้า และ Micro USB สำหรับกล้องหลัง และมีเฉพาะรุ่น DriveGuard 800 เท่านั้น 

ด้านหลังของเครื่องจะมีหน้าจอขนาด 3 นิ้วให้ความคมชุดรองรับการแสดงผลที่ดีเพราะมีการเลือกใช้หน้าจอแบบ IPS LCD  

ภาพรวมของตัวกล้อง 

เมื่อลองติดตั้งจริงๆ ถือว่าง่ายมากเลยทีเดียวอุปกรณ์ที่ติด ขนาดของกล้องกำลังดีไม่ได้ใหญ่ทำให้คุณใช้งานได้อย่างดี ไม่มีอะไรบังแต่อย่างใด เมื่อเทียบกับกล้องเดิมของผม การใช้งานกดปุ่มอาจจะต้องปรับตัวเพราะว่า มันอยู่ข้างทั้งหมด แต่น้ำหนักปุ่มถือว่าดีเหมือนกันนะครับ 

ติดเครื่องรถลองฟีเจอร์กล้อง SCENE Driveguard 400 / 800 

มาดูกันเรื่องฟีเจอร์ของกล้อง SCENE Driveguard 400 / 800 กันดีกว่า เริ่มต้นเลนส์กล้องหน้าจะมีขนาดเท่ากันคือ 150 องศา และเฉพาะรุ่น 800 จะมีกล้องหลังมุมมอง 120 องศา ถือว่ากว้างกำลังดี 

ฟีเจอร์ต่อมาสำหรับในเรื่องการ์ดความจำของกล้องรุ่นนี้จะรองรับความจำสูงสุด 128GB การ์ดจะรองรับแบบ  Class 10 และจะมาพร้อมกับฟีเจอร์ครบเช่น 

  • การบันทึกวิดีโอแบบวนซ้ำ 
  • G Sensor ที่จะบันทึกอัตโนมัติ ซึ่งจะบอกว่า ปิดไปก็ดีเพราะมันแค่ขับไปทางขรุขระ ก็จะบันทึกแล้ว 
  • สามารถบันทึกการจับความเคลื่อนไหว และเมนูภาษาไทย ให้คุณเลือก 
  • กล้องจะมีฟีเจอร์ปิดหน้าจออัตโนมัติ  
  • ทำงานเมื่อเครื่องติด หรือ ดับทันที  

ในการบันทึกวิดีโอรองรับทั้ง Full HD สำหรับกล้องหน้า และกล้องหลังความละเอียด 720P และกล้องหลังยังสามารถต่อเชื่อมกับไฟเบรคถอยหลัง แสดงผลเป็นภาพในกรณีที่เราต้องการถอยหลังได้เช่นเดียวกัน แต่มุมมองจะได้เท่ากับการมองเห็นกล้องหลังปกติ 

ในเรื่องของการเชื่อมต่อ WiFi กับมือถือเพื่อโหลดโปรแกรมที่มีชื่อว่า Car_DVR โหลดได้ทั้ง Android และ iOS จะเป็นการ Remote ภาพเข้าในมือถือ หรือจะดูดวิดีโอลงในแบบ WiFi Direct ด้วย 

ภาพที่ออกจากกล้องถือว่าทำได้ดีทั้งกล้องหน้าทั้งคู่แต่กล้องหลังหากเจอไฟรถที่สว่างมากก็อาจจะไม่เห็นได้ ถ้าเพิ่มความละเอียด อาจจะดีกว่านี้ 

การใช้พลังงาน 

กล้องรุ่นนี้ไม่มีแบตเตอรี่ แต่ใช้ Capacitor เท่ากับกล้องรุ่นนี้เสียบกับรถโดยตรงและไม่ต้องห่วงเรื่องแบตเตอรี่มีปัญหา และใช้ได้ยาวนานมาก ผ่านการเสียบไฟรถโดย Micro USB สำหรับกล้องหลัง และ Mini USB 

สรุปหลังจากทีม Sanook! Hitech ได้ลองใช้กล้อง SCENE Driveguard 400 / 800 สักระยะเวลาหนึ่ง 

หลังจากที่ได้ทดลองใช้งานกล้องจาก SCENE ทั้ง 2 รุ่น พบว่าการทำงานของกล้องเน้นความง่ายและภาพที่ออกมาสามารถใช้งานได้จริง แตทั้งคู่แตกต่างกันที่จะมีกล้องหลังหลังเฉพาะรุ่น 800 เท่านั้น 

สำหรับกล้องติดหน้ารถ SCENE ทั้ง 2 รุ่นมีราคาดังนี้ 

  • SCENE DriveGuard 400 = 2,290 บาท 
  • SCENE DriveGuard 800 ที่มีกล้องหลัง = 2,790 บาท 

ดังนั้นกล้องรุ่นนี้ถือว่าเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ สุดท้ายแล้ว ถ้าต้องการเลือกกล้องติดหน้ารถที่ใช้งานได้ยาวนาน ยี่ห้อนี้ถือว่าน่าใช้งานไม่น้อย และใครที่มีรถ ก็ควรติดกล้องหน้ารถ นอกจากเรื่องประโยชน์จากประกันแล้ว กล้องนี่จะเป็นหลักฐานช่วยตัดสินว่าคุณถูกหรือผิดในด้านการจราจร หรือ เวลาอุบัติเหตุได้ 

ติดตามSanook! Hitech

ครบเครื่องเรื่องมือถือ พร้อมอัปเดตทุกเทรนด์ไอที ที่คุณจะไม่พลาด