รีวิว “Marshall Stanmore II” ลำโพงบลูทูธสุดคลาสสิค ฟังจริง ลองจริงกับ 5 แนวดนตรีที่แตกต่าง

รีวิว “Marshall Stanmore II” ลำโพงบลูทูธสุดคลาสสิค ฟังจริง ลองจริงกับ 5 แนวดนตรีที่แตกต่าง

กระเป๋าสตางค์สั่นในทันทีเมื่อเพียงได้เห็นรูปลักษณ์ภายนอกสุดคลาสสิค และเมื่อได้ทดลองเทสต์กับ “มือ” และ “หู” ของตนเอง ก็ยิ่งทำให้ตัดสินใจได้อย่างง่ายดายว่าจะจับจองเป็นเจ้าของหรือไม่ ... และนี่คือ “Marshall Stanmore II” ลำโพงบลูทูธที่คอดนตรีทั่วโลกต่างจับจ้องตาเป็นมัน

Sanook! Hitech มีโอกาสได้ต้อนรับสมาชิกชั่วคราวในการสร้างความสุขทางเสียงดนตรีอย่าง Marshall Stanmore II ลำโพงบลูทูธ หนึ่งในรุ่น Homeline II (โฮมไลน์ ทู) จาก Marshall อันประกอบไปด้วย Woburn II เป็นพี่ใหญ่ ตามมาด้วย Stanmore II และปิดท้ายด้วยน้องคนสุดท้องอย่าง Action II ซึ่งทั้ง 3 รุ่นย่อยต่างก็มีรูปทรงและการดีไซน์ที่ใกล้เคียงกัน ต่างกันเพียงขนาดและสเปคบางอย่างเท่านั้น

MarshallMarshall รุ่น Homeline II ที่แยกออกมาเป็น 3 รุ่นย่อย

คิดอยู่นานเหมือนกันว่าจะรีวิวอย่างไรให้แตกต่างออกไปจากชาวบ้านชาวช่อง คิดไปคิดมา... ในเมื่อ Marshall บอกเอาไว้ว่ารุ่น Homeline II นี้จะทำให้ทุกคนรู้สึกราวกับว่า “ได้เดินทางไปชมคอนเสิร์ตทุกๆ วันที่บ้านของคุณ” เราจึงตัดสินใจขอนำเอาดนตรีหลากหลายแนวมาเป็นเกณฑ์ในการรีวิวเจ้า Stanmore II เสียเลยก็แล้วกัน น่าสนุกดี!

เรียบหรู... คลาสสิค

ก่อนจะไปเทสต์เสียงกันให้กระหึ่มบ้าน ขออนุญาตพาคุณผู้อ่านไปชมรูปลักษณ์ภายนอกของ Marshall Stanmore II กันก่อนดีกว่า อันที่จริงรุ่นนี้จะมีทั้งหมด 2 สีคือ ดำ และ ขาว ซึ่งเป็นตัวที่อยู่เบื้องหน้าเราในตอนนี้ ลำโพงไร้สายรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ห่อหุ้มด้วยหนัง PVC สีขาวคุณภาพเยี่ยมทั้งด้านบน ข้าง และด้านล่าง บอกได้คำเดียวว่าดูดีเอามากๆ

ส่วนด้านหน้าแน่นอนว่าต้องมีตรา Marshall สีทองอันเป็นเอกลักษณ์ บวกกับข้อความซึ่งอยู่บริเวณด้านล่างเขียนเอาไว้ว่า EST. 1962 บนพื้นผิววัสดุที่ทำจากอลูมิเนียมสีทองอร่ามเช่นเดียวกัน ผ้าบุระดับท็อปปกปิดด้วยตะแกรงก็ยังทำหน้าที่ภาพจำของแบรนด์ลำโพงแบรนด์นี้ได้อย่างยอดเยี่ยม

ในขณะที่แผงควบคุมด้านบนก็ยังเน้นเป็นสีทอง-ขาว ฟอนต์สีดำเรียบง่าย ไล่เรียงจากซ้ายไปขวาก็มีทั้งช่องเสียบสาย AUX, ต้นทางการเชื่อมต่อที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการทั้ง บลูทูธ / AUX / RCA, ลูกบิดปรับความดังของเสียง, ลูกบิดปรับย่านเสียงต่ำ (Bass), ลูกบิดปรับย่านเสียงสูง (Treble), ปุ่มเล่นและหยุดเพลง ปิดท้ายด้วยคันโยกเปิด-ปิดลำโพงที่ออกแบบได้อย่างน่าปรบมือให้ ส่วนด้านหลังขึงขังด้วยสีดำ คำอธิบายต่างๆ มีช่องเสียบ RCA และช่องสำหรับเสียบปลั๊กสายไฟ

หากถามว่าหนักไหม... ไม่หนัก แต่ถ้าจะให้หิ้วพกพาไปไหนมาไหนคงไม่สะดวกนัก เหมาะสำหรับการวางประดับอยู่ ณ มุมใดมุมหนึ่งของห้องนอน หรืออาจจะเป็นหนึ่งในเฟอร์นิเจอร์ชิ้นสวยสำหรับห้องนั่งเล่นของคุณก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีทีเดียว อีกทั้งอุปกรณ์อื่นๆ ที่อยู่ภายในกล่องก็คือ สายไฟ และ คู่มือการใช้เบื้องต้นนั่นเอง

อย่าคิดไปก่อนว่าใช้ยาก

แนะนำว่าขอให้เริ่มต้นจากการโหลดแอปพลิเคชั่น Marshall Bluetooth (ได้ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android) มาไว้ในสมาร์ตโฟนของคุณเสียก่อน แน่นอนว่าสาย RCA รวมไปถึงสายแจ๊คขนาด 3.5 มม. ที่เสียบเข้าช่อง AUX นั้นไม่มีอะไรยุ่งยากมากความ แต่ความน่าตื่นเต้นมันอยู่ตรงตัวแอปฯ นี่ล่ะ

หลังจากลงทะเบียนใส่ข้อมูลต่างๆ ในแอปฯ เรียบร้อยแล้ว (ขั้นตอนน้อยมาก บอกเลย) ก็เสียบปลั๊กไฟ และได้เวลาโยกคันโยก Power ด้านขวาสุดลงมา ค้างไว้สักเล็กน้อยเพื่อทำการเปิดลำโพง ซึ่งไฟสีแดงตามปุ่มและลูกบิดต่างๆ ก็จะติด จากนั้นย้ายมาที่ปุ่ม Source กด 1 ครั้งเพื่อเปลี่ยนแปลงการเชื่อมต่อว่าจะให้มาจากบลูทูธ, ช่อง RCA หรือ AUX และกดค้างไว้เพื่อเชื่อมต่อ เพียงเท่านี้คุณก็สามารถใช้เจ้า Stanmore II ฟังเพลงโปรดได้แล้ว โดยที่สามารถปรับเสียงเบสเสียงสูงได้ตามความต้องการอีกด้วย ซึ่งความโดดเด่นก็คือลำโพง 3 ดอกอันประกอบไปด้วยซับวูฟเฟอร์ 1 ตัว และทวีตเตอร์อีก 2 ตัวเลยทีเดียว

สรุปสเปคเด่นของ Marshall Stanmore II

- ใช้งานกับ บลูทูธ 5.0

- ไซส์ไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่ไม่มีแบตเตอรี่แบบพกพา เสียบสายไฟอย่างเดียว

- กำลังขับทั้งหมด 80 วัตต์

- รองรับคลื่นความถี่ตั้งแต่ 50-20,000 Hz

- 3 ช่องทางเชื่อมต่อทั้ง บลูทูธ, AUX (สายแจ๊คขนาด 3.5 มม.) และ RCA

- 3 ดอกลำโพงทั้งซับวูฟเฟอร์จำนวน 1 ตัว และ ทวีตเตอร์อีก 2 ตัว

- ระบบเสียง Stereo Sound

- สามารถเป็นแอมป์กีตาร์ได้ (มือกีตาร์น่าจัดมาลองนะ)

- เชื่อมต่อสมาร์ตโฟนได้พร้อมกันถึง 2 เครื่อง

ได้เวลากระหึ่มห้อง!

เอาล่ะ ถึงเวลาที่เราจะมาทดสอบลำโพงไร้สาย Marshall Stanmore II กันแล้ว ซึ่ง Sanook! Hitech ก็หยิบเอา 5 แนวดนตรีมาลองฟัง ลองปรับหน้าตู้กันแบบสดๆ ผลลัพธ์อยู่ด้านล่างนี้เลย

ร็อค

มี Marshall Stanmore II เสมือนว่าได้ดูคอนเสิร์ตอยู่ในบ้าน เราจึงขอเริ่มต้นที่ “ดนตรีร็อค” กันก่อนเลย เลือกเพลงอัลเทอร์เนทีฟร็อคในตำนานอย่าง “Smells Like Teen Spirit” จากคณะ Nirvana มาเทสต์ แน่นอนว่าแนวร็อคก็มักเคียงคู่มาพร้อมความหนักแน่น ดุดัน ลองบิดย่านเบสไปตำแหน่งสูงสุดก็ยังไม่รู้สึกหนวกหู ไม่บวม กระเดื่องกลองชุดกับไลน์เบสอัดแน่นเต็มโสตประสาท ในขณะฝั่งไลน์กีตาร์ต่างๆ และเสียงร้องก็ไม่ถูกบดบังด้วยความกระหึ่มของย่านต่ำแต่อย่างใด ถือว่าสะใจสายร็อคแน่นอน

ป็อป

“ก่อนฤดูฝน” จากศิลปินหนุ่มมาแรงอย่าง The TOYS คือตัวเลือกของเรา ซึ่งถือว่าเกินคาดทีเดียว แน่นอนว่าสำหรับเพลงป็อปอาจจะต้องลดทอนย่านเบสลงมาสักหน่อย และเพิ่มย่านเสียงสูงเติมลงไปสักเล็กน้อย ความเซอร์ไพรส์ก็คือ เราได้ฟังเพลงนี้ในบรรยากาศที่ต่างออกไป ก่อนหน้านี้เราอาจจะฟังผ่านลำโพงคอมพิวเตอร์ธรรมดาๆ หรือหูฟัง แต่สำหรับลำโพงตัวนี้สามารถแยกรายละเอียดยิบย่อยออกมาได้อย่างน่าสนใจ ใครเป็นคอดนตรีคงทราบดีกว่าเพลงนี้จากหนุ่มทอยมีรายละเอียดของซาวด์ที่ไม่ธรรมดา และการฟังผ่าน Stanmore II ถือว่าเราได้ยินสุ้มเสียงที่ซ่อนเอาไว้ของเพลงดังกล่าวได้อย่างชัดเจนทีเดียวล่ะ

ฮิปฮอป

เราหยิบ “HUMBLE.” เพลงเด็ดจากแร็ปเปอร์ เคนดริก ลามาร์ มาทดสอบ ฮิปฮอปเป็นหนึ่งแนวดนตรีที่เน้นไปที่บีต ยามเมื่อออกไปสู่ฮอลล์คอนเสิร์ต บีตเหล่านี้จะสั่นสะเทือนเข้าไปถึงขั้วหัวใจนักฟังเพลงได้เสมอ และ Stanmore II ก็ทำเอาเราอึ้งได้อีกครั้ง เพราะแม้ว่าเราจะบิดย่านเบสไปสู่ระดับที่ต่ำสุด แต่บีตเน้นๆ หนักๆ ก็ยังเสมือนว่าจะพุ่งออกมานอกลำโพงได้อยู่ดี ยิ่งเมื่อเราเพิ่มเสียงย่านต่ำเข้าไปอีก มันเหมือนเราอยู่ในโชว์ของศิลปินฮิปฮอปจริงๆ หากแต่ในแง่หนึ่ง บางคนอาจรู้สึกว่าซาวด์ที่ออกมาฟังดูแห้งๆ ไร้มิติก็อาจเป็นไปได้เช่นกัน อาจเนื่องด้วยซับวูฟเฟอร์ที่มีอยู่เพียงตัวเดียว การรองรับเสียงเบสหนักๆ จากบีตฮิปฮอปจึงอาจไม่เพียงพอสำหรับบางเพลงหรือบางผู้ฟังนั่นเอง

ดิสโก้

ตอนแรกลังเลว่าจะเลือกอีดีเอ็มร่วมสมัยหรือดิสโก้ในตำนานดี ผลสุดท้ายด้วยความที่แนวอีดีเอ็มนั้นเน้นดรัมแอนด์เบสคล้ายคลึงกับฮิปฮอป จึงขอเลือกแนวดิสโก้ที่หลายเพลงยังคงขึ้นหิ้งมาจนถึงปัจจุบัน รวมถึง “September” จากวง Earth, Wind & Fire ที่เราหยิบมาลอง บอกได้คำเดียวว่าฟังเพลินดีแท้ จุดเด่นของดิสโก้คือกรู๊ฟชวนเต้นและไลน์เบสที่ไม่หยุดนิ่ง ซึ่งเราก็สัมผัสถึงเสน่ห์ดังกล่าวอย่างครบถ้วน มากไปกว่านั้นการที่เราเพิ่มเติมย่านเสียงสูงลงไปอีกก็ทำให้บทบาทของเครื่องเคราะต่างๆ และบรรดาเครื่องเป่าก็เป็นพระเอกของเพลงไม่แพ้ไลน์เบสเช่นกัน

แจ๊ส

ปิดท้ายด้วยแนวดนตรีที่คนไทยอาจยังไม่ค่อยนิยมเท่าใดนักอย่าง แจ๊ส และเราก็เลือกหนึ่งเพลงแจ๊สที่ดีที่สุดตลอดกาลจากหลายสำนักอย่าง “Take Five” ผลงานของ เดฟ บรูเบ็ก มาลองฟัง ผลปรากฏว่า ชัดถ้อยชัดคำทุกท่วงทำนองทีเดียว เพลงแจ๊สเป็นเพลงที่มีไดนามิก (ความหนัก-เบา) ค่อนข้างสูง ยิ่งหากไปฟังในฮอลล์ การด้นสดของศิลปินคือเสน่ห์สำคัญที่แทบจะไม่เหมือนกันเลยในแต่ละครั้ง ลำโพง Stanmore II ยังคงรักษาไดนามิกเหล่านั้นไว้ได้เป็นอย่างดี บางครั้งเมื่อดนตรีเบา แต่เรายังคงได้ยินรายละเอียดของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นอยู่ แต่เมื่อซาวด์ค่อยๆ ดังขึ้น ก็ไม่มีเครื่องดนตรีชิ้นไหนกลบเครื่องดนตรีชิ้นอื่น

โดยสรุปลำโพงบลูทูธ Marshall Stanmore II ถือเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมทีเดียวสำหรับผู้ที่หลงใหลในเสียงดนตรี ยิ่งหากคุณเป็นคอเพลงที่ไม่ยึดติดอยู่ในแนวเพลงเพียงแนวเดียว การซึมซับกับรายละเอียดทางดนตรีอันยิบย่อยที่แอบซ่อนอยู่ Stanmore II สามารถมอบให้คุณได้ หรือหากคุณชื่นชอบความหนักแน่นดุดัน เจ้าลำโพงตัวนี้ก็สามารถทำให้คุณสะใจสะอารมณ์ได้เช่นเดียวกัน จะฟังชิลๆ หรือใช้ในยามปาร์ตี้ ก็เหมาะสมกับทุกสถานการณ์ชีวิต สนนราคาอยู่ที่ 17,990 บาท ใครสนใจ จัดเลย!

ติดตามSanook! Hitech

ครบเครื่องเรื่องมือถือ พร้อมอัปเดตทุกเทรนด์ไอที ที่คุณจะไม่พลาด