"แจ็ค หม่า" ให้อะไรกับไทยและเอาอะไรกลับไป

"แจ็ค หม่า" ให้อะไรกับไทยและเอาอะไรกลับไป

ข่าว "แจ็ค หม่า" มาขายทุเรียนไทย สร้างความฮือฮาให้กับสำนักข่าวบ้านเรา ทั้งที่เป็นข่าวแปลมาจากประเทศจีนอีกต่อหนึ่ง แม้จะมีการไปเก็บงานภายหลัง ไปไล่ตามสัมภาษณ์ชาวสวน ซึ่งกลับให้ความเห็นต่อข่าวที่แตกต่างกันไป แต่จะมีใครวิเคราะห์ความในใจของแจ็ค หม่า ว่าจริงๆ ต้องการอะไรจากประเทศไทยกันแน่

ก่อนที่จะวิเคราะห์ว่า แจ็ค หม่าต้องการอะไรจากประเทศไทย เรามาดูว่า แจ็ค หม่า รู้ว่าประเทศไทยต้องการอะไรก่อน

www.istockphoto.com

ต้องการขายของไปที่ประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกขณะนี้ ผู้ใหญ่ในบ้านเรายังหัวโบราณอยู่ครับ ก็ยังติดว่าเศรษฐกิจที่ดีคือการส่งออก การได้เงินตราต่างประเทศเข้ามา เรื่องตัวเลขพวกนี้เราถนัดครับ เพราะมันเป็นพื้นฐานเบื้องต้นของเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน ทำไงให้เกินดุลย์ส่งออกมากกว่านำเข้า

การจะขายสินค้าอะไรในเคสนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าขายสินค้าเกษตรไปได้เยอะๆ นี่ถือเป็นผลงานที่รัฐบาลชอบ ยกตัวอย่างเรื่องทุเรียน ที่ผ่านมาตลาดจีนถือว่า favor หมอนทองของไทย กับ Muzan King ของมาเลเซีย ส่งไปได้เท่าไหร่ก็แทบจะรับกันหมด “ล้ง” ซึ่งคือตัวแทบรับซื้อทุเรียนของจีนที่มาอยู่เมืองไทย ก็ทำธุรกิจนี้กันมาเป็นสิบๆ ปี แต่ละปีก็แทบจะหาสินค้าไปไม่พอขาย ดังนั้น ถ้าบอกว่า ขายทุเรียนนาทีละ 8 หมื่นลูก ผมเองก็ไม่แปลกใจครับ ดังนั้นคำถามจึงย้อนกลับมาว่า แจ็ค หม่า มาขายสินค้าที่ขายดีอยู่แล้วของไทยไปจีน เราจะนับมั๊ยว่านี่คือการช่วยเหลือประเทศไทย

istock-686184864www.istockphoto.com

ประเทศไทยต้องการเงินลงทุนจากต่างประเทศ นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้ใหญ่หัวโบราณชอบคิด นั่นคือถ้าเค้ามาใช้เงินลงทุนเยอะๆ ในบ้านเราจะเป็นเรื่องดี ดังนั้นจำเป็นต้องประเคนผลประโยชน์และสิ่งจูงใจให้เยอะๆ เพื่อให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนและสร้างความเชื่อมั่นในระดับโลก

การส่งเสริมการลงทุนตามตำราเศรษฐศาสตร์นั้นก็คือ การสร้างความเหลื่อมล้ำทางการทำธุรกิจ ด้วยต้นทุนที่แตกต่างกัน การส่งเสริมพวกนี้จะใช้ในกรณีที่เป็นอุตสาหกรรมที่ประเทศของตัวเองไม่มีเพราะถ้าเอาธุรกิจจากต่างชาติเข้ามาขณะที่อุตสาหกรรม หรือธุรกิจในประเทศนั้น กำลังตั้งไข่ ยังไม่แข็งแรง เท่ากับเป็นการบอนไซธุรกิจนั้นๆ ในประเทศของตนเองทันที

ในกรณีนี้เช่นกัน ไม่ว่าแจ็ค หม่าจะลงทุนทำอะไร แจ็ค หม่า มีต้นทุนทำธุรกิจที่แตกต่างจากธุรกิจท้องถิ่นที่ต้องเสียเต็มเม็ดเต็มหน่วยอยู่แล้ว อะไรบ้างที่รัฐบาลไทยยอมให้แจ็ค หม่า เพื่อให้บรรลุการได้ดีลสองข้อนี้มา

เริ่มตั้งแต่ภาษีศุลกากร นำเข้า ส่งออก แค่เรื่องแรกก็สร้างความแตกต่างแล้วครับ เราลองคิดดูนะครับ ธุรกิจอีคอมเมิร์ชของไทย เวลาจะส่งออกต้องเสียภาษีทั้งหมด ขณะเดียวกันของที่คนไทยเคยสั่งจากประเทศจีนผ่านเว็บอีคอมเมิร์ชทั้งหลาย ตอนนี้ไม่มีกำแพงภาษีให้แจ็ค หม่า เราคงสั่งกันคล่องปรื๊ด ใครจะไปสู้กับพี่แจ็ค หละครับงานนี้

สิทธิยกเว้นภาษี 8 ปีแรก ปกติบีโอไอไทยให้อยู่แล้วครับ แต่โชคร้ายก็คือ ธุรกิจอีคอมเมิร์ชไทยไม่เคยมีใครได้รับการยกเว้นภาษีเช่นนี้ การที่ไม่เสียภาษีทำให้ต้นทุนการแข่งขันต่างกันลิบลับ การทุ่มตลาดสร้างยอดขายฟันกำไรแล้วไม่ต้องเสียภาษีมันคือสุดยอดของความเปรมปรี อย่าลืมว่าเงื่อนไขการยกเว้นภาษี 8 ปีนั้น แต่เดิมมันเอื้อกับภาคอุตสาหกรรมหนัก ที่ต้องยกเครื่องจักรเข้ามาติดตั้ง การเสียเวลาเซ็ตอัพกันอย่างน้อย 2-3 ปี แล้วยังต้องมาจ้างคนทำการตลาด สร้างสำนักงานอีกมากมาย ระยะเวลาเท่านี้ก็ถือว่าให้สิทธิพิเศษกันเยอะแล้ว แต่พอมาเป็นธุรกิจยุคใหม่ แบบดิจิตอล ไม่ต้องมีเครื่องจักร ไม่ต้องมีคน สร้างผลกำไรได้ทันที 8 ปีนี่คือสวรรค์ชัดๆ

นอกจากนั้นการลดหย่อนภาษีปีที่ 9-13 อีก 50% อันนี้ก็ไม่ค่อยเห็นธุรกิจทั่วไปจะได้ ถือว่า แจ็ค หม่าชนะเลิศครับที่ได้ดีลนี้ ที่ผ่านมากลุ่มทุนมากมายจะเข้ามาทำธุรกิจแบบนี้ในไทย ก็ต้องเข้ามาซื้อกิจการและดำเนินการต่อ การที่รัฐบาลไทยสร้างตัวอย่างนี้ขึ้นมา ก็ปิดทางเรื่องการเข้ามาซื้อกิจการแต่จะเข้ามาลงทุนตรงเลยจะได้ผลประโยชน์มากกว่า

รองสุดท้ายคือ ได้เช่าที่พัสดุ 99 ปี จะบอกว่ากรุงรัตนโกสินทร์เราก็ผ่านมาสองร้อยกว่าปีเองนะครับ การเช่าที่ 99 ปีนี่อาจมองแค่ชั่ว 2-3 อายุคน ผลหละอยากให้รัฐบาลไทยมอบสิทธิ์เหล่านี้ในการทำธุรกิจในประเทศของคนไทยบ้างจังครับ

เรื่องสุดท้ายคือการให้รัฐบาลไทยรับรอง อาลีเปย์ ผมอยากจะบอกว่า นี่คือสิ่งที่แจ็ค หม่า ต้องการมากที่สุด แจ็ค หม่า ยอมเป็นตลาดขายของให้ไทย ขายผลไม้ให้หมดสวนในประเทศ ขายอะไรก็ได้ที่รัฐบาลไทยต้องการอยากให้ขาย จะให้ลงทุนกี่พันกีหมื่นล้านบอกมา จะให้ตั้งออฟฟิศ จ้างแรงงาน สร้างคน จะปั๊มยอดตัวเลขเท่าไหร่ก็ได้ ขออย่างเดียวคือ เปิดให้คนไทยได้ใช้อาลีเปย์

แต่ในเบื้องต้นดูเหมือนรัฐบาลไทยจะยั้งๆ ตัวนี้อยู่ ด้วยความที่ฝั่งธนาคารบ้านเราออกโรงค้านอย่างรุนแรง คือถ้าอาลีเปย์เข้ามาประเทศไทยได้ ธนาคารในประเทศไทยมีสิทธิ์ตามเรียบ หลายคนถามว่า ตอนนี้ก็เห็นอาลีเปย์เข้ามาในเมืองไทยแล้วไม่ใช่หรือ ร้านสะดวกซื้อหลายที่ก็มีที่รับซื้อจ่ายอาลีเปย์แล้ว ครับมีแล้ว แต่เป้าหมายของอาลีเปย์อยู่ที่นักท่องเที่ยวจากจีน หรือคนที่ลงทะเบียนกระเป๋าเงินไว้กับอาลีบาบาที่เมืองจีน คนพวกนี้ไม่ต้องพกเงินสด โยนเงินเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ แล้วจะไปใช้จ่ายเงินที่ไหนในโลกก็ได้ ไม่ต้องห่วงเรื่องค่าเงินผันผวน ไม่ต้องพกเงินสดติดตัว แต่ถ้าใครยังไม่ลงทะเบียนตามที่กล่าวก็ใช้ไม่ได้นะครับ ดังนั้นคนไทยก็ยังใช้ไม่ได้นั่นเอง

สิ่งที่ "แจ็ค หม่า" ต้องการจากรัฐบาลไทยคือ เปิดช่องให้คนไทยเข้ามาลงทะเบียนสร้างกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์กับอาลีเปย์ได้ และใช้จ่ายเงินอิเล็กทรอนิกส์ผ่านเครื่องอาลีเปย์ ที่ติดตั้งไปบ้างแล้วในประเทศไทย และจะมีแผนติดตั้งอีกทั่วประเทศมากมายก่ายกอง ถ้ารัฐบาลไทยโอเคกับเรื่องนี้ ถือว่าเป็นการลงทุนครั้งใหญ่เลยทีเดียว

แต่ ถ้าเมื่อใด "แจ็ค หม่า" ได้ข้อตกลงนี้หรือหาทางทำให้อาลีเปย์ใช้ได้ในเมืองไทย คนไทยจะข้ามธุรกรรมแบงค์ไทย และกระโดดเอาเงินไปกองไว้ในบัญชีกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ของแจ็ค หม่า สิ่งที่ตายก่อนแบงค์คือธุรกิจ อีมั่นนี่ทั้งหลาย เช่น ทรูมันนี่ฯ ตามด้วยธนาคาร และตามด้วยระบบการเงินของประเทศ

หมากตานี้ของ "แจ็ค หม่า" ร้ายยิ่งนัก นอกจากเราประเคนผลประโยชน์เพื่อให้เขามีแต้มต่อมากกว่าธุรกิจในประเทศแล้ว แผนการยึดระบบการเงินของประเทศด้วยเงินอิเล็กทรอนิกส์คือหมากตามมา ใครว่าแจ็ค หม่า รวยแล้วไม่ต้องการอะไร คิดผิดคิดใหม่ได้ครับ