
หลังจากมีสรุปฟีเจอร์และรายละเอียดต่างๆ ของ Samsung Galaxy S9 และ S9+ กันไปก่อนหน้านี้สามารถกดอ่านได้ที่นี่ แต่สำหรับบทความนี้ เป็นการสัมผัสแรก มาดูกันว่ามีอะไรที่น่าสนใจบ้าง มาดูกันดีกว่า

ด้านหน้า ยังคงเอกลักษณ์ของหน้าจอไร้กรอบแบบ Infinity Display ที่มีขนาด 5.8 นิ้วสำหรับ Galaxy S9 และ 6.2 นิ้ว สำหรับ Galaxy S9+ ความละเอียด 2960x1440 (QHD+) อัตราส่วน 18.5:9 เท่าเดิม

ด้านบน เป็นที่อยู่ของเซนเซอร์มากมายรวมไปถึง ระบบสแกนม่านตา (Iris Scan) และมีกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล F1.7 ให้เช่นเคย และหูฟังครั้งนี้แปลงเป็นลำโพงได้


ด้านล่าง ขอบของหน้าจอเหมือนลดลงกว่ารุ่นเดิม มีปุ่มกดสำหรับสั่งงานฝั่งในหน้าจอและปุ่ม Home ยังเป็นแบบมีแรงกดต่อต้านออกมาด้วย

ด้านข้าง เหมือนกับ Samsung Galaxy S8 ทุกประการ ประกอบไปด้วยขอบตัวเครื่องที่บางลงและมีกระจกทั้ง 2 ด้าน ฝั่งซ้ายมีปุ่มปรับระดับเสียงและปุ่มเรียกคำสั่ง Bixby

ฝั่งขวามีปุ่มเปิดปิดเครื่อง

ด้านบน มีช่องใส่ซิมแบบ Hybrid Slot (Nano SIM, Nano SIM/ Micro SD)

ด้านล่างมีช่องเสียบหูฟัง, USB-C พร้อมไมโครโฟนและลำโพงดีไซน์ใหม่

ด้านหลัง เป็นจุดที่แยกออกที่สุดสำหรับมือถือรุ่นนี้เพราะมีการจัดตำแหน่งกล้องแบบแนวตั้งพร้อมกับระบบสแกนลายนิ้วมือใต้กล้อง เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน นอกจากนี้ยังมี Heart Rate Sensor และ LED Flash มาให้เรียกได้ว่าครบเครื่องและเหมือนเดิม

ในภาพรวมทั้งหมดเห็นว่าตัวเครื่องไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรจากเดิมมากนัก แต่ถ้าดูด้านหลังของเครื่องการวางจุดสแกนลายนิ้วมือ ทำให้เกิดความแตกต่างอย่างชัดเจน และเป็นเอกลักษณ์ใหม่ของ Samsung เลยก็ว่าได้ แต่มองจุดสแกนลายนิ้วมือก็ทำให้คิดถึง Galaxy A8 (2018) ไม่น้อยเลย

แต่ถ้าจะแยกความแตกต่างระหว่าง Galaxy S9 และ Galaxy S9+ ก็คงจะเป็นกล้องหลังคู่มากกว่า

มีการเลือกใช้ CPU Exynos 9810 รุ่นใหม่ที่แรงขึ้นและสถาปัตยกรรมแบบ 10 นาโนเมตร แต่สำหรับบางประเทศเช่นสหรัฐอเมริกา จะไปใช้ Qualcomm Snapdragon 845 รุ่นใหม่ล่าสุดแทน พร้อมกับ RAM 4GB และความจำ 64GB สำหรับ Galaxy S9 และ RAM 6GB ความจำมีให้เลือกตั้งแต่ 64/128/256GB สำหรับ Galaxy S9+ และยังเพิ่มความจำผ่าน Micro SD ได้สูงสุดที่ 400GB หรือใส่ซิมใบที่ 2 ได้
การเชื่อมต่อรองรับทั้ง Bluetooth V5.0, WiFi 802.11 b/g/n/ac Dual Band, รองรับ 4G LTE ได้ที่ความเร็ว 1.2Gbps ถือว่าเร็วมาก แถมแบตเตอรี่มีขนาด 3000 – 3500 mAh รองรับ Wireless Charge และ Fast Charge เช่นเคย



เริ่มจากบอดี้ของเครื่องรุ่นนี้ใช้กระจกแบบ Gorilla Glass 5 เพิ่มความแข็งแรงและยังได้ขอบตัวเครื่องที่ทำจากอะลูมิเนียมเกรด 7,000 ให้ความแข็งแรงสูงกว่ารุ่นก่อนหน้านี้

ระบบปฏิบัติการ ของ Galaxy S9 และ Galaxy S9+ ใช้เป็น Android 8.0 Oreo มาพร้อมกับ Samsung Experience 9.0 รุ่นใหม่ มอบประสบการณ์ความลื่นได้สุดๆ

และเป็นครั้งแรกของ Samsung ที่มีระบบความปลอดภัยแบบผสานและเลือกใช้ได้อัจฉริยะ (Intelligent Scan) ที่ใช้ระบบสแกนใบหน้าและ Iris Scan ในคราวเดียวทำให้ปลอดภัยมากขึ้น แต่สำหรับ Apps บางตัวเช่น Samsung Pay จะทำงานพร้อมกัน เพื่อความปลอดภัย และติดตั้งระบบสแกนลายนิ้วมือใต้กล้อง เพิ่มความสะดวกในการเรียกใช้
จุดเด่นของเครืองที่ได้มาลองนั้นมีหลากหลายมากกว่าที่ใครหลายคนคิด ส่วนใหญ่จะไปทางด้านการถ่ายภาพและระบบเสียงเช่น







โดยฟีเจอร์ของ AR Emoji นอกจากจะมีรูปแบบให้เลือกถึง 18 รูปแบบและรวมไปถึงฟีเจอร์ของการใส่เครื่่องประดับได้แล้ว แต่สำหรับคนที่อยากได้ความเป็นตัวเอง Samsung Galaxy S9 สามารถสร้าง AR Emoji ได้เองและออกมาหลายรูปแบบที่เห็นนี้ และส่งเข้า Social Network รวมถึงโปรแกรมสนทนาที่รองรับภาพแบบ GIF ก็ได้
จากที่ลองต้องบอกว่ากล้องนั้นถ้าถ่ายสภาพแสดงปกติ ยังไม่แตกต่างกับกล้องของ Galaxy S8 และ Galaxy Note 8 ในโหมดปกติ แต่ถ้าเมื่อลองไปถ่ายในที่แสงน้อยแล้ว แม้ว่าผลงานอาจจะใกล้กัน แต่ Galaxy S9 จะเก็บรายละเอียดแถมลด Noise ค่อนข้างชัดเจน สามารถดูได้จากตัวอย่างภาพด้านล่าง

แต่กล้องหน้าอย่าถือสา เหมือนกันกับ Galaxy S8 และ Note 8 ทุกประการ




(ตัวอย่างภาพถ่ายจาก Samsung Galaxy S9 ในที่แสงน้อย)

และยังมีลูกเล่นเด่น เช่นการรองรับ Samsung Dex Pad รุ่นใหม่ ที่สะดวกในการใช้งานขึ้น แต่ก็แอบเหมือนกับของ Windows 10 และ Huawei Mate 10 Pro นิดหน่อย

และยังมีฟีเจอร์ที่น่าใช้จากรุ่นเดิมเช่น Secure Folder, App Pair เมื่อกดแล้วจะแสดงผลเป็น 2 หน้าจอพร้อมกัน จะซ่อนใน App EDGE, Samsung Pass, Samsung Pay และอื่นๆ อีกมากมาย

ในเวลาสัมผัสเพียง 1 ชั่วโมงกับ Samsung Galaxy S9 และ Galaxy S9+ มีการปรับปรุงในเรื่องของบอดี้ กล้อง และระบบเสียงทำให้ Galaxy S9 เป็นมือถือที่เน้นความบันเทิงและมีระบบความปลอดภัยที่ทำงานประสานกัน และมีแบบพื้นฐานให้ได้ใช้งานกันด้วย เรียกได้ว่าครบเครื่องเลยก็ว่าได้

กับราคาเริ่มต้นที่ 27,900 บาท ไปจนถึง 37,900 บาทสำหรับ Galaxy S9+ ความจุ 256GB ถือว่าก็สูงอยู่ แต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้มาก็ถือว่าคุ้มค่าสำหรับคนที่คิดว่าต้องการมือถือใช้งานในด้านความบันเทิงและขอปลอดภัยเล็กน้อย ดูทันสมัยอีกด้วย โดยตัวเครื่องพร้อมจำหน่ายในช่วงกลางเดือนหน้า แต่นี่แค่เป็นการลองสั้นๆ เท่านั้น เพราะรีวิวจริงนั้น รออีกหน่อยเดียวก็มา เมื่อถึงเวลานั้นค่อยมาสรุปอีกครั้งก็คงไม่สายอะไร
อัลบั้มภาพ 7 ภาพ