สำนักข่าวบราซิลเลิกโพสต์ โต้เฟซบุ๊กปรับนิวส์ฟีด

สำนักข่าวบราซิลเลิกโพสต์ โต้เฟซบุ๊กปรับนิวส์ฟีด
Voice TV

สนับสนุนเนื้อหา

สำนักข่าวบราซิลประกาศเลิกโพสต์ข่าวบนเฟซบุ๊ก โดยกล่าวหาว่า เฟซบุ๊กไม่ให้ความสำคัญกับการทำข่าวแบบมืออาชีพ หลังเฟซบุ๊กปรับลดให้ผู้ใช้เห็นโพสต์ของสำนักข่าวน้อยลง และเห็นโพสต์ของเพื่อนมากขึ้น

หนังสือพิมพ์โฟลยา เดอ เซา เปาโล หนังสือพิมพ์เจ้าใหญ่ที่สุดของบราซิลประกาศว่า จะยังคงเปิดเพจในเฟซบุ๊กต่อไป แต่จะยุติการโพสต์ข่าวลงบนเพจแล้ว หลังจากมีการหารือกันภายในองค์กรเกี่ยวกับวิธีทำให้หนังสือพิมพ์เข้าถึงผู้อ่านได้มากขึ้น

โฟลยา เดอ เซา เปาโล ก่อตั้งขึ้นในปี 1921 โดยบริษัท กรุโป โฟลยา เครือสื่อสารมวลชนที่ใหญ่ที่สุดในบราซิล และมีสมาชิกรับข่าวทางดิจิทัลมากที่สุดในบรรดาหนังสือพิมพ์รายวัน อีกทั้งยังมีคนติดตามเพจบนเฟซบุ๊กมากกว่า 5,700,000 คน ขณะที่สำนักข่าว อุ โกลบุ สำนักข่าวยอดนิยมอันดับ 2 มีคนติดตามประมาณ 5,500,000 คน ตามมาด้วยสำนักข่าว เอสตาเดา ที่มีคนติดตามประมาณ 3,600,000 คน

อย่างไรก็ตาม โฟลยาไม่เชื่อว่าเฟซบุ๊กจะช่วยให้คนอ่านข่าวของโฟลยามากขึ้น โดยข้อมูลภายในแสดงให้เห็นว่า ยอดการเข้าถึงผู้ใช้เฟซบุ๊กตกลงอย่างมีนัยสำคัญ ก่อนที่โฟลยาจะประกาศยุติการโพสต์ข่าว แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่า ยอดรีชและยอดเอนเกจเมนท์ตกลงจากเดิมเท่าไหร่

เฟซบุ๊กไม่ให้ความสำคัญสื่อมืออาชีพ

โฟลยาเชื่อว่า เฟซบุ๊กไม่ให้ความสำคัญสื่อมืออาชีพ เนื่องจากการคำนวณอัลกอริธึมของเฟซบุ๊กให้สิทธิพิเศษกับเนื้อหาที่คล้ายกับความสนใจส่วนตัวของผู้ใช้มากกว่าข่าวจากมืออาชีพ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ข่าวปลอมทั้งหลายแพร่กระจายไปในเฟซบุ๊ก ดังนั้น เฟซบุ๊กควรต้องแยกการทำข่าวแบบมืออาชีพออกจากข่าวปลอมให้ได้ก่อนที่จะไปจำกัดการเข้าถึงเพจของสำนักข่าว

นอกจากนี้ โฟลยามองว่า การที่เฟซบุ๊กตัดสินใจลดเนื้อหาของสำนักข่าวบนนิวส์ฟีดลง มีแต่จะส่งผลเสียต่อสำนักข่าว เพราะเฟซบุ๊กให้ความสำคัญกับโพสต์ของเพื่อน ครอบครัว และ 'แหล่งข่าวท้องถิ่น' โดยเฟซบุ๊กนิยามว่าแหล่งข่าวท้องถิ่นคือเพจข่าวที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับผู้ใช้หรือเรื่องที่เพื่อนของผู้ใช้แชร์มา

หนึ่งในช่องทางที่คนอ่านข่าวมากที่สุดก็คือ เว็บไซต์ของโฟลยาเอง ซึ่งเป็นตัวพิสูจน์ความแข็งแกร่งของแบรนด์

นายเซอร์จิโอ ดาวิลา บรรณาธิการบริหารของโฟลยา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวยูโรนิวส์ว่าโฟลยาไม่กลัวว่าจะเสียฐานผู้อ่านจากการประกาศหยุดโพสต์ข่าวบนเฟซบุ๊ก เนื่องจากหนึ่งในช่องทางที่คนอ่านข่าวมากที่สุดก็คือเว็บไซต์ของโฟลยาเอง ซึ่งเป็นตัวพิสูจน์ความแข็งแกร่งของแบรนด์ และหากผู้สื่อข่าวหรือผู้อ่านต้องการแชร์ข่าวลงบนเฟซบุ๊กของตัวเองก็สามารถทำได้

นอกจากนี้ นายดาวิลายังหวังว่า การตัดสินใจของโฟลยาจะเป็นแรงสนับสนุนให้สำนักข่าวมืออาชีพอื่นๆ หยุดโพสต์ข่าวบนเฟซบุ๊ก เพื่อให้ข่าวของมืออาชีพเข้มแข็งขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ว่าอาจกลับมาโพสต์ข่าวบนเฟซบุ๊กอีกครั้ง หากเฟซบุ๊กเปลี่ยนนโยบาย ให้ความสำคัญกับสำนักข่าวมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้เฟซบุ๊กต่างวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของโฟลยาอย่างหนักว่าการเลิกโพสต์ข่าวบนเฟซบุ๊กจะทำให้มีคนอ่านข่าวของโฟลยาเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ และจะสร้างผลกระทบอย่างไร เมื่อผู้อ่านยังมีทางเลือกในการอ่านข่าวจากเพจข่าวอื่นๆ บนเฟซบุ๊ก ขณะเดียวกัน บางคนก็มองว่านี่เป็นแผนการหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้อ่านมีโอกาสวิพากษ์วิจารณ์ข่าวของโฟลยา