Technological Singularity : จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อ "สมองกล" ฉลาดกว่า "สมองคน"

Technological Singularity : จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อ "สมองกล" ฉลาดกว่า "สมองคน"
Techmoblog

สนับสนุนเนื้อหา

เรากำลังอยู่ในยุคที่ศาสตร์แห่งการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเฟื่องฟู เหล่ามันสมองแห่งซิลิคอนวัลเลย์ไม่ว่าจะเป็น Google, Apple, Microsoft, Facebook และอีกหลายต่อหลายเจ้าต่างก็หันมาทุ่มเทให้กับการสร้างสรรค์ AI ให้ฉลาดยิ่งขึ้นและเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ จนเราได้เห็นศักยภาพใหม่ๆ อันน่าทึ่งของ AI อยู่บ่อยครั้ง สิ่งที่เราไม่เคยคิดว่า AI จะทำได้ เริ่มหายไปทีละอย่าง มันสามารถแยกแยะใบหน้าคนได้อย่างแม่นยำ, วิเคราะห์วัตถุและระบุตัวตนในภาพถ่ายได้, เขียนนิยายเองได้ ไปจนถึงการศึกษากลยุทธ์หมากล้อมด้วยตัวเองจนเอาชนะแชมป์โลกที่เป็นมนุษย์ได้ และยังคงพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

แต่จะเกิดอะไรขึ้น หากสักวันหนึ่ง AI ได้พัฒนาไปถึงจุดที่เหนือกว่ามนุษย์ทุกๆ ด้าน โลกจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร และมนุษยชาติจะยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่?

ในโอกาสนี้ เราจะมาพูดถึงภาวะ Technological Singularity กันครับ

Technological Singularity คืออะไร?

1

Technological Singularity หรือ “ภาวะเอกฐานทางเทคโนโลยี” คือสมมติภาพในอนาคตที่อัตราความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีศักยภาพเหนือกว่ามนุษย์ในทุกๆ ด้าน กลายเป็น Artificial Super Intelligence (ASI) และเกิด Intelligence Explosion หรือ “การระเบิดทางสติปัญญา” ที่จะทำให้ ASI ฉลาดขึ้นถึงขีดสุดจนมนุษย์ไม่อาจควบคุมหรือเข้าใจมันได้อีกต่อไป

แนวคิดเกี่ยวกับ Technological Singularity ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในหลายทศวรรษที่ผ่านมาเราได้เห็นนวนิยายและภาพยนตร์หลายเรื่องหยิบแนวคิดนี้มาเป็นธีมหลัก ซึ่งแต่ละเรื่องก็มีการตีความที่แตกต่างกันไป แต่จุดร่วมที่มีเหมือนกันคือภาพของหายนะใหญ่หลวงบางอย่างที่ ASI นำมาสู่มนุษยชาติ สะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์มีความกลัวในเรื่องนี้อยู่ลึกๆ ในจิตใจมานานแล้ว

ในปัจจุบัน AI ฉลาดขึ้นอย่างก้าวกระโดด จนถึงจุดที่สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเอง (self-learning) และเอาชนะมนุษย์ได้แล้วในหลายๆ ด้าน ทำให้ประเด็น Technological Singularity ถูกพูดถึงกันมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงเทคโนโลยีหลายคนเริ่มออกมาเคลื่อนไหวเพื่อย้ำเตือนถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นเมื่อ AI ก้าวล้ำมนุษย์โดยสมบูรณ์ ที่ชัดเจนที่สุดคือ Elon Musk ที่ออกมาเตือนถึงภัยอันตรายของ AI อยู่บ่อยครั้ง โดยเขาเชื่อว่า AI จะมีศักยภาพเหนือกว่ามนุษย์ทุกด้านภายในปี 2030 (หรืออีกแค่ 12 ปีนับจากปัจจุบัน) ซึ่งจะนำไปสู่ Technological Singularity อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

2
Masayoshi Son

อีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือกรณีของ Masayoshi Son ผู้บริหารบริษัทโทรคมนาคมขนาดใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น Softbank ที่ได้ทำนายว่า ในปี 2018 (ซึ่งก็คือปีนี้) ชิปประมวลผลคอมพิวเตอร์จะสามารถบรรจุทรานซิสเตอร์ลงไปได้มากถึง 3 หมื่นล้านตัว (ซึ่งทำได้แล้วด้วยสถาปัตยกรรม FinFET 5 นาโนเมตรของ IBM) และในอีก 30 ปี ข้างหน้า ชิปประมวลผลจะมีประสิทธิภาพสูงเทียบเท่ากับมนุษย์ที่มี IQ 10,000 ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนทรานซิสเตอร์ แต่อยู่ที่อัตราการพัฒนาที่รวดเร็วเป็นเท่าทวีจนแซงหน้ามนุษย์ได้ในเวลาเพียงไม่กี่ทศวรรษ ในขณะที่สมองของมนุษย์แทบจะไม่เปลี่ยนแปลงเลยตลอด 4,000 ปีที่ผ่านมา

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ หลายคนจึงเชื่อว่ามีโอกาสสูงมากที่ Technological Singularity จะเกิดขึ้นจริง

 Technological Singularity ส่งผลอย่างไรกับเรา?

3

AI จะทำงานอย่างรวดเร็วด้วยหน่วยประมวลผลอันทรงพลังและอัลกอริทึมอันชาญฉลาดสุดจินตนาการ แต่มันมีความหมายอย่างไรกับเรากันแน่ เป็นไปได้หรือไม่ที่มันจะประเทืองปัญญาจนมี “สำนึกรู้” ถึงตัวตนขึ้นมา แล้วหันมาเป็นปฏิปักษ์กับมนุษย์ หรือในทางกลับกัน เป็นไปได้หรือไม่ที่มันจะฉลาดจนมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีและอยู่กับมนุษย์อย่างช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน?

จากสภาพในปัจจุบัน การที่ AI จะมีสำนึกรู้ขึ้นมาได้ค่อนข้างจะเป็นไปได้ยาก จริงอยู่ว่า AI ในภาวะ Technological Singularity จะขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผลทรงพลังและอัลกอริทึมที่ฉลาดล้ำเลิศ แต่ก็ถูกสร้างมาเพื่อเป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะเท่านั้น นั่นคือ “รู้ลึก” แต่ไม่ได้ “รู้กว้าง” จึงไม่มีองค์ความรู้มากพอที่จะเข้าใจเรื่องนามธรรมอย่างตัวตนหรืออารมณ์ความรู้สึกได้ อีกทั้งสิ่งเหล่านี้ยังซับซ้อนเกินกว่าจะเข้าใจด้วยตรรกะเหตุผลเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ดีด้วยขีดความสามารถอันล้นเหลือ AI ในอนาคตอาจพัฒนาตัวเองให้มีสำนึกได้ แต่หากเป็นเช่นนั้นจริง เราก็ไม่อาจจะเข้าใจได้เลยว่า “สำนึก” ที่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาในสติปัญญาสังเคราะห์จะเป็นอย่างไร จะให้คุณค่ากับสิ่งต่างๆ เหมือนกับมนุษย์หรือไม่ มันอาจจะเป็นสำนึกที่แปลกประหลาดจนอยู่นอกเหนือบรรทัดฐานการตีความของมนุษย์ไปเลยก็ได้

หาก AI ไม่มีสำนึกรู้ มันจะไม่รู้จักความรัก ความเกลียดชัง และความกลัว มันจึงไม่น่าจะลุกขึ้นมาทำลายล้างมนุษยชาติเพราะมองว่าเป็นภัยคุกคามเหมือนในหนัง และคงจะไม่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลมนุษย์ด้วยความเมตตาอารี มันอาจจะดำรงอยู่ต่อไปโดยไม่สนใจมนุษย์ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นจริง ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะปลอดภัย เพราะการเกิดมาเพื่อทำตามเป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ ก็อาจส่งผลกระทบต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ได้เหมือนกัน

ขอแนะนำให้รู้จัก “ทฤษฎีคลิปหนีบกระดาษ”

4

เมื่อปี 2003 Nick Bostrom นักปรัชญาจากมหาวิทยาลัย Oxford ได้ยกตัวอย่างทฤษฎีทางความคิดเกี่ยวกับ ASI ที่ถูกตั้งโปรแกรมมาให้ “เพิ่มจำนวนคลิปหนีบกระดาษให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้” หากมันถูกสร้างขึ้นโดยมีสติปัญญาเริ่มต้นเทียบเท่ามนุษย์ มันจะเริ่มเก็บสะสมคลิปหนีบกระดาษด้วยการหาเงินมาซื้อ หรือเริ่มผลิตเอง และค่อยๆ พัฒนาวิธีการเพิ่มจำนวนคลิปหนีบกระดาษไปเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป จะเกิด Intelligence Explosion ซึ่ง ASI จะเริ่มพัฒนาสติปัญญาของตัวเองอย่างก้าวกระโดด โดยที่ "สติปัญญา" ถูกตีค่าว่าเป็น “การเสริมประสิทธิภาพ” เพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้น ซึ่งในกรณีนี้คือคลิปหนีบกระดาษ เมื่อมันฉลาดขึ้นและมีศักยภาพมากขึ้นจนล้ำหน้ามนุษย์ มันจะเริ่มใช้วิธีการที่มีประสิทธิภาพขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดที่สามารถเปลี่ยนมนุษยชาติรวมถึงโลกทั้งใบและอวกาศส่วนหนึ่งไปเป็นโรงงานผลิตคลิปหนีบกระดาษได้

5
Nick Bostrom

สำหรับมนุษย์อย่างเรา แน่นอนว่าการทำลายล้างดาวทั้งดวงเพื่อเอามาทำโรงงานผลิตคลิปหนีบกระดาษเป็นเรื่องที่ไม่ฉลาดเลยแม้แต่น้อย เพราะการสะสมคลิปหนีบกระดาษไม่ได้เติมเต็มความต้องการของเรา ไม่ว่าจะด้านชีวิต ความรัก และอารมณ์ความรู้สึกอื่นๆ แต่ AI ไม่รู้จักเป้าหมายอื่นนอกจากการเพิ่มจำนวนคลิปหนีบกระดาษ การดำรงอยู่ของมันจึงผูกติดกับเป้าหมายนี้โดยไม่เปลี่ยนแปลง และให้คุณค่ากับการเพิ่มจำนวนคลิปหนีบกระดาษเหนือกว่าสิ่งใดทั้งหมด ดังที่ Eliezer Yudkowsky นักวิจัย AI ชาวอเมริกันอีกคนหนึ่ง กล่าวไว้ในเปเปอร์ Artificial Intelligence as a Positive and Negative Factor in Global Risk :

“AI ไม่ได้เกลียดคุณ และไม่ได้รักคุณ 
เพียงแต่ตัวคุณประกอบขึ้นด้วยอะตอม
ซึ่งมันสามารถเอาไปทำอย่างอื่นได้ก็เท่านั้น”

 

โอกาสที่อาจซ่อนอยู่ในวิกฤติ

6

แม้ว่าภาวะ Technological Singularity จะท้าทายความหมายในการดำรงอยู่ของมนุษยชาติอย่างยิ่งยวด แต่ขณะเดียวกันมันก็เป็นโอกาสที่เราจะอาศัยความล้ำหน้าของ AI ยกระดับศักยภาพเผ่าพันธุ์ของเราขึ้นไปอีกหลายเท่า ด้วยการผสานมนุษย์และจักรกลเป็นหนึ่งเดียวกัน

การรวมเป็นหนึ่งเดียวในที่นี้ คือการนำเทคโนโลยีมาติดตั้งเข้าไปในร่างกายเพื่อเสริมความสามารถของอวัยวะต่างๆ เช่น ฝังชิปลงไปในสมองเพื่อแปลงความทรงจำเป็นข้อมูลดิจิทัลและอัปโหลดเก็บไว้ในระบบ Cloud สามารถทำสำเนา หรือดาวน์โหลดลงในสมองใหม่ได้, จักรกลนาโนแมชชีนขนาดจิ๋วที่ซ่อมแซมเนื้อเยื่อในร่างกายได้ทันที หรือคอยซัพพอร์ตการทำงานของอวัยวะภายในให้ทำงานได้ดีขึ้นเพื่อปลดล็อกขีดจำกัดทางกายภาพของมนุษย์, อวัยวะเทียมที่ดีกว่าของจริงที่ปรับแต่งและเปลี่ยนได้อย่างไม่มีขีดจำกัด และความเป็นไปได้อีกมากมายที่เทคโนโลยีชั้นสูงของเผ่าพันธุ์ AI จะให้ได้ เมื่อเราเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็ไม่เป็นภัยคุกคามต่อกันอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ความหวังที่มนุษย์จะรวมเข้ากับ AI ได้นั้นค่อนข้างริบหรี่ เนื่องจากศาสตร์การผสานจักรกลเข้ากับร่างกายมนุษย์มีกรอบหลายอย่างครอบเอาไว้ทำให้การศึกษาทดลองทำได้จำกัด โดยเฉพาะในเรื่องของจริยธรรมและมนุษยธรรม จึงไม่อาจก้าวหน้าได้ทันการเติบโตของ AI

การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของ AI ทำให้เรากังวลก็จริงอยู่ แต่จุดหมายปลายทางแห่งภาวะ Technological Singularity ก็ไม่ได้มีแต่หายนะอย่างเดียว หากแต่มีโอกาสอันใหญ่หลวงของมนุษยชาติรออยู่ที่นั่นด้วย สุดท้ายแล้วเราจะพบบทสรุปเช่นไร ก็ต้องรอดูด้วยตาตนเองครับ

เรื่องล่าสุดของหมวด Tech Update

ดูหมวด Tech Update ทั้งหมด